ฟลาจิล (Flagyl ®)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: ฟลาจิล (Flagyl ®) Brand Name(s): ฟลาจิล (Flagyl®), ฟลาจิล (Flagyl ®), ฟลาจิล (Flagyl ®) และ ฟลาจิล (Flagyl ®).

ข้อบ่งใช้

ฟลาจิล (เมโทรนิดาโซล) ใช้สำหรับ

ฟลาจิล (Flagyl®) ใช้เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียที่บริเวณช่องคลอด กระเพาะอาหาร ผิวหนัง ข้อต่อ และระบบทางเดินหายใจ ยานี้ไม่สามารถรักษาการติดเชื้อยีสต์ที่ช่องคลอดได้

วิธีการใช้ ฟลาจิล (เมโทรนิดาโซล)

รับประทานฟลาจิลตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด อย่าเคี้ยวหรือบดยา และควรดื่มน้ำเปล่าเต็มแก้ว ระวังอย่าใช้ยานี้ในขนาดมากกว่า น้อยกว่า หรือนานกว่าที่แนะนำ ควรทำตามวิธีการใช้ยาที่กำหนดบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด

การเก็บรักษายาฟลาจิล (เมโทรนิดาโซล)

ควรเก็บฟลาจิลที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาฟลาจิลบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาฟลาจิลลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ ฟลาจิล (เมโทรนิดาโซล)

สิ่งที่ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากต้องใช่ยาฟลาจิล

  • คุณกำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่คุณตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้นเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์และคุณแม่เอง
  • หากคุณกำลังใช้ยาชนิดอื่นอยู่ รวมทั้งยาที่หาซื้อได้เอง เช่น สมุนไพรหรือยาทางเลือกอื่นๆควรแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • หากคุณมีอาการแพ้สารออกฤทธิ์หรือไม่มีฤทธิ์ในการรักษาของยาฟลาจิล หรือยาอื่นๆ
  • หากคุณมีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ

ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโพรไพลีน ไกลคอล (propylene glycol) ขณะที่กำลังใช้ยานี้ และภายในอย่างน้อย 3 วัน หลังจากเสร็จสิ้นการรักษาด้วยยานี้ เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการท้องไส้ปั่นป่วนอย่างรุนแรง หรือปวดท้องอย่างรุนแรง คลื่นไส้ ปวดหัว และหน้าแดงได้

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน ควรหลีกเลี่ยงการขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือการทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย รอจนกว่าคุณจะสามารถทำกิจกรรมเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัย

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้ ยาฟลาจิลจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยา ฟลาจิล (เมโทรนิดาโซล)

ผลข้างเคียงที่รุนแรงน้อยกว่ามีดังนี้

  • ปวดท้อง
  • ท้องร่วง
  • วิงเวียน
  • สูญเสียความสมดุล
  • มีอาการคันหรือสารคัดหลั่งจากช่องคลอด
  • ปากแห้งหรือรับรสที่ไม่พึงประสงค์ภายในปาก
  • ไอ จาม น้ำมูกไหล หรือคัดจมูก
  • อาการบวมหรือแผลที่ลิ้น

โปรดติดต่อแพทย์ในทันทีหากคุณสังเกตเห็นอาการดังต่อไปนี้

  • เหน็บชาที่มือหรือขา
  • รอยปื้นสีขาวหรือแผลภายในปากหรือบนริมฝีปาก
  • มีอาการปวดหรือแสบร้อนขณะปัสสาวะ
  • ท้องร่วงเหลวเป็นน้ำหรือเป็นเลือด
  • การมองเห็นมีปัญหา
  • มีอาการปวดด้านหลังดวงตา
  • มีปัญหากับการรวบรวมสมาธิ
  • พูดไม่ชัด
  • มีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือพฤติกรรม
  • สั่นเทา
  • กล้ามเนื้อกระตุก
  • ชัก
  • เป็นไข้
  • หนาวสั่น
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • สับสน
  • ปวดหัว
  • เจ็บคอ
  • คอแข็งเกร็ง
  • ปฏิกิริยาไวต่อแสงมากขึ้น
  • ง่วงซึม
  • คลื่นไส้อาเจียน

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ หรืออาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาฟลาจิลอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เช่น ยาน้ำเชื่อมแก้ไอและแก้หวัด โลชั่นหลังโกนหนวด
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโพรไพลีน ไกลคอล สารละลายโลพินาเวียร์ (lopinavir) หรือริโทนาเวียร์ (ritonavir) ยาลิเทียม (lithium)
  • ยาไดซัลฟิแรม (Disulfiram)
  • การคุมกำเนิดโดยใช้ฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด แผ่นคุมกำเนิด หรือห่วงคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะจำนวนหนึ่ง เช่น ยาไรแฟมพิน (rifampin) หรือไรฟาบูติน (rifabutin)

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาฟลาจิลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาฟลาจิลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

โรคที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • โรคตับ
  • โรคไต
  • ความผิดปกติของเลือดบางชนิด เช่น จำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาฟลาจิล (เมโทรนิดาโซล) สำหรับผู้ใหญ่

การติดเชื้อแบคทีเรีย

ขนาดยาที่แนะนำคือ 7.5 มก./กก. รับประทานทุก ๆ 6 ชั่วโมง

โรคบิดมีตัว (Amoebiasis)

การติดเชื้อโรคบิดมีตัวภายในลำไส้เฉียบพลัน ขนาดยาที่แนะนำคือ 750 มก. รับประทานวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 5 ถึง 10 วัน

โรคฝีบิดตับ (Amebic liver abscess)

ขนาดยาที่แนะนำคือ 500 ถึง 750 มก. รับประทานวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 5 ถึง 10 วัน

การติดเชื้อทริโคโมแนส (Trichomoniasis)

  • สูตร 1 วัน ขนาดยาที่แนะนำคือ 2 กรัม รับประทานหนึ่งครั้ง (หรือ 1 กรัม สองครั้งภายในวันเดียวกัน)
  • สูตร 7 วัน ขนาดยาที่แนะนำคือ 250 มก. รับประทานวันละ 3 ครั้งเป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน

อุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease)

ขนาดยาที่แนะนำคือ 7.5 มก./กก. รับประทานทุกๆ 6 ชั่วโมง

ขนาดยาฟลาจิล (เมโทรนิดาโซล) สำหรับเด็ก

โรคลำไส้อักเสบชนิดซูโดเมมเบรนัส (Pseudomembranous Colitis)

เด็กและวัยรุ่น ขนาดยาที่แนะนำคือ 30 มก./กก./วัน แบ่งรับประทานวันละ 4 ครั้ง

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ด 250 มก.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: กรกฎาคม 24, 2019 | Last Modified: กรกฎาคม 24, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย