ฟลูโคนาโซล (Fluconazole)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: ฟลูโคนาโซล (Fluconazole) Brand Name(s): ฟลูโคนาโซล (Fluconazole), ฟลูโคนาโซล (Fluconazole), ฟลูโคนาโซล (Fluconazole) และ ฟลูโคนาโซล (Fluconazole).

ข้อบ่งใช้

ฟลูโคนาโซล ใช้สำหรับ

ฟลูโคนาโซล (Fluconazole) เป็นยาที่ใช้เพื่อป้องกันและรักษาการติดเชื้อราและยีสต์ต่างๆ ยานี้อยู่ในกลุ่มของยาต้านเชื้อรากลุ่มเอโซล (azole antifungals) ทำงานโดยการหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อราบางชนิด

วิธีการใช้ยา ฟลูโคนาโซล

รับประทานยา ฟลูโคนาโซล พร้อมกับอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหากตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือรับประทานยาเพียงวันละครั้ง

หากคุณใช้ยานี้ในรูปแบบของยาน้ำแขวนตะกอน ควรเขย่าขวดให้ดีก่อนใช้ ตวงยาอย่างระมัดระวังด้วยเครื่องมือหรือช้อนสำหรับตวงยา ไม่ควรใช้ช้อนธรรมดา เพราะอาจได้ขนาดยาที่ไม่ถูกต้อง

ขนาดยาและระยะเวลาในการรักษา ขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา สำหรับเด็ก ขนาดยายังขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวอีกด้วย โดยปกติแล้ว สำหรับเด็กนั้น ขนาดยาไม่ควรเกิน 600 มก. ต่อวัน นอกเสียจากแพทย์จะสั่ง

ยาฟลูโคนาโซล จะทำงานได้ดีที่สุด หากมีปริมาณของยาในร่างกายอยู่ในระดับที่คงที่ ดังนั้น จึงควรรับประทานยาโดยเว้นระยะเวลาที่เท่ากัน เพื่อให้ง่ายต่อการจำ ควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

ควรใช้ยาฟลูโคนาโซลอย่างต่อเนื่อง จนครบกำหนด แม้ว่าอาการจะหาไปภายในไม่กี่วัน การหยุดใช้ยาเร็วเกินไป อาจทำให้เชื้อราเจริญเติบโตต่อไป และส่งผลให้การติดเชื้อกำเริบได้

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่หายไปหรือแย่ลง

การเก็บรักษายาฟลูโคนาโซล

ยา ฟลูโคนาโซล ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาฟลูโคนาโซล บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาฟลูโคนาโซลลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยา ฟลูโคนาโซล

ก่อนใช้ยา ฟลูโคนาโซล

  • แจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ต่อยาฟลูโคนาโซล แพ้ยาต้านเชื้อราอื่นๆ หรือแต่ส่วนประกอบในยาเม็ด หรือน้ำแขวนตะกอนฟลูโคนาโซล
  • แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณกำลังใช้ยาแอสเทมมีโซล (astemizole) อย่างฮิสมานอล (hismanal) ยาซิซาไพรด์ (cisapride) อย่างโพรพูลซิด (propulsid) ยาอิริโทมัยซิน (erythromycin) อย่างอีอีเอส (e.e.s.) หรืออีมัยซิน (e-mycin) หรืออิริโทรซิน (erythrocin) ยาพิโมไซด์ (pimozide) อย่างออแรบ (orap) ยาควิริดีน (quinidine) อย่างควินิเดกซ์ (quinidex) หรือยาเทอร์เฟนาดีน (terfenadine) อย่างเซลเดน (seldane) แพทย์อาจไม่ให้คุณใช้ยาฟลูโคนาโซล หากคุณกำลังใช้ยาเหล่านี้
  • แจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับยาที่คุณกำลังใช้ หรือตั้งใจจะใช้ ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง วิตามิน อาหารเสริม และสมุนไพร และควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณใช้ยาฟลูโคนาโซลก่อนเริ่มต้นใช้ยาใหม่ภายใน 7 วัน โดยเฉพาะ อะมิทริปไทลีน (amitriptyline) แอมโฟเทอริซิน บี (Amphotericin B) ยาต้านลิ่มเลือด เบนโซไดอะซีปีน (benzodiazepines) ยาในกลุ่มแคลเซียมชาแนลบล็อกเกอร์ (calcium channel blockers) ฟิโลดิปีน (felodipine) ไอซราดิพีน (Isradipine) และไนเฟดิปีน (nifedipine) คาร์บามาเซพีน (Carbamazepine) เซเลโคซิบ (celecoxib) ยาลดระดับคอเลสเตอรอล ฟลูวาสแตติน (Fluvastatin) และซิมวาสแตติน (simvastatin) โคลพิโดเกรล (clopidogrel) ไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide) ไซโคลสปอริน (cyclosporine) ยาขับปัสสาวะ เฟนทานิล (fentanyl) ไอโซไนอาซิด (isoniazid) ลอซาร์แทน (losartan) เมทาโดน (methadone) เนวิราปีน (Nevirapine) ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drugs) และนาพรอกเซน (naproxen) ยาคุมกำเนิดแบบรับประทาน ยาสำหรับโรคเบาหวาน เช่น ไกลพิไซด์ (glipizide) ไกลบูไรด์ (glyburide) และโทลบูตาไมด์ (Tolbutamide) นอร์ทริปไทลีน (nortriptyline) เฟนิโทอิน (phenytoin) เพรดนิโซโลน (Prednisolone) ไรฟาบูทิน (rifabutin) ไรแฟมพิน (rifampin) ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) ไซโรลิมัส (Sirolimus) ทาโครลิมัส (Tacrolimus) ทีโอฟิลลีน (theophylline) โทฟาซิทินิบ (tofacitinib) ไตรอาโซแลม (triazolam) กรดวาลโพรอิก (valproic acid) วินบลาสทีน (Vinblastine) วินคริสทีน (Vincristine) วิตามิน โวริโคนาโซล (voriconazole) และซิโดวูดีน (zidovudine) แพทย์อาจต้องเปลี่ยนขนาดยา หรือเฝ้าระวังผลข้างเคียงอย่างใกล้ชิด มียาอื่นอีกมากที่มีปฏิกิริยากับยาฟลูโคนาโซล ดังนั้น จึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ แม้แต่ยาที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อนี้
  • แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณเป็นหรือเคยเป็นโรคมะเร็ง โรคเอดส์ อาการหัวใจเต้นผิดปกติ ระดับแคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม หรือโพแทสเซียมในเลือดต่ำ สภาวะที่ร่างกายไม่สามารถทนต่อแล็กโทส (lactose) หรือซูโครส (sucrose) หรือโรคหัวใจ โรคไต หรือโรคตับ
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ มีแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร หากคุณตั้งครรภ์ขณะที่ใช้ยาฟลูโคนาโซล โปรดติดต่อแพทย์ในทันที ยาฟลูโคนาโซลอาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้
  • หากคุณกำลังจะรับการผ่าตัดรวมถึงการผ่าตัดทำฟัน แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่า คุณกำลังใช้ยานี้
  • คุณควรทราบว่ายาฟลูโคนาโซลอาจทำให้คุณวิงเวียน หรือมีอาการชักได้ อย่าขับรถหรือใช้เครื่องจักร จนกว่าคุณจะทราบว่ายาฟลูโคนาโซลส่งผลอย่างไรต่อคุณ

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาฟลูโคนาโซลจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด D โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่มีข้อมูลเพียงพอ

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยา ฟลูโคนาโซล

ยาบางชนิดสามารถส่งผลให้เกิดผลที่ไม่ต้องการ หรืออันตราย เมื่อใช้ร่วมกับยาฟลูโคนาโซล แพทย์อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแผนการรักษา หากคุณใช้ยาดังต่อไปนี้

  • ฮาโลแฟนทรีน (Halofantrine)
  • เพรดนิโซโลน (Prednisolone)
  • ทีโอฟิลลีน (Theophylline)
  • โทฟาซิทินิบ (Tofacitinib)
  • วิตามินเอ
  • ยาต้านซึมเศร้า อะมิทริปไทลีน (amitriptyline) นอร์ทริปไทลีน (nortriptyline)
  • ยาต้านเชื้อราอื่นๆ แอมโฟเทอริซิน บี (Amphotericin B) หรือโวริโคนาโซล (voriconazole)
  • ยาสำหรับความดันโลหิต ไฮโดรคลอโรไทอะไซด์ (hydrochlorothiazide) ลอซาร์แทน (losartan) แอมโลดิปีน (amlodipine) ไนเฟดิปีน (nifedipine) ฟิโลดิปีน (felodipine)
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด อย่างวาฟาริน (warfarin) คูมาดิน (coumadin) หรือแจนโทเวน (jantoven)
  • ยาสำหรับโรคมะเร็ง ไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide) วินคริสทีน (vincristine) วินบลาสทีน (vinblastine)
  • ยาสำหรับคอเลสเตอรอล อะทอร์วาสแตติน (atorvastatin) ซิมวาสแตติน (simvastatin) ฟลูวาสแตติน (Fluvastatin)
  • ยารักษาเอชไอวีหรือดรคเอดส์ ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) ซิโดวูดีน (zidovudine) และอื่นๆ
  • ยาป้องกันการต่อต้านอวัยวะใหม่จากการปลูกถ่ายอวัยวะ ไซโคลสปอริน (cyclosporine) ทาโครลิมัส (Tacrolimus) หรือไซโรลิมัส (Sirolimus)
  • ยาแก้ปวดแบบเสพติด (Narcotic medicine) เฟนทานิล (fentanyl) อัลเฟนทานิล (alfentanil) เมทาโดน (methadone)
  • ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drugs) เซเลโคซิบ (celecoxib) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพรอกเซน (naproxen)
  • ยาโรคเบาหวานสำหรับรับประทาน ไกลบูไรด์ (glyburide) โทลบูตาไมด์ (Tolbutamide) ไกลพิไซด์ (glipizide)
  • ยารักษาอาการชัก–คาร์บามาเซพีน (Carbamazepine) เฟนิโทอิน (phenytoin)
  • ฟลูโคนาโซลสำหรับวัณโรค (Tuberculosis fluconazole) ไรแฟมพิซิน (rifampin) ไรฟาบูติน (rifabutin)

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาฟลูโคนาโซล อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรว่าคุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์ โดยเฉพาะ

  • ฮาโลแฟนทรีน (Halofantrine)
  • เพรดนิโซโลน (Prednisolone)
  • ทีโอฟิลลีน (Theophylline)
  • โทฟาซิทินิบ (Tofacitinib)
  • วิตามินเอ
  • ยาต้านซึมเศร้า อะมิทริปไทลีน (amitriptyline) นอร์ทริปไทลีน (nortriptyline)
  • ยาต้านเชื้อราอื่นๆ แอมโฟเทอริซิน บี (Amphotericin B) หรือโวริโคนาโซล (voriconazole)
  • ยาสำหรับความดันโลหิต ไฮโดรคลอโรไทอะไซด์ (hydrochlorothiazide) ลอซาร์แทน (losartan) แอมโลดิปีน (amlodipine) ไนเฟดิปีน (nifedipine) ฟิโลดิปีน (felodipine)
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด อย่างวาฟาริน (warfarin) คูมาดิน (coumadin) หรือแจนโทเวน (jantoven)
  • ยาสำหรับโรคมะเร็ง ไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophosphamide) วินคริสทีน (vincristine) วินบลาสทีน (vinblastine)
  • ยาสำหรับลดคอเลสเตอรอล อะทอร์วาสแตติน (atorvastatin) ซิมวาสแตติน (simvastatin) ฟลูวาสแตติน (Fluvastatin)
  • ยารักษาเอชไอวี/โรคเอดส์ ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) ซิโดวูดีน (zidovudine) และอื่นๆ
  • ยาป้องกันการต่อต้านอวัยวะใหม่จากการปลูกถ่ายอวัยวะ ไซโคลสปอริน (cyclosporine) ทาโครลิมัส (Tacrolimus) หรือไซโรลิมัส (Sirolimus)
  • ยาแก้ปวดแบบเสพติด (Narcotic medicine) เฟนทานิล (fentanyl) อัลเฟนทานิล (alfentanil) เมทาโดน (methadone)
  • ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drugs) เซเลโคซิบ (celecoxib) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพรอกเซน (naproxen)
  • ยาโรคเบาหวานสำหรับรับประทาน ไกลบูไรด์ (glyburide) โทลบูตาไมด์ (Tolbutamide) ไกลพิไซด์ (glipizide)
  • ยารักษาอาการชัก คาร์บามาเซพีน (Carbamazepine) เฟนิโทอิน (phenytoin)
  • ฟลูโคนาโซลสำหรับวัณโรค (Tuberculosis fluconazole) ไรแฟมพิซิน (rifampin) ไรฟาบูติน (rifabutin)

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาฟลูโคนาโซลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาฟลูโคนาโซลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ โดยเฉพาะ

  • ปัญหาเกี่ยวกับอิเล็กโทรไลต์ หรือแร่ธาตุไม่สมดุล
  • โรคหัวใจ ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง สภาวะนี้อาจเพิ่มโอกาสในการเกิดปัญหาเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจและทำให้ผลของยานี้แย่ลง
  • แพ้น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose intolerance) เป็นโรคแต่กำเนิดที่หายาก
  • แพ้น้ำตาลกาแลคโทส (Galactose intolerance) เป็นโรคแต่กำเนิดที่หายาก
  • การดูดซึมน้ำตาลกลูโคส กาแลคโทส ผิดปกติ (Glucose-galactose malabsorption) เป็นโรคแต่กำเนิดที่หายาก
  • ภาวะขาดเอนไซม์แอลเอพีพีแลคเตส (Lapp lactase deficiency) เป็นโรคแต่กำเนิดที่หายาก
  • ภาวะขาดเอนไซม์ซูเครส ไอโซมอลเทส (Sucrase-isomaltase deficiency) เป็นโรคแต่กำเนิดที่หายาก
  • สภาวะที่ทำให้ย่อยน้ำตาลหรือผลิตภัณฑ์จากนมได้ยาก—ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ยาในรูปแคปซูลนั้นมีส่วนประกอบของแลคโทส (น้ำตาลนม) และยาน้ำสำหรับรับประทานนั้นมีส่วนประกอบของซูโครส (น้ำตาลทราย) ซึ่งสามารถทำให้สภาวะนี้แย่ลงได้
  • ปัญหาเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจ เช่น ระยะคิวทียาว (QT prolongation)
  • โรคตับ ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง อาจทำให้อาการแย่ลง
  • โรคไต ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ผลของยาอาจเพิ่มขึ้นเพราะกำจัดยาออกจากร่างกายได้ช้าลง

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาฟลูโคนาโซลสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อราแคนดิดาที่ช่องคลอด (Vaginal Candidiasis)

  • 150 มก. รับประทานหนึ่งครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อราที่ช่องปาก (Oral Thrush)

  • การติดเชื้อราแคนดิดาในช่องปาก (Oropharyngeal candidiasis) 200 มก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานในวันแรก ตามด้วย 100 มก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงในการกำเริบ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อราแคนดิดา (Candidemia)

  • สามารถปรับยาได้ขนาดสูงสุด 400 มก./วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคปอดบวมจากเชื้อรา (Fungal Pneumonia)

  • สามารถปรับยาได้ขนาดสูงสุด 400 มก./วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อรา – แพร่กระจาย

  • สามารถปรับยาได้ขนาดสูงสุด 400 มก./วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อแคนดิดาทั่วร่างกาย (Systemic Candidiasis)

  • สามารถปรับยาได้ขนาดสูงสุด 400 มก./วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อแคนดิดาที่หลอดอาหาร (Esophageal Candidiasis)

  • 200 มก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานในวันแรก ตามด้วย 100 มก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา อย่างน้อย 3 สัปดาห์ และเป็นเวลาอย่างน้อย 2 หลังจากอาการหายไป

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อแคนดิดาที่ระบบทางเดินปัสสาวะ (Candida Urinary Tract Infection)

  • 50 ถึง 200 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากเชื้อรา (Fungal Peritonitis)

  • 50 ถึง 200 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อราคริปโตคอกโคคัส (Cryptococcal Meningitis)  ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันปกติ (Immunocompetent Host) การติดเชื้อเฉียบพลัน

  • 400 มก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานในวันแรก ตามด้วย 200 มก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา 10 ถึง 12 สัปดาห์หลังจากผลการเพาะเชื้อน้ำไขสันหลัง (CSF culture) เป็นลบ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อราคริปโตคอกโคคัส (Cryptococcal Meningitis)  ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันปกติ (Immunocompetent Host)

  • การติดเชื้อเฉียบพลัน 400 มก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานในวันแรก ตามด้วย 200 มก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา 10 ถึง 12 สัปดาห์หลังจากผลการเพาะเชื้อน้ำไขสันหลัง (CSF culture) เป็นลบ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคคริปโตคอกโคสิส (Cryptococcosis) คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา (IDSA)

  • การติดเชื้อที่ปอดระดับเบาถึงปานกลางและการติดเชื้อที่ไม่ใช่ที่เยื่อหุ้มสมอง ไขสันหลัง และปอด หากมีการตัดโรคระบบประสาทส่วนกลางออก ไม่ใช่การติดเชื้อราในเลือด การติดเชื้อที่บริเวณเดียว หรือไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงการกดภูมิคุ้มกัน 400 มก.
  • รับประทานวันละครั้งเป็นเวลา 6 ถึง 12 เดือน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันการติดเชื้อรา

  • 400 มก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา 7 วันหลังจากจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลสูงกว่า 1000 เซลล์/ลูกบาศก์เมตร

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคค็อกสิดิออยโดไมโคสิส (Coccidioidomycosis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา

  • 400 มก. รับประทานวันละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคค็อกสิดิออยโดไมโคสิส (Coccidioidomycosis) คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา

  • 400 ถึง 800 มก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคฮิสโตพลาสโมซิส (Histoplasmosis) คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา 

  • การติดเชื้อแพร่กระจายในผู้ป่วยที่ได้เป็นโรคเอดส์ 200 ถึง 800 มก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้งเป็นเวลา 12 เดือน
  • การติดเชื้อที่ระบบประสาทส่วนกลาง (หลังจากเริ่มรักษาด้วยการฉีดยาแอมโฟเทอริซิน บี [amphotericin B] เข้าหลอดเลือดดำ) 200 ถึง 400 มก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้งเป็นเวลา 12 เดือน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคบลาสโตไมโคสิส (Blastomycosis) คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา

  • การติดเชื้อที่ปอดระดับเบาถึงปานกลางหรือการติดเชื้อแพร่กระจายในระดับเบาถึงปานกลางโดยไม่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลาง 400 ถึง 800 มก. รับประทานวันละครั้งเป็นเวลาอย่างน้อย 6 ถึง 12 เดือน
  • การติดเชื้อที่ระบบประสาทส่วนกลาง (หลังจากเริ่มรักษาด้วยการฉีดยาแอมโฟเทอริซิน บีเข้าหลอดเลือดดำ) 800 มก. รับประทานวันละครั้งเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือนและจนกว่าความผิดปกติที่ระบบประสาทส่วนกลางจะหายไป

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเชื้อราที่เล็บ (onychomycosis) เล็บมือ 

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญบางท่าน 150 ถึง 300 มก. รับประทานสัปดาห์ละครั้ง ระยะเวลาในการรักษา

  • การติดเชื้อที่เล็บมือ 3 ถึง 6 เดือน
  • การติดเชื้อที่เล็บเท้า 6 ถึง 12 เดือน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเชื้อราที่เล็บ (onychomycosis)  เล็บเท้า คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญบางท่าน 150 ถึง 300 มก. รับประทานสัปดาห์ละครั้ง ระยะเวลาในการรักษา

  • การติดเชื้อที่เล็บมือ 3 ถึง 6 เดือน
  • การติดเชื้อที่เล็บเท้า 6 ถึง 12 เดือน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคสปอโรทริโคสิส (Sporotrichosis) คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา 

  • การติดเชื้อที่ผิวหนังหรือทางน้ำเหลือง 400 ถึง 800 มก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา 2 ถึง 4 สัปดาห์หลังจากแผลทั้งหมดหายไป (โดยปกติคือ 3 ถึง 6 เดือนโดยรวม)

ขนาดยาฟลูโคนาโซลสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อแคนดิดาที่หลอดอาหาร (Esophageal Candidiasis)  อายุ 2 สัปดาห์หรือน้อยกว่านั้น (อายุครรภ์ 26 ถึง 29 สัปดาห์) 3 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานทุกๆ 72 ชั่วโมง

  • อายุมากกว่า 2 สัปดา์ 6 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำในวันแรก ตามด้วย 3 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำวันละครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา อย่างน้อย 3 สัปดาห์ และเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังจากอาการหายไป

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อราที่ช่องปาก (Oral Thrush) การติดเชื้อราแคนดิดาในช่องปาก 

  • อายุ 2 สัปดาห์หรือน้อยกว่านั้น (อายุครรภ์ 26 ถึง 29 สัปดาห์) 3 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานทุกๆ 72 ชั่วโมง
  • อายุมากกว่า 2 สัปดาห์ 6 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำในวันแรก ตามด้วย 3 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำวันละครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา อย่างน้อย 2 สัปดาห์เพื่อลดความเสี่ยงในการกำเริบ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อราแคนดิดา (Candidemia)

  • อายุ 2 สัปดาห์หรือน้อยกว่านั้น (อายุครรภ์ 26 ถึง 29 สัปดาห์) 6 ถึง 12 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานทุกๆ 72 ชั่วโมง
  • อายุมากกว่า 2 สัปดาห์ 6 ถึง 12 มก./กก./วัน ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทาน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อรา แพร่กระจาย 

  • อายุ 2 สัปดาห์หรือน้อยกว่านั้น (อายุครรภ์ 26 ถึง 29 สัปดาห์) 6 ถึง 12 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานทุกๆ 72 ชั่วโมง
  • อายุมากกว่า 2 สัปดาห์ 6 ถึง 12 มก./กก./วัน ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทาน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อแคนดิดาทั่วร่างกาย (Systemic Candidiasis)

  • อายุ 2 สัปดา์หรือน้อยกว่านั้น (อายุครรภ์ 26 ถึง 29 สัปดาห์) 6 ถึง 12 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานทุกๆ 72 ชั่วโมง
  • อายุมากกว่า 2 สัปดาห์ 6 ถึง 12 มก./กก./วัน ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทาน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อราคริปโตคอกโคคัส (Cryptococcal Meningitis) ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันปกติ การติดเชื้อเฉียบพลัน

  • อายุ 2 สัปดา์หรือน้อยกว่านั้น (อายุครรภ์ 26 ถึง 29 สัปดาห์) 6 ถึง 12 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานทุกๆ 72 ชั่วโมง
  • อายุมากกว่า 2 สัปดาห์ 12 มก./กก./วัน ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานในวันแรก ตามด้วย 6มก./กก./วัน ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา 10 ถึง 12 สัปดาห์ สัปดาห์หลังจากผลการเพาะเชื้อน้ำไขสันหลังเป็นลบ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อราคริปโตคอกโคคัส (Cryptococcal Meningitis) ผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันปกติ การติดเชื้อเฉียบพลัน

  • อายุ 2 สัปดา์หรือน้อยกว่านั้น (อายุครรภ์ 26 ถึง 29 สัปดาห์) 6 ถึง 12 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานทุกๆ 72 ชั่วโมง
  • อายุมากกว่า 2 สัปดา์ 12 มก./กก./วัน ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานในวันแรก ตามด้วย 6มก./กก./วัน ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา 10 ถึง 12 สัปดาห์ สัปดาห์หลังจากผลการเพาะเชื้อน้ำไขสันหลังเป็นลบ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคคริปโตคอกโคสิส (Cryptococcosis) คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา (IDSA) สำหรับเด็ก

การติดเชื้อที่แพร่กระจาย

  • การรักษาด้วยวิธีให้ยาเคมีบำบัดเป็นชุด (หลังจากการรักษากระตุ้น) 10 ถึง 12 มก./กก./วัน แบ่งรับประทาน 2 ครั้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์
  • การคงสภาพการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี 6 มก./กก. รับประทานวันละครั้ง
  • โรคปอดบวมจากเชื้อราคริปโตคอกโคคัส (cryptococcal pneumonia) 6 ถึง 12 มก./กก. รับประทานวันละครั้งเป็นเวลา 6 ถึง 12 เดือน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาป้องกันการติดเชื้อรา คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา

  • การรักษาแบบครอบคลุมเชื้ออย่างกว้างๆสำหรับการต้องสงสัยว่าติดเชื้อแคนดิดาในผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (nonneutropenic) หรือมีภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (neutropenic) 12 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานในวันแรก ตามด้วย 6 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อแคนดิดาที่ระบบทางเดินปัสสาวะ (Candida Urinary Tract Infection)  คำแนะนำจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา

  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่มีอาการ (Asymptomatic cystitis) ในผู้ป่วยที่กำลังรับการผ่าตัดระบบขับถ่ายปัสสาวะ 3 ถึง 6 มก./กก ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้งเป็นเวลาหลายวันก่อนและหลังจากการผ่าตัด
  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบมีอาการ (Symptomatic cystitis) 3 มก./กก ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้งเป็นเวลา 2 สัปดาห์
  • กรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis) 3 ถึง 6 มก./กก ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้งเป็นเวลา 2 สัปดาห์
  • ก้อนเชื้อราที่ระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary fungus balls) 33 ถึง 6 มก./กก ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้งจนอาการหายไปและผลการเพาะเชื้อปัสสาวะไม่พบเชื้อแคนดิดา

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคค็อกสิดิออยโดไมโคสิส (Coccidioidomycosis) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ: คำแนะนำจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) สมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา สมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก (PIDS) และสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (AAP) สำหรับผู้ป่วยเด็กที่เปิดรับเชื้อเอชไอวีและผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี

  • การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง 12 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 800 มก./ครั้ง
  • การป้องกันทุตยภูมิ (Secondary prophylaxis): 6 มก./กก รับประทานวันละครั้ง
  • ขนาดยาสูงสุด 400 มก./ครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา ตลอดชีวิต

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคค็อกสิดิออยโดไมโคสิส (Coccidioidomycosis) คำแนะนำจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา สถาบันสุขภาพแห่งชาติ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา สมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก และสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา สำหรับผู้ป่วยเด็กที่เปิดรับเชื้อเอชไอวีและผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี 

อาการป่วยร้ายแรงโดยมีระบบหายใจผิดปกติเนื่องจากการติดเชื้อที่ปอดแบบแพร่กระจายหรือการติดเชื้อที่ไม่ใช่เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังแบบแพร่กระจาย 12 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง

  • ขนาดยาสูงสุด 800 มก./ครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา ทั้งหมด 1 ปี

การติดเชื้อที่ไม่ใช่เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังระดับเบาถึงปานกลาง เช่นโรคปอดบวมเฉพาะที่ (focal pneumonia) 6 ถึง 12 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละครั้ง ขนาดยาสูงสุด: 400 มก./ครั้ง

การป้องกันทุตยภูมิ 6 มก./กก. รับประทานวันละครั้ง

  • ขนาดยาสูงสุด 400 มก./ครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา ตลอดชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคแพร่กระจาย

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อราแคนดิดาที่ช่องคลอด (Vaginal Candidiasis) คำแนะนำจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา สถาบันสุขภาพแห่งชาติ และสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกาสำหรับวัยรุ่นที่ติดเชื้อเอชไอวี 

  • การติดเชื้อแคนดิดาที่ปากช่องคลอดและช่องคลอดแบบไม่มีอาการแทรกซ้อน 150 มก. รับประทานหนึ่งครั้ง
  • การติดเชื้อแคนดิดาที่ปากช่องคลอดและช่องคลอดแบบรุนแรงหรือกำเริบ 100 ถึง 200 มก. รับประทานวันละครั้งเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน
  • การรักษาแบบกดภูมิคุ้มกันสำหรับการติดเชื้อแคนดิดาที่ปากช่องคลอดและช่องคลอด 150 มก. รับประทานสัปดาห์ละครั้ง

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคฮิสโตพลาสโมซิส (Histoplasmosis) คำแนะนำจากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา สถาบันสุขภาพแห่งชาติ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐอเมริกา สมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก และสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา สำหรับผู้ป่วยเด็กที่เปิดรับเชื้อเอชไอวีและผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี 

การติดเชื้อที่ปอดในระะแรกแบบเฉียบพลัน 3 ถึง 6 มก./กก. รับประทานวันละครั้ง ขนาดยาสูงสุด 200 มก./ครั้ง

โรคแพร่กระจายในระดับเบา 5 ถึง 6 มก./กก. ฉีดยาทางหลอดเลือดดำหรือรับประทานวันละสองครั้ง

  • ขนาดยาสูงสุด 300 ก./ครั้ง
  • ระยะเวลาในการรักษา 12 เดือน
  • การป้องกันทุตยภูมิ 3 ถึง 6 มก./กก. รับประทานวันละครั้ง ขนาดยาสูงสุด 200 มก./ครั้ง

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • สารละลายสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ 100 มก. 200 มก. 400 มก.
  • สารละลายสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ [ไม่มีสารกันบูด] 200 มก. 400 มก.
  • ยาแขวนตะกอนคืนรูปสำหรับรับประทาน: 10 มก./มล. (35 มล.) 40 มก./มล. (35 มล.)
  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน 50 มก. 100 มก. 150 มก. 200 มก.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา

Review Date: สิงหาคม 14, 2019 | Last Modified: สิงหาคม 14, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย