ยาไดเอทิลโพรพิออน (Diethylpropion)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ชื่อสามัญ: ยาไดเอทิลโพรพิออน (Diethylpropion) Brand Name(s): Diethylpropion และ ยาไดเอทิลโพรพิออน (Diethylpropion).

ข้อบ่งใช้

ยาไดเอทิลโพรพิออนใช้สำหรับ

ยาไดเอทิลโพรพิออน (Diethylpropion) มักจะใช้โดยต้องได้รับการยอมรับจากแพทย์ ใช้ร่วมกับอาหารลดแคลอรี่ การออกกำลังกาย และโปรแกรมการเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยให้คุณลดน้ำหนัก ยานี้ในกับผู้ที่มีน้ำหนักมากเกินไปอย่างมาก (โรคอ้วน) และไม่สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเพียงเท่านั้น การลดน้ำหนักและรักษาระดับไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นสามารถช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพที่มาพร้อมกับโรคอ้วนได้มากมาย ทั้งโรคหัวใจ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และชีวิตสั้น

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้ช่วยให้คนลดน้ำหนักได้อย่างไร ยานี้อาจจะทำงานโดนการลดความอยากอาหารของคุณ เพิ่มปริมาณการใช้พลังงานของร่างกาย หรือส่งผลกระทบต่อบางส่วนในสมอง ยานี้เป็นยากดความอยากอาหารและอยู่ในกลุ่มของยาซิมพาโทมิเมติค เอมีน (sympathomimetic amines)

วิธีการใช้ยาไดเอทิลโพรพิออน

รับประทานยารูปแบบออกฤทธิ์ทันที โดยปกติคือวันละ 3 ครั้ง 1 ชั่วโมงก่อนอาหาร หรือตามที่แพทย์กำหนด หากคุณมีปัญหาในการรับประทานอาหารมื้อดึก แพทย์อาจจะสั่งให้คุณใช้ยาเพิ่มอีกครั้งในตอนเย็น การใช้ยานี้ในตอนดึกอาจทำให้คุณนอนไม่หลับได้

ยารูปแบบออกฤทธิ์นานมักจะรับประทานแค่วันละครั้งในตอนสาย อย่าบดหรือเคี้ยวยาแบบออกฤทธิ์นานเพราะจะทำให้ยาออกฤทธิ์ทั้งหมดมาในคราวเดียวและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง และไม่ควรแบ่งเม็ดยาเว้นเสียแต่ว่ายาจะมีเส้นแบ่งและแพทย์หรือเภสัชกรสั่งให้ทำเช่นนั้น กลืนยาลงไปทั้งเม็ดโดยไม่ต้องเคี้ยวหรือบดยา

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา แพทย์อาจจะปรับขนาดยาเพื่อหาขนาดยาที่เหมาะกับคุณที่สุด ควรใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากยา เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

โดยปกติมักจะใช้ยาไดเอทิลโพรพิออนแค่ไม่กี่สัปดาห์ต่อครั้ง ไม่ควรใช้ยานี้ร่วมกับยากดความอยากอาหารอื่นๆ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนปฏิกิริยาของยา) โอกาสในการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงจะเพิ่มขึ้นจากการใช้ยาเป็นเวลานานและการใช้ยานี้ร่วมกับยาลดความอ้วนอื่นๆ

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการขาดยาได้ โดยเฉพาะหากใช้ยาเป็นประจำในเวลานานหรือหากใช้ในขนาดสูง ในกรณีเหล่านี้ อาการขาดยา (เช่นซึมเศร้า เหนื่อยล้าอย่างรุนแรง) อาจจะเกิดขึ้นหากคุณหยุดใช้ยากะทันหัน เพื่อป้องกันอาการขาดยาแพทย์จะสั่งให้คุณค่อยๆ ลดขนาดยาลงมา โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและแจ้งให้ทราบในทันทีหากมีอาการขาดยาเกิดขึ้น

แม้ว่ายานี้จะช่วยคนเป็นจำนวนมากแต่ก็อาจทำให้เกิดการติดยาได้ ความเสี่ยงนี้จะสูงขึ้นหากคุณเคยใช้สารในทางที่ผิด (เช่นใช้ยา/สุราเกินขนาดหรือติดยา/สุรา) อย่าเพิ่มขนาดยา ใช้ยาบ่อยกว่า หรือใช้ยานานกว่าที่กำหนด

น้ำหนักของคุณควรจะลดลงหลังจากเริ่มใช้ยานี้ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากน้ำหนักของคุณไม่ลดลงอย่างน้อย 4 ปอนด์ภายใน 4 สัปดาห์หลังจากเริ่มใช้ยา ยานี้อาจจะทำงานได้ไม่ดีหลังจากที่คุณใช้ยาไปแล้วระยะหนึ่ง โปรดปรึกษาแพทย์หากยานี้ใช้ไม่ได้ผล อย่าเพิ่มขนาดยาเว้นเสียแต่แพทย์จะสั่งให้ทำเช่นนั้น แพทย์อาจจะสั่งให้คุณหยุดใช้ยานี้

การเก็บรักษายาไดเอทิลโพรพิออน

ยาไดเอทิลโพรพิออนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาไดเอทิลโพรพิออนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาไดเอทิลโพรพิออนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูก สอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาไดเอทิลโพรพิออน

ก่อนใช้ยาไดเอทิลโพรพิออน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือแพ้ต่อยาซิมพาโทมิเมติค เอมีนอื่นๆ เช่นยาหดหลอดเลือด (decongestants) อย่างซูโดเอฟีดรีน (pseudoephedrine) ยากระตุ้น (stimulants) อย่างยาแอมเฟตามีน (amphetamine) ยากดความอยากอาหาร อย่างเฟนเทอร์มีน (phentermine) หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ไม่ควรใช้ยานี้หากคุณมีสภาวะบางอย่าง ก่อนใช้ยานี้โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ เคยใช้สารในทางที่ผิด (เช่นใช้ยา/สุราเกินขนาดหรือติดยา/สุรา) โรคหลอดเลือดหัวใจ (เช่นเจ็บหน้าอก หัวใจวาย) ปัญหาทางจิตใจหรืออารมณ์ เช่นวิตกกังวลอย่างรุนแรง โรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder) โรคจิต (psychosis) โรคจิตเภท (schizophrenia) ภาวะความดันในปอดสูง (pulmonary hypertension) โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (hyperthyroidism)

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจอื่นๆ เช่นเสียงฟู่จากหัวใจ (heart murmur) หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ ปัญหาเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ โรคไต ปัญหาเกี่ยวกับอาการชัก

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนหรือง่วงซึม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกัญชานั้นอาจทำให้อาการวิงเวียนหรือง่วงซึมรุนแรงขึ้นได้ อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัวจนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย จำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปรึกษาแพทย์หากคุณใช้กัญชา

หากคุณกำลังเป็นโรคเบาหวาน ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำตามที่แพทย์กำหนดและแจ้งผลให้แพทย์ทราบ แพทย์อาจจำเป็นต้องปรับยาสำหรับโรคเบาหวาน โปรแกรมการออกกำลังกาย หรืออาหารที่คุณรับประทาน

ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่าคุณกำลังใช้ยานี้

ไตจะทำงานได้แย่ลงเมื่อคุณอายุมากขึ้น ยานี้จะกำจัดโดยใช้ไต ดังนั้นผู้สูงอายุจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะเกิดอาการวิงเวียนและความดันโลหิตสูงขณะใช้ยานี้

ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น ไม่แนะนำให้ใช้ยาเป็นเวลานานหรือใช้ในขนาดสูงในช่วงที่ใกล้กับวันที่คาดว่าจะคลอดบุตรเนื่องจากอาจทำให้เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา ทารกที่เกิดจากแม่ที่ใช้ยานี้เป็นเวลานานหรือใช้ในขนาดสูงอาจจะมีอาการขาดยาได้ เช่นหงุดหงิดหรือเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ในทารกแรกเกิด

ยานี้อาจผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่และส่งผลไม่พึงประสงค์ต่อทารกได้ ดังนั้นจึงไม่แนะนำการให้นมบุตรขณะที่ใช้ยานี้ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ยาไดเอทิลโพรพิออนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาไดเอทิลโพรพิออน

อาจเกิดอาการวิงเวียน ปากแห้ง นอนไม่หลับ หงุดหงิด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง หรือท้องผูก หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่าการที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

ยานี้อาจทำให้ระดับความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น ควรตรวจวัดความดันเป็นประจำและแจ้งให้แพทย์ทราบหากผลการตรวจออกมาสูง

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ หัวใจเต้นเร็ว ผิดปกติ หรือรัว มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ (เช่นร้อนรน ควบคุมอารมณ์โกรธไม่ได้ มองเห็นภาพหลอน ประหม่า) ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อไม่ได้ สมรรถภาพทางเพศหรือความต้องการทางเพศเปลี่ยนแปลง

หยุดใช้ยานี้และรับการรักษาในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่หายากแต่รุนแรงมากดังนี้ ปวดหัวอย่างรุนแรง พูดไม่ชัด ชัก อ่อนแรงที่ด้านหนึ่งของร่างกาย การมองเห็นเปลี่ยนแปลง (เช่นมองเห็นไม่ชัด)

ในนานๆ ครั้งยานี้อาจจะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจที่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) อย่างภาวะความดันปอดสูง (pulmonary hypertension) หรือปัญหาเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ ความเสี่ยงนี้จะสูงขึ้นหากใช้ยาเป็นเวลานานและใช้ยาร่วมกับยาหรือสมุนไพรกดความอยากอาหารอื่นๆ หากคุณสังเกตเห็นอาการที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงมากดังต่อไปนี้โปรดหยุดใช้ยาและติดต่อแพทย์หรือเภสัชกรในทันที เจ็บหน้าอก หายใจลำบากขณะออกกำลังกาย ความสามารถในการออกกำลังกายลดลง มีอาการบวมที่ขา ข้อเท้า หรือเท้า

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ร่วมกับยาบางชนิดเพราะอาจจะเกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงได้ หากคุณกำลังใช้หรือเคยใช้ยากดความอยากอาหารอื่นๆ ภายในปีที่ผ่านมา เช่นยาเฟนเทอร์มีน อีเฟดรา/มาฮวง (ephedra/ma huang) โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนเริ่มใช้ยานี้
การใช้ยาในกลุ่มเอ็มเอโอ อินฮิบิเตอร์ (MAO inhibitor) พร้อมกับยานี้อาจเกิดปฏิกิริยาของยาที่อันตรายได้ ควรกลีกเลี่ยงยาในกลุ่มเอ็มเอโอ อินฮิบิเตอร์ เช่นยาไซโซคาร์โบซาซิด (isocarboxazid) ยาลิเนโซลิด (linezolid) ยาเมทิลีนบลูสำหรับฉีด (methylene blue injection) ยาฟีเนลซีน (phenelzine) ยาราซาจิลีน (rasagiline) ยาเซเลจิลีน (selegiline) ยาทรานีลไซโพรมีน (tranylcypromine) ระหว่างที่กำลังใช้ยานี้ ไม่ควรใช้ยาในกลุ่มเอ็มเอโอ อินฮิบิเตอร์ส่วนใหญ่ภายในสองสัปดาห์ก่อนเริ่มใช้ยานี้ โปรดสอบถามแพทย์ถึงเวลาที่ควรเริ่มใช้ยานี้

หากคุณกำลังใช้ยาเหล่านี้ โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนเริ่มใช้ยานี้

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ โดยเฉพาะยารักษาความดันโลหิตสูง เช่นยากัวเนธิดีน (guanethidine) หรือยาเมทิลโดปา (methyldopa) ยาฟีโนไทอาซีน (phenothiazines) เช่นยาโปรคลอเปอราซีน (prochlorperazine) ยาคลอร์โปรมาซีน (chlorpromazine) ยากระตุ้นอื่นๆ เช่นยาแอมเฟตามีน ยาเมทิลเฟนิเดต (methylphenidate) ยาเสพติด เช่นโคเคนหรือยาอี (MDMA/”ecstasy”)

โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณกำลังใช้ยาอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม เช่นยาแก้ปวดหรือยาบรรเทาอาการไอโอปิออยด์ (opioid) เช่นยาโคเดอีน (codeine) หรือยาไฮโดรโคโดน (hydrocodone) แอลกอฮอล์ กัญชา ยานอนหลับหรือยารักษาอาการวิตกกังวล เช่นอัลปราโซแลม (alprazolam) ลอราซีแพม (lorazepam) หรือโซลพิเดม (zolpidem) ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่นคาริโซโพรดอล (carisoprodol) หรือไซโคลเบนซาพรีน (cyclobenzaprine) หรือยาต้านฮีสตามีนอื่นๆ เช่นเซทิริซีน (cetirizine) หรือไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine)

ควรอ่านฉลากของยาทั้งหมด (เช่นยาแก้แพ้หรือยาแก้ไอแก้หวัด) เนื่องจากอาจมีส่วนประกอบที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ โปรดสอบถามแพทย์เกี่ยวกับวิธีการใช้ยาเหล่านี้อย่างปลอดภัย

ยาบางชนิดอาจจะมีส่วนผสมที่สามารถเพิ่มระดับความดันโลหิตได้ โปรดแจ้งให้เภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาที่คุณกำลังใช้และสอบถามวิธีการใช้ยาเหล่านั้นอย่างปลอดภัย (โดยเฉพาะยาแก้ไอแก้หวัดหรือยาลดความอ้วน)

คาเฟอีนสามารถเพิ่มผลข้างเคียงของยานี้ได้ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเคอีนในปริมาณมาก (กาแฟ ชา หรือน้ำอัดลม) หรือรับประทานช็อกโกแลตในปริมาณมาก

ยาไดเอทิลโพรพิออนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาไดเอทิลโพรพิออนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาไดเอทิลโพรพิออนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาไดเอทิลโพรพิออนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคอ้วน

ยารูปแบบออกฤทธิ์ทันที 25 มก. รับประทานวันละ 3 ครั้ง 1 ชั่วโมงก่อนอาหาร และช่วงค่ำหากต้องการที่จะระงับความหิวในกลางดึก

ยารูปแบบควบคุมการออกฤทธิ์ 75 มก. รับประทานวันละครั้งในตอนสาย กลืนยาลงไปทั้งเม็ด

คำแนะนำ

-ใช้สำหรับการรักษาด้วยยาเพียงชนิดเดียวเท่านั้น

-ยานี้จะสามารถใช้ต่อไปได้ต่อเมื่อน้ำหนักของผู้ป่วยลดลงอย่างน่าพึงพอใจภายใน 4 สัปดาห์แรกของการรักษาเท่านั้น (น้ำหนักลดลงอย่างน้อย 4 ปอนด์ หรือตามที่แพทย์และผู้ป่วยกำหนด)

-หยุดใช้ยานี้หากเกิดอาการแพ้เกิดขึ้น อย่าเพิ่มขนาดยาเพื่อพยายามเพิ่มผลของยา

การใช้งาน เพื่อจัดการกับโรคอ้วนจากปัจจัยภายนอก (exogenous obesity) ในระยะเวลาสั้น (ไม่กี่สัปดาห์) ในสูตรการลดน้ำหนักตามการจำกัดแคลอรี่ในผู้ป่วยที่มีค่าดัชนีมวลกายเริ่มต้นที่ 30 กก./ตารางเมตร หรือมากกว่านั้น และผู้ที่ไม่มีการตอบสนองต่อสุตรการลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียวเท่านั้น (การรับประทานอาหาร และ/หรือการออกกำลังกาย)

ขนาดยาไดเอทิลโพรพิออนสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคอ้วน

อายุ 16 ปีขึ้นไป

ยารูปแบบออกฤทธิ์ทันที 25 มก. รับประทานวันละ 3 ครั้ง 1 ชั่วโมงก่อนอาหาร และช่วงค่ำหากต้องการที่จะระงับความหิวในกลางดึก

ยารูปแบบควบคุมการออกฤทธิ์ 75 มก. รับประทานวันละครั้งในตอนสาย กลืนยาลงไปทั้งเม็ด

คำแนะนำ

-ใช้สำหรับการรักษาด้วยยาเพียงชนิดเดียวเท่านั้น

-ยานี้จะสามารถใช้ต่อไปได้ต่อเมื่อน้ำหนักของผู้ป่วยลดลงอย่างน่าพึงพอใจภายใน 4 สัปดาห์แรกของการรักษาเท่านั้น (น้ำหนักลดลงอย่างน้อย 4 ปอนด์ หรือตามที่แพทย์และผู้ป่วยกำหนด)

-หยุดใช้ยานี้หากเกิดอาการแพ้เกิดขึ้น อย่าเพิ่มขนาดยาเพื่อพยายามเพิ่มผลของยา

การใช้งาน เพื่อจัดการกับโรคอ้วนจากปัจจัยภายนอกในระยะเวลาสั้น (ไม่กี่สัปดาห์) ในสูตรการลดน้ำหนักตามการจำกัดแคลอรี่ในผู้ป่วยที่มีค่าดัชนีมวลกายเริ่มต้นที่ 30 กก./ตารางเมตร หรือมากกว่านั้น และผู้ที่ไม่มีการตอบสนองต่อสุตรการลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียวเท่านั้น (การรับประทานอาหาร และ/หรือการออกกำลังกาย)

ข้อควรระวัง

ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 16 ปี

คำแนะนำอื่นๆ

ทั่วไป

-ควรระมัดระวังการใช้ยาในทางที่ผิดเมื่อประเมินความต้องการในการใช้ยานี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลดน้ำหนัก อาการที่ของความเป็นพิษเรื้อรังจากการใช้ยาลดความอยากอาหารได้แก่อาการที่ผิวหนังอย่างรุนแรง นอนไม่หลับ หงุดหงิด อยู่ไม่สุข พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง และโรคจิต

-การจัดการอาการใช้ยาเกินขนาดเฉียบพลันนั้นจะมีอาการในบริเวณกว้างและรวมถึงการล้างท้องและการกดประสาทด้วยยาบาร์บิทูเรต (barbiturate) อาจพิจารณาให้ยาเฟนโตลามีน (phentolamine) ทางหลอดเลือดดำหากมีอาการความดันโลหิตสูงอย่างรุนแรง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (hemodialysis) และการฟอกไตผ่านทางช่องท้อง (peritoneal dialysis) นั้นไม่เพียงพอสำหรับกรณีนี้

-การใช้ยาในระยะยาวอาจทำให้เกิดอาการขาดยาเมื่อหยุดใช้ยาแล้ว

การเฝ้าระวัง

-โรคหัวใจและหลอดเลือด ควรทำการประเมินหัวใจ (พื้นฐาน/ก่อนเริ่มต้นการรักษา) ตรวจเอคโคหัวใจ (echocardiogram) ระหว่างและหลังจาการรักษา วัดความดันโลหิต

-ระบบการเผาผลาญ ชั่งน้ำหนัก รอบเอว

-ไต การทำงานของไต (สำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่มีไตบกพร่อง)

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

-ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน ง่วงซึม และปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น ควรหลีกเลี่ยงการขับรถและกิจกรรมอื่นๆ เช่นการใช้เครื่องจักรจนกว่าคุณจะทราบว่ายานี้ส่งผลต่อคุณอย่างไร

-หลีกเลี่ยงการดื่มสุราขณะใช้ยานี้

รูปแบบของยา

ขนาดและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ด

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มิถุนายน 12, 2019 | Last Modified: มิถุนายน 12, 2019

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน