ราลทิกราเวียร์ (Ralegravir)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: ราลทิกราเวียร์ (Ralegravir) Brand Name(s): ราลทิกราเวียร์ (Ralegravir).

ข้อบ่งใช้

ยาราลทิกราเวียร์ (Raltegravir) ใช้สำหรับ

ยาราลทิกราเวียร์ (Ralegravir) ใช้ร่วมกับยารักษาโรคเอชไอวีอื่นๆ ใช้เพื่อควบคุมจำนวนเชื้อเอชไอวี ทำหน้าที่ในการลดปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดโอกาสของการเกิดอาการแทรกซ้อนของเอชไอวี (เช่น การติดเชื้ออื่นๆ โรคมะเร็ง) และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคุณ ยาราลทิกราเวียร์เป็นที่รู้จักว่าเป็นยาในกลุ่มอินทีเกรซ อินฮิบิเตอร์ (integrase inhibitor) ทำหน้าที่ยับยั้งการเติบโตของเชื้อไวรัสและยับยั้งไม่ให้เซลล์อื่นติดเชื้อมากขึ้น

ยาราลทิกราเวียร์ไม่ใช่ยาที่ใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวี ยานี้จะลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อเอชไอวีควรทำดังนี้ (1) ใช้ยาเอชไอวีทั้งหมดอย่างเคร่งครัด ตามที่แพทย์ของคุณกำหนดต่อไป (2) ใช้วิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ (ถุงยางอนามัยโพลียูรีเทนหรือลาเท็กซ์/แผ่นยางอนามัย) ในทุกกิจกรรมทางเพศ และ (3) อย่าใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน (เช่น เข็ม/เข็มฉีดยา แปรงสีฟัน และมีดโกนหนวด) ที่อาจสัมผัสกับเลือดหรือของเหลวในร่างกาย ปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม

วิธีการใช้ยาราลทิกราเวียร์

รับประทานยาราลทิกราเวียร์ร่วมกับอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหาก

ยาราลทิกราเวียร์ยาเม็ดแบบเคี้ยว สามารถเคี้ยวหรือกลืนทั้งเม็ดก็ได้

อย่าบด เคี้ยว หรือหักยาแบบเม็ดธรรมดา ให้กลืนลงไปทั้งเม็ด

ยาราลทิกราเวียร์แบบแขวนตะกอนชนิดรับประทาน (oral suspension) เป็นผงที่ต้องผสมน้ำก่อนใช้งาน ผสมยา 1 ห่อเข้ากับน้ำ 1 ช้อนชา (5 มิลลิลิตร) วัดส่วนผสมด้วยเข็มฉีดยาที่ให้มา และรับประทานยาภายใน 30 นาที หลังจากผสมยาแล้ว อย่าเก็บยาที่ผสมแล้วไว้ใช้ภายหลัง

หากเด็กใช้ยาตัวนี้ แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเด็กมีการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำหนักตัว ขนาดยาราลทิกราเวียร์นั้นขึ้นอยู่กับน้ำหนักของเด็ก การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักใดๆ ก็ตามจะส่งผลต่อขนาดยา

หากแพทย์เปลี่ยนยี่ห้อ ความแรง หรือชนิดของยาราลทิกราเวียร์ ขยาดยาก็อาจจะต้องเปลี่ยนเช่นกัน สอบถามเภสัชกรหากคุณมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับยาตัวใหม่ที่คุณได้รับ

ใช้ยาราลทิกราเวียร์เป็นประจำเพื่อรับผลประโยชน์สูงสุด รับใบสั่งยาเพิ่มก่อนที่คุณจะใช้ยาจนหมด

เอชไอวี/เอดส์นั้นมักจะรักษาด้วยการใช้ยาต่างๆ ร่วมกัน ใช้ยาทั้งหมดที่แพทย์กำหนด อ่านแนวทางการใช้ยาและคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่ให้มากับยาต่างๆ อย่าเปลี่ยนขนาดยาหรือตารางการใช้ยา โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ทุกคนที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคเอดส์ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

การเก็บรักษายาราลทิกราเวียร์

ควรเก็บยานี้ไว้ในอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาราลทิกราเวียร์บางยี่ห้อ อาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาราลทิกราเวียร์ลงในชักโครก หรือทิ้งลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาราลทิกราเวียร์

ก่อนรับประทานยานี้ แจ้งประวัติทางการแพทย์ให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ โดยเฉพาะหากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับโรคตับ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี และซี กล้ามเนื้อผิดปกติ เช่น ภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย (rhabdomyolysis) กล้ามเนื้ออักเสบ (myopathy) ระดับครีเอทีนไคเนส (Creatine Kinase) ในเลือดสูง

ก่อนการผ่าตัด แจ้งหมอหรือทันตแพทย์ให้ทราบว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ)

ในช่วงการตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อถูกประเมินว่าจำเป็นเท่านั้น การรักษาสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการส่งต่อเชื้อเอชไอวีไปสู่บุตร และยาราลทิกราเวียร์อาจเป็นส่วนหนึ่งในการรักษานี้ ควรปรึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลดีกับแพทย์ก่อน

ยานี้อาจส่งผลต่อการให้นมบุตร เนื่องจากนมแม่สามารถส่งต่อเชื้อเอชไอวีได้ จึงไม่ควรให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเพียงพอ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยาราลทิกราเวียร์ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาความเสี่ยงของการใช้ยา

ยาราลทิกราเวียร์มีดัชนีความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ประเภท N โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ โดย FDA มีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาราลทิกราเวียร์

อาจเกิดอาการปวดหัว คลื่นไส้ และนอนไม่หลับ หากผลข้างเคียงใดๆ ไม่หายไป หรือมีอาการแย่ลง ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบโดยทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคุณแข็งแรงขึ้น มันจะเริ่มต่อสู้กับการติดเชื้อที่คุณมีอยู่ ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคกลับมาอีกครั้ง คุณอาจมีอาการได้เช่นกัน หากระบบภูมิคุ้มกันของคุณทำงานมากเกินไป ปฏิกิริยานี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา (ไม่นานหลังจากเริ่มการรักษาเอชไอวีหรือหลายเดือนต่อมา) รับการรักษาทางการแพทย์ทันที หากคุณมีอาการร้ายแรงใดๆ รวมถึงน้ำหนักลดอย่างหาสาเหตุไม่ได้ กล้ามเนื้อปวด/อ่อนแรงไม่ยอมหาย อาการปวดหัวที่รุนแรงหรือไม่ยอมหาย ปวดข้อต่อ เหน็บชาบริเวณ มือ เท้า แขน ขา การมองเห็นเปลี่ยนไป มีสัญญาณของการติดเชื้อ (เช่น เป็นไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม หายใจติดขัด ไอ แผลที่ผิวหนังหายช้าผิดปกติ) มีสัญญาณของต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (เช่น ตื่นตัว กระวนกระวาย ไวต่อความร้อน หัวใจเต้นเร็ว/รุนแรง/ผิดปกติ ตาโปน คอหรือต่อมไทรอยด์โตเกินไปหรือโรคคอหอยพอก) มีสัญญาณของปัญหาระบบประสาทบางอย่างที่รู้จักกันในชื่อกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์ (Guillain-Barre) เช่น มีปัญหาการหายใจ การกลืน การขยับลูกตา ใบหน้าเบี้ยว อัมพาต และมีปัญหากับการพูด

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีอาการผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น สัญญาณของปัญหาโรคไต (เช่น ปริมาณของปัสสาวะเปลี่ยนแปลง) คลื่นไส้อาเจียนบ่อยๆ เบื่ออาหาร ปวดท้องอย่างรุนแรง ปัสสาวะสีเข้ม ตาและผิวเป็นสีเหลือง

อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของไขมันในร่างกายขึ้น ในขณะที่คุณใช้ยาตัวนี้ (เช่น ไขมันบริเวณด้านหลังส่วนบนและส่วนท้องเพิ่มขึ้น ไขมันที่แขนและขาลดลง) สาเหตุและผลกระทบในระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังไม่ทราบแน่ชัด ควรปรึกษากับแพทย์ ถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของการรักษา รวมทั้งการออกกำลังกายที่จะช่วยลดผลข้างเคียงได้

การแพ้ยาที่รุนแรงนี้ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ถ้าคุณสังเกตเห็นอาการของการแพ้รุนแรง ได้แก่ เกิดผื่น (โดยเฉพาะหากคุณมีไข้ แผลพุพอง แผลที่ปาก ตาแดงหรือบวม ปวดกล้ามเนื้อ หรือข้อต่อ) คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) เวียนหัวขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ หรืออาจมีผลข้างเคียงอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น หากคุณมีข้อกังวลใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจจะมีปฏิกิริยากับยาตัวนี้ ได้แก่ ออริสแตท (oristat)

ยาราลทิกราเวียร์อาจมีปฏิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของยาหรือเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงปฏิกิริยาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งยาที่คุณใช้ทั้งหมด (รวมไปถึงยาตามใยสั่งยา ยาที่หาซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) ให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เพื่อความปลอดภัย อย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยที่ไม่ได้รับการอนุมัติจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาราลทิกราเวียร์อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาราลทิกราเวียร์อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ ถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยาราลทิกราเวียร์ เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาราลทิกราเวียร์สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อเอชไอวี

ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา หรือผู้ป่วยที่ถูกกดเชื้อไวรัสที่ได้รับยาเริ่มต้นเป็นยาเม็ดเคลือบฟิล์ม 400 มก. วันละสองครั้ง

-ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 600 มก.: 1200 มก. รับประทานวันละครั้ง

-ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก.: 400 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ผู้ป่วยที่ผ่านการรักษามาแล้ว

-ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก.: 400 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

วิธีการใช้:ใช้ร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสชนิดอื่น ๆ เพื่อรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี-1

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสที่มาจากการทำงาน

คำแนะนำจากกลุ่มงานบริการสาธารณสุขแห่งสหรัฐอเมริกา

-ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก.:400 มก. รับประทานวันละ 2 ครั้ง

ระยะเวลาในการรักษา: 28 วัน หากสามารถทนได้

คำแนะนำ

-แนะนำให้ใช้ยาตัวนี้คู่กับยาเอ็มตริซิตาบีน ทีโนโฟเวียร์ ไดโซพร็อกซิล ฟูมาเรต (emtricitabine-tenofovir disoproxil fumarate) ซึ่งเป็นสูตรยาที่แนะนำ สำหรับการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสที่มาจากการทำงาน และยังแนะนำให้ใช้ยาตัวนี้เป็นสูตรยาทางเลือกอื่นๆ

-การป้องกันโรคควรเริ่มต้นโดยเร็วที่สุดภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการสัมผัส

-ระยะเวลาที่เหมาะสมในการป้องกันโรคนั้นยังไม่แน่ชัดและอาจแตกต่างกันตามเกณฑ์ของสถาบัน

-คำแนะนำนี้ควรมีการปรึกษาสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสที่ไม่ใช่จากการทำงาน

คำแนะนำจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา

-ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก.: รับประทานครั้งละ
400 มก. รับประทานวันละ 2 ครั้ง

ระยะเวลาในการรักษา: 28 วัน

คำแนะนำ

-ยานี้ได้รับการแนะนำให้เป็นส่วนประกอบของสูตรยาที่แนะนำ (หรือทางเลือก) 3 สูตร สำหรับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี หลังการสัมผัสที่ไม่ได้มาจากการทำงาน หากมีการพิจารณาใช้ทางเลือกอื่น ก็แนะนำให้ใช้ยาตัวนี้เป็นส่วนประกอบของสูตรยาต่างๆ

-การป้องกันโรคควรเริ่มต้นโดยเร็วที่สุด ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากการสัมผัสกับโรค

-คำแนะนำนี้ควรมีการปรึกษาสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การปรับขนาดยาสำหรับคนไข้โรคไต

ไม่แนะนำให้ปรับขนาดยา

การปรับขนาดยาสำหรับคนไข้โรคตับ

ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก. ยาเม็ดแบบเคี้ยว ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน

-ตับวายระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง: ไม่แนะนำให้ปรับขนาดยา

-ตับวายระดับรุนแรง: ไม่มีข้อมูล

ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 600 มก.

-โรคตับวาย: ไม่แนะนำ

การปรับขนาดยา

ใช้ร่วมกับยาไรแฟมพิน (rifampin)

ผู้ใหญ่ (ไม่เคยรับการรักษา หรือเคยรับการรักษาแล้ว)

-ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก: รับประทานครั้งละ 800 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

การทำไดอะไลซิส (Dialysis)

-ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาก่อนการการทำไดอะไลซิส ระดับของยาอาจจะไดอาไลซิสได้นั้นยังไม่แน่ชัด

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้

-สามารถรับประทานยาได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงอาหาร

-ยาเม็ดเคลือบฟิลม์: กลืนทั้งเม็ด

-ยาเม็ดแบบเคี้ยว: อาจจะเคี้ยวหรือกลืนทั้งเม็ด

-ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน: ห้ามเขย่าขวด ควรใช้ภาย 30 นาทีหลังจากผสม

-เนื่องจากคุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์แตกต่างกัน อย่าใช้ยาเม็ดแบบเคี้ยวหรือยาแขวนตะกอนชนิดรับประทานแทนยาเม็ดเคลือบฟิลม์ และอย่าใช้ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก. แทนยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 600 มก. เพื่อให้ได้เท่ากับยาขนาด 1200 มก. วันละครั้ง

-หากผู้ป่วยเด็กมีน้ำหนักอย่างน้อย 25 กก. ไม่สามารถกลืนยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก. ได้ ให้ใช้ยาเม็ดแบบเคี้ยวแทน

-ห้ามใช้ยาลดกรด (antacids) ที่มีส่วนประกอบของอะลูมิเนียม และ/หรือ แมdนีเซียม ห้ามใช้ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 600 มก. กับยาลดกรดแคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate antacids)

-ควรปรึกษาเกี่ยวกับข้อมูลของผลิตภัณฑ์กรณีลืมรับประทานยา

การเก็บรักษา

-เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซียลเซียส ถึง 25 องศาเซียลเซียส (68 ฟาเรนไฮน์ ถึง 77 ฟาเรนไฮน์) ในระหว่างการเดินทางอนุญาตให้ได้ถึง 15 องศาเซียลเซียส ถึง 30 องศาเซียลเซียส (59 ฟาเรนไฮน์ ถึง 86 ฟาเรนไฮน์)

-ยาเม็ดเคลือบฟิลม์และยาเม็ดแบบเคี้ยว:เก็บไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิมและปิดฝาให้สนิท ใส่สารดูดความชื้นลงในขวดเพื่อป้องกันความชื้น

-ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน: เก็บไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิม อย่าแกะกระดาษฟอยล์จนกว่าจะพร้อมใช้งาน

เทคนิคการฟื้นฟูหรือการเตรียมตัว

-ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน: ควรมีการปรึกษาเกี่ยวกับข้อมูลของผลิตภัณฑ์

ทั่วไป

-ยาเม็ดแบบเคี้ยวขนาด 25 และ 100 มก. ประกอบด้วย 0.05 และ 0.1 มก. ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) ตามลำดับ ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคฟีนิลคีโตนูเรีย (phenylketonuria)

-ห่อยาใช้ครั้งเดียวของยาแขวนตะกอนชนิดรับประทานประกอบด้วยยาราลทิกราเวียร์ 100 มก. เมื่อนำไปแขวนลอย ระดับความเข้มข้นสุดท้ายจะอยู่ที่ 10 มก./มิลลิลิตร

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

-อ่านฉลากยาที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (ข้อมูลผู้ป่วยและคำแนะนำในการใช้)

-หากมีอาการผดผื่นเกิดขึ้น ควรติดต่อผู้ให้บริการด้านการรักษาพยาบาลในทันที หากมีอาการผดผื่นพร้อมกับมีไข้ รู้สึกไม่สบาย เหนื่อยล้าอย่างมาก ปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ มีแผลพุพอง มีแผลในปาก ตาอักเสบ หน้าบวม มีอาการบวมที่ดวงตา ริมฝีปาก และปาก หายใจลำบาก หรือมีอาการหรือสัญญาณของโรคตับ ควรหยุดใช้ยาและรรับการรักษาในทันที

– แจ้งผู้ให้บริการด้านการรักษาพยาบาลทราบในทันทีที่มีอาการติดเชื้อ

– หากมีอาการปวดกล้ามเนื้อที่หาสาเหตุไม่ได้ กดเจ็บ หรืออ่อนแรง ให้ติดต่อผู้ให้บริการด้านการรักษาพยาบาลในทันที

ขนาดยาราลทิกราเวียร์สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวี

ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน

ทารกที่คลอดแบบครบกำหนด (แรกเกิดจนถึง 4 สัปดาห์ [28 วัน]):

แรกเกิดจนถึง 1 สัปดาห์

-น้ำหนักตั้งแต่ 2 ถึงน้อยกว่า 3 กก.: 4 มก. รับประทานวันละครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 3 ถึงน้อยกว่า 4 กก.: 5 มก. รับประทานวันละครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 4 ถึงน้อยกว่า 5 กก.: 7 มก. รับประทานวันละครั้ง

1 ถึง 4 สัปดาห์

-น้ำหนักตั้งแต่ 2 ถึงน้อยกว่า 3 กก.: 8 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 3 ถึงน้อยกว่า 4 กก.: 10 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 4 ถึงน้อยกว่า 5 กก.: 15 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ผู้ป่วยเด็กที่อายุอย่างน้อย 4 สัปดาห์

-น้ำหนักตั้งแต่ 3 ถึงน้อยกว่า 4 กก.: 25 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 4 ถึงน้อยกว่า 6 กก.: 30 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 6 ถึงน้อยกว่า 8 กก.: 40 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 8 ถึงน้อยกว่า 11 กก.: 60 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 11 ถึงน้อยกว่า 14 กก.: 80 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 14 ถึงน้อยกว่า 20 กก.: 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ยาเม็ดแบบเคี้ยว

-น้ำหนักตั้งแต่ 11 ถึงน้อยกว่า 14 กก.: 75 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 14 ถึงน้อยกว่า 20 กก.: 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 20 ถึงน้อยกว่า 28 กก.: 150 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 28 ถึงน้อยกว่า 40 กก.: 200 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักอย่างน้อย 40 กก.: 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก.

-น้ำหนักอย่างน้อย 50 กก.: 400 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 600 มก.

-ผู้ที่น้ำหนักอย่างน้อย 40 กก. และไม่เคยรับการรักษา หรือผู้ป่วยที่ถูกกดเชื้อไวรัสที่ได้รับขนาดยาเริ่มต้นเป็นยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก. วันละสองครั้ง: 1200 มก. รับประทานวันละครั้ง

ขนาดยาสูงสุด

-ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน: 100 มก. วันละสองครั้ง

-ยาเม็ดแบบเคี้ยว: 300 มก. วันละสองครั้ง

คำแนะนำ

-ทารก: หากมารดาใช้ยานี้ภายใน 2 ถึง 24 ชั่วโมงก่อนคลอด ควรให้ยาทารกครั้งแรก ระหว่าง 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังคลอด

-ทารกแรกเกิดจนถึง 1 สัปดาห์: ขนาดยาที่แนะนำมีพื้นฐานคือประมาณ 1.5 มก./กก./ครั้ง

-ทารกอายุ 1 ถึง 4 สัปดาห์: ขนาดยาที่แนะนำมีพื้นฐานคือประมาณ 3 มก./กก./ครั้ง

-ผู้ป่วยเด็กที่อายุอย่างน้อย 4 สัปดาห์: ขนาดยาตามน้ำหนักที่แนะนำสำหรับยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน และยาเม็ดแบบเคี้ยวนั้นมีพื้นฐานคือประมาณ 6 มก./กก./ครั้ง วันละสองครั้ง

-ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทานสามารถใช้หากน้ำหนักน้อยกว่า 20 กก. ทั้งยาแขวนตะกอนชนิดรับประทานหรือยาเม็ดแบบเคี้ยวสามารถใช้สำหรับน้ำหนักระหว่าง 11 ถึง 20 กก.

วิธีการใช้: ใช้ร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสชนิดอื่นๆ เพื่อรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี-1

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสที่ไม่ใช่จากการทำงาน

คำแนะนำจากหน่วยงานป้องกันโรคติดต่อในสหรัฐอเมริกา:

ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน

ผู้ป่วยเด็กที่อายุอย่างน้อย 4 สัปดาห์

-น้ำหนักตั้งแต่ 3 ถึงน้อยกว่า 4 กก.: 25 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 4 ถึงน้อยกว่า 6 กก.: 30 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 6 ถึงน้อยกว่า 8 กก.: 40 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 8 ถึงน้อยกว่า 11 กก.: 60 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 11 ถึงน้อยกว่า 14 กก.: 80 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 14 ถึงน้อยกว่า 20 กก.: 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ยาเม็ดแบบเคี้ยว

-น้ำหนักตั้งแต่ 11 ถึงน้อยกว่า 14 กก.: 75 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 14 ถึงน้อยกว่า 20 กก.: 100 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 20 ถึงน้อยกว่า 28 กก.: 150 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักตั้งแต่ 28 ถึงน้อยกว่า 40 กก.: 200 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

-น้ำหนักอย่างน้อย 40 กก.: 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ยาเม็ดเคลือบฟิลม์ 400 มก.

-น้ำหนักอย่างน้อย 25 กก.: 400 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

ขนาดยาสูงสุด:

-ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน: 100 มก. วันละสองครั้ง

-ยาเม็ดแบบเคี้ยว: 300 มก. วันละสองครั้ง

ระยะเวลาในการรักษา: 28 วัน

คำแนะนำ

-ยานี้ได้รับการแนะนำให้เป็นส่วนประกอบของสูตรยาที่แนะนำ (หรือทางเลือก) 3 สูตร สำหรับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีหลังการสัมผัสที่ไม่ได้มาจากการทำงาน ในเด็กที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 4 สัปดาห์ หากมีการพิจารณาใช้ทางเลือกอื่น ก็แนะนำให้ใช้ยาตัวนี้เป็นส่วนประกอบของสูตรยาต่างๆ

-ควรปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านเอชไอวีในเด็ก สำหรับทารก (อายุ 0 ถึง 27 วัน)

-การป้องกันโรคควรเริ่มต้นโดยเร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากการสัมผัส

-ยาแขวนตะกอนชนิดรับประทาน สามารถใช้ได้ตราบได้เท่าที่น้ำหนักต่ำกว่า 20 กก. ทั้งยาแขวนตะกอนชนิดรับประทานหรือยาเม็ดแบบเคี้ยวสามารถใช้ได้สำหรับน้ำหนักระหว่าง 11 ถึง 20 กก.

-คำแนะนำนี้ควรมีการปรึกษาสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อควรระวัง

ยานี้ไม่แนะนำให้ใช้กับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด หรือเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 2 กิโลกรัม

รูปแบบของยา

จุดเด่นและรูปแบบการใช้งานมีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาเม็ดแบบเคี้ยวได้สำหรับรับประทาน
  • ยาเม็ดแกรนูลสำหรับละลายน้ำสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมรับประทานยาควรรีบรับประทานทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลารับประทานยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปรับประทานยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: กรกฎาคม 17, 2018 | Last Modified: กรกฎาคม 17, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย