ริโทนาเวียร์ (Ritonavir)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: ริโทนาเวียร์ (Ritonavir) Brand Name(s): ริโทนาเวียร์ (Ritonavir).

ข้อบ่งใช้

ยาริโทนาเวียร์ใช้สำหรับ

ยาริโทนาเวียร์ (Ritonavir) ใช้ร่วมกับยารักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ใช้เพื่อควบคุมอาการติดเชื้อเอชไอวี ทำหน้าที่ในการลดปริมาณของเชื้อเอชไอวีในร่างกาย เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดโอกาสของการเกิดอาการแทรกซ้อนของเอชไอวี (เช่น การติดเชื้ออื่นๆ โรคมะเร็ง) และช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น

ยาริโทนาเวียร์ เป็นยาในกลุ่มยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอส (protease) ทำหน้าที่เพิ่ม (“ส่งเสริม”) ระดับของยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสอื่นๆ ซึ่งช่วยให้ยาเหล่านั้นทำงานได้ดีขึ้น

วิธีการใช้ยาริโทนาเวียร์

รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง โดยปกติแล้วคือ 1 ถึง 2 ครั้งต่อวัน รับประทานยาริโทนาเวียร์ พร้อมกับยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสเพื่อรักษาเอชไอวีอื่นๆ กลืนยาทั้งเม็ด อย่าบด เคี้ยว หรือหักยานี้

ขนาดยาขึ้นอยู่กับน้ำหนักของคุณ การทำงานของตับ อาการ ยาอื่นๆ และการตอบสนองต่อการรักษา

เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ให้ใช้ยานี้โดยเว้นระยะเวลาเท่าๆ กัน เพื่อให้ง่ายต่อการจำ ควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

รูปแบบของยาเม็ดและแคปซูลของยานี้มีขนาดยาที่แตกต่างกัน อย่าสลับไปมา โดยไม่ได้รับคำแนะนำและคำอนุญาตจากแพทย์

ควรใช้ยานี้ (หรือยารักษาเอชไอวีอื่นๆ) อย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์สั่ง อย่าใช้ยานี้มากหรือน้อยกว่าที่กำหนด หรือหยุดใช้ยา (หรือยารักษาเอชไอวีอื่นๆ) แม้ในระยะเวลาสั้นๆ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ การข้ามหรือเปลี่ยนขนาดยา โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากแพทย์ อาจทำให้ปริมาณไวรัสเพิ่มขึ้น ทำให้รักษาการติดเชื้อได้ยากขึ้น หรือทำให้ผลข้างเคียงหนักขึ้น

การเก็บรักษายาริโทนาเวียร์

ควรเก็บยานี้ไว้ในอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้นเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาริโทนาเวียร์บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาริโทนาเวียร์ลงในชักโครก หรือทิ้งลงในท่อระบายน้ำเว้น เสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน¬¬

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาริโทนาเวียร์

ก่อนรับประทานยาริโทนาเวียร์ โปรดแจ้งกับแพทย์หรือเภสัชกร หากคุณมีอาการแพ้ยานี้ มีอาการแพ้อื่นๆ ยาพวกนี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ได้มีฤทธิ์ในการรักษา ที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ ควรปรึกษากับเภสัชกรก่อนเสมอ

ก่อนรับประทานยานี้ แจ้งประวัติทางการแพทย์ให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ โดยเฉพาะหากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับโรคเบาหวาน โรคหัวใจ (หลอดเลือดหัวใจตีบตัน หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน) โรคเลือดไหลไม่หยุด (hemophilia) คอเลสเตอรอล/ไตรกลีเซอไรด์สูง ปัญหาเกี่ยวกับตับ (เช่น ไวรัสตับอักเสบบีหรือซี) ตับอ่อนอักเสบ

ยานี้อาจทำให้คุณมึนงงได้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกัญชาสามารถทำให้คุณมึนงงได้มากขึ้น อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำอะไรที่จำเป็นต้องมีความตื่นตัว จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย จำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปรึกษากับแพทย์หากคุณใช้กัญชา

หากคุณเป็นโรคเบาหวาน ยาตัวนี้อาจจะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของคุณ ควรตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำตามที่กำหนด และแจ้งผลให้แพทย์ทราบ แจ้งให้แพทย์ทราบทันที หากคุณมีอาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูงเช่น กระหายน้ำ ปัสสาวะเพิ่มขึ้น แพทย์อาจต้องปรับเปลี่ยนยารักษาโรคเบาหวาน โปรแกรมการออกกำลังกาย หรืออาหารของคุณ

ก่อนการผ่าตัด แจ้งหมอหรือทันตแพทย์ให้ทราบว่าคุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่าง ๆ)

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณตั้งครรภ์ขณะใช้ยานี้ การรักษาสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการส่งต่อเชื้อเอชไอวีไปสู่บุตร ควรปรึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงและผลดีกับแพทย์ก่อน

ยานี้อาจส่งผลต่อการให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเพียงพอเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยาริโทนาเวียร์ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาความเสี่ยงของการใช้ยา

ยาริโทนาเวียร์จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ โดย FDA มีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ยาต้องห้าม
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาริโทนาเวียร์

ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดแสบปวดร้อนกลางอก ปวดท้อง เบื่ออาหาร ปวดหัว มึนงง อ่อนเพลีย อ่อนแอ การรับรู้รสชาติเปลี่ยน หรือมีอาการเหน็บชาบริเวณช่องปาก หากผลข้างเคียงใดๆ ไม่ยอมหายไป หรือมีอาการแย่ลง ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบโดยทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายคุณแข็งแรงขึ้น มันจะเริ่มต่อสู้กับการติดเชื้อที่คุณมีอยู่ ซึ่งอาจทำให้อาการของโรคกลับมาอีกครั้ง คุณอาจมีอาการได้เช่นกัน หากระบบภูมิคุ้มกันของคุณทำงานมากเกินไป ปฏิกิริยานี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา (ไม่นานหลังจากเริ่มการรักษาเอชไอวีหรือหลายเดือนถัดมา) รับการรักษาทางการแพทย์ทันที หากคุณมีอาการร้ายแรงใดๆ รวมถึงน้ำหนักลดอย่างหาสาเหตุไม่ได้ กล้ามเนื้อปวด/อ่อนแรงไม่ยอมหาย อาการปวดหัวที่รุนแรงหรือไม่ยอมหาย ปวดข้อต่อ เหน็บชาบริเวณ มือ เท้า แขน ขา การมองเห็นเปลี่ยนไป มีสัญญาณของการติดเชื้อ (เช่น เป็นไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม หายใจติดขัด ไอ แผลที่ผิวหนังไม่ยอมหาย) มีสัญญาณของต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป (เช่น ตื่นตัว ประสาทไว แพ้ความร้อน หัวใจเต้นเร็ว/รุนแรง/ผิดปกติ ตาโปน คอหรือต่อมไทรอยด์โตเกินไป หรือโรคคอหอยพอก) มีสัญญาณของปัญหาระบบประสาทซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อกลุ่มอาการกิลแลง-แบร์ (Guillain-Barre) เช่น การหายใจ การกลืน การขยับลูกตามีปัญหา ใบหน้าเบี้ยว อัมพาต และมีปัญหากับการพูด

รีบเข้ารับการรักษาทันที หากคุณมีอาการของผลข้างเคียงร้ายแรง เช่น อาการของโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (เช่น อาการปวดที่หน้าอก กราม แขนข้างซ้าย หายใจไม่อิ่ม เหงื่อออกมากผิดปกติ) หัวใจเต้นเร็ว ช้า หรือผิดปกติ วิงเวียนอย่างรุนแรง หหมดสติ คลื่นไส้อาเจียนบ่อยๆ ปวดท้อง ปัสสาวะสีเข้ม ตาและผิวหนังเป็นสีเหลือง

แจ้งให้แพทย์ทราบทันทีหากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรง ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียนบ่อยครั้ง ปวดท้องปัสสาวะสีเข้ม ตาและผิวเป็นสีเหลือง มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ (เช่นภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล) ปัสสาวะเพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะในเวลากลางคืน) กระหายน้ำมากขึ้น

ควรรับการรักษาในทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรงมาก เช่น หัวใจวายขาดเลือดเฉียบพลัน (เช่น ปวดหน้าอก กราม หรือแขนซ้าย หายใจลำบาก เหงื่อออกผิดปกติ) ช้ำหรือเลือดออกง่าย หมดสติ หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ

อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของไขมันในร่างกายขึ้น ในขณะที่คุณใช้ยาตัวนี้ (เช่น ไขมันบริเวณด้านหลังส่วนบนและส่วนท้องเพิ่มขึ้น ไขมันที่แขนและขาลดลง) สาเหตุและผลกระทบในระยะยาวของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ยังไม่ทราบแน่ชัด ควรปรึกษากับแพทย์ถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของการรักษา รวมทั้งการออกกำลังกายที่จะช่วยลดผลข้างเคียงได้

การแพ้ยาที่รุนแรงนี้ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที ถ้าคุณสังเกตเห็นอาการแพ้รุนแรง เช่น เกิดผื่นแดง คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) เวียนหัวขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ หรืออาจมีผลข้างเคียงอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น หากคุณมีข้อกังวลใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาริโทนาเวียร์นั้นเกิดปฏิกิริยากับยาหลายชนิด ยาบางชนิดที่อาจเกิดปฏิกิริยากับยาตัวนี้ ประกอบด้วย ยาโคบิซิสแตท (Cobicistat) ยาไดซัลฟิแรม (Disulfiram) ยาออริสแตท (Oristat)

ยาริโทนาเวียร์สามารถชะลอหรือเพิ่มความเร็วในการกำจัดยาอื่นๆ ออกจากร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของยาได้ ตัวอย่างเช่น ยาอัลฟูโซซิน (Alfuzosin) กลุ่มยาแอนเตียริทมิคส์ (antiarrhythmics) เช่น ยาอะมิโอดาโรน (amiodarone) ยาฟลีเคไนด์ (flecainide) ยาโพรพาฟีโนน (propafenone) ยาควินิดีน (quinidine) ยาต้านเชื้อรากลุ่มเอโซล เช่น ยาโวริโคนาโซล (voriconazole) ยาเบนโซไดอะซีปีนบางชนิด (benzodiazepines) ยามิดาโซแลม (midazolam) ยาไตรอาโซแลม (triazolam) “ยาเจือจางเลือด” บางชนิด เช่น ยาริวาโรซาแบน (rivaroxaban) ยาวาฟาริน (warfarin) ยาซิซาไพรด์ (cisapride) ยาอีลีทริปแทน (eletriptan) ยาที่ใช้รักษาภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ หรือภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง เช่น ยาอะวานาฟิล (avanafil) ยาซิลเดนาฟิล (sildenafil) ยากลุ่มอัลคาลอยด์ เออร์กอต (alkaloid ergot) เช่น ยาไดไฮโดรเออร์โกตามีน (dihydroergotamine) ยาเออร์โกโนวีน (ergonovine) ยาเออร์โกตามีน (ergotamine) ยาเมทิลเออร์โกโนวีน (methylergonovine) ยาลูราซิโดน (lurasidone) ยาแก้ปวดชนิดเสพติดบางชนิด เช่น ยาเฟนทานิล (fentanyl) ยาเมเพอริดีน (meperidine) ยาพิโมไซด์ (pimozide) ยาราโนลาซีน (ranolazine) ยาซาลเมเทอรอล (salmeterol) ไซมีพรีเวียร์ (simeprevir) ยาคอเลสเตอรอล “สแตติน” เช่น ยาซิมวาสแตติน (simvastatin) ยาโววาสแตติน (lovastatin) เป็นต้น

ยาอื่นๆ สามารถส่งผลกระทบต่อการกำจัดยาริโทนาเวียร์ออกจากร่างกายได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของยาริโทนาเวียร์ เช่น โบซีพรีเวียร์ (boceprevir) ไรแฟมพิน (rifampin) สมุนไพรเซนต์จอห์นเวิร์ต (St. John’s wort) เป็นต้น

ยานี้อาจลดประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดโดยใช้ฮอร์โมน เช่น ยาเม็ด แผ่นแปะ หรือห่วงคุมกำเนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการตั้งครรภ์ ควรปรึกษากับแพทย์เกี่ยวกับวิธีการคุมกำเนิดเพิ่มเติมหรือวิธีอื่นี่น่าเชื่อถือ และใช้การปกป้องที่มีประสิทธิภาพ (ถุงยางลาเท็กซ์หรือโพลียูรีเทน แผ่นยางอนามัย) ทุกครั้งขณะทำกิจกรรมทางเพศ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อเอชไอวีสู่ผู้อื่น

ยาริโทนาเวียร์อาจมีปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่าคุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาริโทนาเวียร์อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาริโทนาเวียร์อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยาริโทนาเวียร์ เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาริโทนาเวียร์สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวี

ใช้เป็นยากระตุ้นเภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetic) สำหรับยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสอื่นๆ : 100 ถึง 400 มก. ต่อวันโดยรับประทาน 1 ครั้ง หรือแบ่งเป็น 2 ครั้ง

ใช้เป็นยาต้านรีโทรไวรัส (ยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสตัวเดียว)

-ขนาดยาเริ่มต้น: 300 มก. รับประทานวันละสองครั้ง เพิ่มขึ้นทุก ๆ 100 มก. 2 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 2 ถึง 3 วันจนเท่าขนาดยาปกติ

-ขนาดยาปกติ: 600 มก. รับประทานวันละสองครั้ง

คำแนะนำ

-ยานี้มักถูกใช้และได้รับการแนะนำให้ใช้ เป็นตัวกระตุ้นยากระตุ้นเภสัชจลนศาสตร์ ของยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสอื่นๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและทนทานขึ้น

-การใช้ยานี้เป็นตัวกระตุ้นยากระตุ้นเภสัชจลนศาสตร์ของยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสอื่นๆ นั้นไม่ได้รับการรับรองโดยเฉพาะ จากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาในข้อมูลของผลิตภัณฑ์

– ข้อมูลของผลิตภัณฑ์เรื่องการกระตุ้นยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสอื่นๆ ควรได้รับการพิจารณาสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม (รวมถึงขนาดยา)

– จากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ยานี้ไม่ควรใช้เป็นตัวยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสเพียงตัวเดียวสำหรับการรักษาเริ่มแรก

วิธีการใช้: ใช้ร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสชนิดอื่นๆ เพื่อรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี -1

การปรับขนาดยาสำหรับโรคไต

ไม่มีข้อมูล

การปรับขนาดยาสำหรับโรคตับ

ตับผิดปกติระดับเบาหรือปานกลาง (Child-Pugh A หรือ B): ไม่แนะนำให้ปรับขนาดยา

ตับผิดปกติระดับรุนแรง (Child-Pugh C) : ไม่แนะนำ

คำแนะนำ

แนะนำการระมัดระวัง และการเฝ้าสังเกตทางการพยาบาลและทางแล็ป สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ ไวรัสตับอักเสบ หรือเอนไซม์ตับผิดปกติมาก่อน

การปรับขนาดยา

จำเป็นต้องมีการลดขนาดยาริโทนาเวียร์ เมื่อใช้ร่วมกับยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสอื่นๆ เช่น ยาอะทาซานาเวียร์ (atazanavir) ยาดารุนาเวียร์ (darunavir) ยาฟอสแอมพรีนาเวียร์ (fosamprenavir) ยาซาควินาเวียร์ (saquinavir) ยาทิพล่านาเวียร์ (tipranavir) ข้อมูลของผลิตภัณฑ์เต็มรูปแบบ และข้อมูลการศึกษาทางการแพทย์ของยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสเหล่านี้ ควรได้รับการพิจารณา หากใช้ยาพวกนี้ร่วมกับยาที่ลดขนาดลง

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้

-ใช้ร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสอื่นๆ

-รับประทานยาร่วมกับอาหาร

-ห้ามเพิ่มขนาดยาสูงสุดเกินการไตเตรทที่สมบูรณ์

-กลืนยาทั้งเม็ด ห้ามเคี้ยว หัก หรือบด

-เขย่ายาแบบน้ำก่อนใช้งาน

-สามารถเพิ่มรสชาติของยาแบบน้ำได้ โดยการผสมลงในนมช็อกโกแลต ยี่ห้อเอนชัวร์หรือแอดเวอร์รา ภายใน 1 ชั่วโมงหลังการให้ยา

-ใช้เข็มฉีดยาที่มีเส้นบอกปริมาณเพื่อให้ยาแบบน้ำ

-ไม่ควรให้ยาแก่เด็กทารกแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนด 44 สัปดาห์

การเก็บรักษา

-ยาแคปซูล: เก็บรักษาในตู้เย็นระหว่าง 2 องศาเซลเซียส ถึง 8 องศาเซลเซียส (36 ฟาเรนไฮน์ ถึง 46 ฟาเรนไฮน์) จนกว่าจะใช้งาน แนะนำผู้ป่วยให้เก็บรักษาในต้เย็น แต่ไม่จำเป็นหากใช้งานภายใน 30 วัน และเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส (77 ฟาเรนไฮน์) ป้องกันจากแสง หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับความร้อนสูงเกินไป เก็บในขวดและปิดให้สนิท

-ยาแบบน้ำ: เก็บไว้ในขวดที่ 20 องศาเซลเซียส ถึง 25 องศาเซลเซียส (68 ฟาเรนไฮน์ ถึง 77 ฟาเรนไฮน์) ห้ามแช่เย็น หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับความร้อนสูงเกินไปและปิดฝาให้สนิท

-ยาแบบเม็ด: เก็บไว้ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส (86 ฟาเรนไฮน์) หรือต่ำกว่า อนุญาตให้เพิ่มได้สูงถึง 50 องศาเซลเซียส (122 ฟาเรนไฮน์) เป็นเวลา 7 วัน ห้ามให้สัมผัสกับความชื้นสูง นอกภาชนะบรรจุเดิมหรือภาชนะบรรจุแบบแน่นมากกว่า 2 สัปดาห์

ทั่วไป

-คำแนะนำการรักษาเชื้อเอชไอวีนี้ ควรมีการปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

-ขนาดยาสำหรับการไตเตรตอาจจะลดผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น ในขณะที่ยังคงรักษาระดับพลาสมาของยาไว้ในระดับที่เหมาะสม

-ผลข้างเคียงที่เกิดกับระบบทางเดินอาหาร (เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง) อาจเกิดขึ้นเมื่อเปลี่ยนจากยาเจลแบบนิ่มไปเป็นยาแบบแคปซูลหรือแบบเม็ด ผลข้างเคียงเหล่านี้ (ระบบทางเดินอาหารหรือประสาทสัมผัสเพี้ยน) อาจจะลดลงเมื่อดำเนินการรักษาต่อไป

-ยาแบบน้ำประกอบด้วยแอลกอฮอล์ 43.2% (ปริมาตร/ปริมาตร) และโพรพิลีนไกลคอล 26.57% (น้ำหนัก/ปริมาตร)

-ข้อมูลของผลิตภัณฑ์เรื่องการกระตุ้นยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสอื่นๆ ควรได้รับการพิจารณสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การเฝ้าสังเกต

-โรคหัวใจหลอดเลือด: สำหรับอาการ PR interval prolongation

-ระบบทางเดินอาหาร: สำหรับอาการหรืออาการของโรคตับอ่อนอักเสบ ได้แก่ เซรั่มลิเพส (lipase) และเอ็นไซม์

-ทั่วไป: สำหรับการเพิ่มความเข้มข้นของสารละลายเซรั่มและความเป็นพิษที่เกี่ยวข้องกับยาน้ำในทารกที่คลอดก่อนกำหนดในช่วงหลังคลอดทันที

-ตับ: การตรวจเอ็นไซม์เอเอสที (AST) เอ็นไซม์เอแอลที (ALT) และเอ็นไซม์ตับจีจีที (GGT) (ก่อนเริ่มการรักษา และเป็นระยะๆ ระหว่างการรักษา) เอ็นไซมืเอเอสทีและเอแลที ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับมาก่อน ความผิดปกติของเอนไซม์ตับ หรือโรคตับอักเสบ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนแรกของการรักษา)

-การเผาผลาญ: ไตรกรีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล และกรดยูริค (ก่อนเริ่มการรักษา และเป็นระยะๆ ระหว่างการรักษา)

-กล้ามเนื้อและโครงกระดูก: Creatine phosphokinase (ก่อนที่จะเริ่มและเป็นระยะๆ ในระหว่างการรักษา)

-ไต: สำหรับการเพิ่มขึ้นของเซรั่มครีเอตินีน (creatinine) ในทารกที่คลอดก่อนกำหนดในช่วงหลังคลอดทันที

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

-อ่านฉลากของผู้ป่วยที่ได้รับการอนุมัติจากองการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (ข้อมูลผู้ป่วย)

-ติดต่อผู้ให้บริการด้านสุขภาพหากมีสัญญาณหรืออาการที่แย่ลงของโรคตับ ตับอ่อนอักเสบ หรือเกิดโรคเบาหวาน หรือหากมีอาการผดผื่น

-ติดต่อแพทย์หากมีอาการมึนงง วิงเวียน จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ หรือหมดสติ

-ระมัดระวังในการให้ยาในปริมาณที่ถูกต้อง

-ถ้าหากน้ำหนักของลูกคุณมีการเปลี่ยนแปลง ให้ติดต่อผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพเพื่อให้แน่ใจว่าขนาดยาของเด็กถูกต้อง

ขนาดยาริโทนาเวียร์สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวี

ใช้เป็นยากระตุ้นเภสัชจลนศาสตร์ สำหรับยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสอื่นๆ ข้อมูลของผลิตภัณฑ์เรื่องการกระตุ้นยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสอื่นๆ ควรได้รับการพิจารณาสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ใช้เป็นยาต้านรีโทรไวรัส (ยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสเพียงตัวเดียว):

มากกว่า 1 เดือน

-ขนาดยาเริ่มต้น: 250 มก./ม. สองครั้งต่อวัน เพิ่มขึ้นทุก ๆ 50 มก./ตรม. สองครั้งต่อวัน เป็นเวลา 2 ถึง 3 วันจนถึงขนาดยาปกติ

-ขนาดยาปกติ: 350 ถึง 400 มก./ตรม. สองครั้งต่อวัน

ขนาดสูงสุด: 600 มก./ครั้ง

คำแนะนำ

-ยานี้มักใช้เพื่อและได้รับการแนะนำให้ใช้เป็นตัวกระตุ้นยากระตุ้นเภสัชจลนศาสตร์ของยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสอื่นๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและทนทานขึ้น

-การใช้ยานี้เป็นตัวกระตุ้นยากระตุ้นเภสัชจลนศาสตร์ของยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสอื่นๆ นั้นไม่ได้รับการรับรองโดยเฉพาะจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาในข้อมูลของผลิตภัณฑ์

-หากไม่สามารถทนยาขนาด 400 มก./ตรม. วันละสองครั้งได้ ควรใช้ยาในขนาดสูงสุดเท่าที่ทนได้เป็นขนาดยาปกติ ใช้ร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสอื่นๆ แต่ควรพิจารณาวิธีการรักษาแบบอื่น

-ไม่ควรให้เด็กได้รับยาแบบน้ำ ก่อนครบกำหนดถึงวัย 44 สัปดาห์

-จากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ยานี้ไม่ควรใช้เป็นตัวยายับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสเพียงตัวเดียวสำหรับการรักษาเริ่มแรก

-ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษในการคำนวณขนาดยา สำเนาการสั่งซื้อยา การแจกจ่ายข้อมูล และคำแนะนำในการใช้ยา เพื่อลดความเสี่ยงในการใช้ยาผิดและใช้ยาเกินขนาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับทารกและเด็กเล็ก

-ควรพิจารณาปริมาณของแอลกอฮอล์และโพรไพลีน ไกลคอลจากยาทั้งหมด (รวมทั้งยาแบบน้ำ) ที่จะให้แก่ผู้ป่วยเด็กตั้งแต่ 1 ถึง 6 เดือนขึ้นไป เพื่อหลีกเลี่ยงความเป็นพิษจากสารเหล่านี้

วิธีการใช้: ใช้ร่วมกับยาต้านรีโทรไวรัสชนิดอื่นๆ เพื่อรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี -1

ข้อควรระวัง

ยังไม่มีการจัดทำยาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 1 เดือน

รูปแบบของยา

จุดเด่นและรูปแบบการใช้งานมีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาน้ำสำหรับรับประทาน
  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมรับประทานยาควรรีบรับประทานทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลารับประทานยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปรับประทานยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: กรกฎาคม 17, 2018 | Last Modified: กรกฎาคม 17, 2018

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน