สไปโรโนแลคโตน (Spironolactone)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: สไปโรโนแลคโตน (Spironolactone) Brand Name(s): สไปโรโนแลคโตน (Spironolactone).

ข้อบ่งใช้

ยาสไปโรโนแลคโตนใช้สำหรับ

ยาสไปโรโนแลคโตน (Spironolactone) ใช้เพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตสูง การลดระดับความดันโลหิตที่เพิ่มสูง จะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง อาการหัวใจขาดเลือดฉับพลัน และปัญหาเกี่ยวกับตับ นอกจากนี้ยังใช้เพื่อรักษาอาการบวมน้ำ (edema) ที่เกิดจากสภาวะบางอย่าง เช่นโรคหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure) โดยการกำจัดน้ำส่วนเกิน และช่วยให้อาการอย่างปัญหาเกี่ยวกับการหายใจดีขึ้น

ยานี้ยังใช้เพื่อรักษาภาวะโพแทสเซียมต่ำ และสภาวะที่ร่างกายผลิตสารเคมีตามธรรมชาติในร่างกาย อย่างอัลดอสเตอโรน (aldosterone) มากเกินไป

ยาสไปโรโนแลคโตนเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นยาขับน้ำ หรือยาขับปัสสาวะโปแตสเซียม-สแปริ่ง (potassium-sparing diuretic)

การใช้งานในด้านอื่นในส่วนนี้ จะมีการใช้งานของยาที่ไม่ได้อยู่ในฉลากยา ที่ได้รับการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ แต่อาจได้รับสั่งยาจากผู้ดูแลสุขภาพของคุณ หากคุณได้รับสั่งยานี้ ควรใช้ยานี้ด้วยความระมัดระวังกับสภาวะที่อยู่ในรายชื่อดังต่อไปนี้เท่านั้น

ยานี้ใช้เพื่อรักษาภาวะขนดก (hirsutism) สำหรับผู้หญิงที่มีภาวะภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (polycystic ovary disease)

วิธีการใช้ยาสไปโรโนแลคโตน

รับประทานยานี้ตามที่แพทย์กำหนด หากมีอาการท้องไส้ปั่นป่วน สามารถรับประทานพร้อมกับอาหารหรือลดได้ ควรรับประทานยานี้ในตอนกลางวัน (ก่อน 6 โมงเย็น) เพื่อป้องกันการต้องลุกไปเข้าห้องน้ำกลางดึก โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา สำหรับเด็กขนาดยายังขึ้นกับน้ำหนักตัวอีกด้วย

ควรรับประทานยาเป็นประจำ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำ ควรรับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวัน ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะรู้สึกเป็นปกติ คนที่มีภาวะความดันโลหิตสูงมักจะไม่รู้สึกป่วย

รับประทานยาตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด อย่าเพิ่มขนาดยา รับประทานบ่อยกว่าที่กำหนด หรือหยุดใช้ยาโดยไม่ปรึกษากับแพทย์ อาการของคุณอาจแย่ลงได้หากหยุดใช้ยากะทันหัน

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณแย่ลง (ค่าของความดันโลหิตที่วัดได้เพิ่มขึ้น)

การเก็บรักษายาสไปโรโนแลคโตน

ยาสไปโรโนแลคโตนควรเก็บในอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาสไปโรโนแลคโตนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาสไปโรโนแลคโตนลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาสไปโรโนแลคโตน

ระหว่างที่กำลังพิจารณาเลือกใช้ยา แพทย์จะพิจารณาความเสี่ยงของการใช้ยาต่อประโยชน์ของยาเสียก่อน สำหรับยานี้ควรพิจารณาดังต่อไปนี้

โรคภูมิแพ้

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณเคยมีอาการที่ผิดปกติ หรืออาการแพ้ต่อยานี้ นอกจากนี้ยังควรแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้อื่นๆ ที่คุณเป็น เช่น แพ้อาหาร สีย้อม สารกันบูด หรือสัตว์ สำหรับยาที่หาซื้อเอง ควรอ่านฉลากยา หรือส่วนประกอบของยาอย่างละเอียด

เด็ก

ยังไม่มีงานวิจัยที่เหมาะสมในปัจจุบัน ที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอายุ และประสิทธิภาพของยาสไปโรโนแลคโตนในเด็ก ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

ผู้สูงอายุ

ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอายุ กับประสิทธิภาพของยาสไปโรโนแลคโตนในผู้สูงอายุ

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยในผู้หญิงที่เพียงพอ ที่จะบ่งชี้ความเสี่ยงของการใช้ยานี้ขณะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษากับแพทย์ เพื่อพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาสไปโรโนแลคโตน

รับการรักษาในทันทีหากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ดังนี้ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ

หยุดใช้ยาและแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น

  • รู้สึกเป็นเหน็บชา
  • ปวดกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • หัวใจเต้นช้า เร็ว หรือไม่เท่ากัน
  • รู้สึกง่วงซึม กระสับกระส่าย หรือวิงเวียน
  • ปัสสาวะน้อยกว่าปกติหรือไม่ปัสสาวะ
  • หายใจตื้น
  • สั่นเทา สับสน
  • คลื่นไส้ ปวะกระเพาะส่วนบน เบื่ออาหาร ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีดินเหนียว ดีซ่าน (ผิวหนังหรือดวงตาเป็นสีเหลือง)
  • อาการแพ้ที่รุนแรง เป็นไข้ เจ็บคอ บวมที่ใบหน้าหรือลิ้น แสบตา เจ็บผิว ตามด้วยผดผื่นผิวหนังสีม่วงหรือแดงที่แพร่กระจาย (โดยเฉพาะที่ใบหน้าหรือร่างกายส่วนบน) และทำให้เกิดแผลพุพองและผิวลอก

ผลข้างเคียงที่รุนแรงน้อยกว่ามีดังต่อไปนี้

  • มีอาการคลื่นไส้อาเจียนในระดับกลาง
  • วิงเวียน ปวดหัว
  • มีแก๊สในกระเพาะอาหาร ปวดท้อง
  • ผดผื่นผิวหนัง

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาสไปโรโนแลคโตนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้กับยาดังต่อไปนี้ แพทย์อาจจะตัดสินใจไม่ใช้ยาในกลุ่มนี้เพื่อรักษาคุณ หรือเปลี่ยนยาบางตัวที่คุณกำลังใช้อยู่

  • อีพลีรีโนน (Eplerenone)
  • ไตรแอมทีรีน (Triamterene)

โดยปกติแล้ว ไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้กับยาดังต่อไปนี้ แต่อาจจำเป็นในบางกรณี หากคุณได้รับใบสั่งยาทั้งคู่ร่วมกัน แพทย์อาจจะต้องเปลี่ยนขนาดยา หรือความถี่ในการใช้ยา ตัวหนึ่งหรือทั้งคู่

  • อีนาลาพริล (Alacepril)
  • อาร์จินีน (Arginine)
  • อาร์เซนิกไตรออกไซด์ (Arsenic Trioxide)
  • เบนาซีพริล (Benazepril)
  • แคปโตพริ (Captopril)
  • ซิลาซาพริล (Cilazapril)
  • เดเลพริล (Delapril)
  • ไดจอกซิน (Digoxin)
  • ดรอเพอริดอล (Droperidol)
  • เอนาลาพริล (Enalaprilat)
  • อีนาลาพริล เมเลต (Enalapril Maleate)
  • โฟซิโนพริล (Fosinopril)
  • อิมิดาพริล (Imidapril)
  • เลโวเมทาดิล (Levomethadyl)
  • ลิซิโนพริล (Lisinopril)
  • ลิเทียม (Lithium)
  • โมเอซิพริล (Moexipril)
  • เพนโทพริล (Pentopril)
  • เพอรินโดพริล (Perindopril)
  • โพแทสเซียม (Potassium)
  • ควินาพริล (Quinapril)
  • รามิพริล (Ramipril)
  • โซทาลอล (Sotalol)
  • สไปราพริล (Spirapril)
  • ทาโครลิมัส (Tacrolimus)
  • เทโมคาพริล (Temocapril)
  • ทรานโดลาพริล (Trandolapril)
  • ไตรเมโทพริม (Trimethoprim)
  • โซเฟโนพริล (Zofenopril)

การใช้ยาดังต่อไปนี้ร่วมกัน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงบางอย่างได้ แต่การใช้ยาทั้งสองร่วมกัน อาจเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ หากคุณได้รับใบสั่งยาทั้งคู่ร่วมกัน แพทย์อาจจะต้องเปลี่ยนขนาดยา หรือความถี่ในการใช้ยาตัวหนึ่ง หรือทั้งคู่

  • อะซีโคลฟีแนค (Aceclofenac)
  • อะเซเมทาซิน (Acemetacin)
  • แอมโทลเมทิน กัวซิล (Amtolmetin Guacil)
  • แอสไพริน
  • บรอมฟีแนค (Bromfenac)
  • บูเฟซาแมค (Bufexamac)
  • เซเลคอกซิบ (Celecoxib)
  • โคลีนซาลิไซเลต (Choline Salicylate)
  • คลอนิซิน (Clonixin)
  • เดซิบูโพรเฟน (Dexibuprofen)
  • เดกเคโทโพรเฟน (Dexketoprofen)
  • ไดโคลฟีแนค (Diclofenac)
  • ดิฟลูทิซอล (Diflunisal)
  • ดิจิท็อกซิน (Digitoxin)
  • ไดพีโรน (Dipyrone)
  • เอโทโดแลค (Etodolac)
  • เอโทนาเมต (Etofenamate)
  • เอโทริโคซิบ (Etoricoxib)
  • เฟลบิแนค (Felbinac)
  • เฟโนโพรเฟน (Fenoprofen)
  • เฟพราดินอล (Fepradinol)
  • เฟพราโซน (Feprazone)
  • ฟลอคแทเพนีน (Floctafenine)
  • กรดฟลูเฟนามิค (Flufenamic Acid)
  • เฟลอร์บิโพรเฟน (Flurbiprofen)
  • กอสซิปอล (Gossypol)
  • ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)
  • ไอบูโพรเฟนไลซีน (Ibuprofen Lysine)
  • อินโดเมทาซิน (Indomethacin)
  • คีโตโปรเฟน (Ketoprofen)
  • คีโตโรแลค (Ketorolac)
  • ชะเอมเทศ
  • ลอร์นอกซิแคม (Lornoxicam)
  • โลโซโพรเฟน (Loxoprofen)
  • ลูมิราโคซิบ (Lumiracoxib)
  • เมคลอเฟนาเมต (Meclofenamate)
  • กรดเมเฟนามิค (Mefenamic Acid)
  • มีลอกซิแคม (Meloxicam)
  • มอร์นิฟลูเมต (Morniflumate)
  • นาบูเมโทน (Nabumetone)
  • นาพรอกเซน (Naproxen)
  • เนพาเฟแนค (Nepafenac)
  • กรดนิฟลูมิค (Niflumic Acid)
  • นิเมซูไลด์ (Nimesulide)
  • ออกซาโพรซิน (Oxaprozin)
  • ออกเฟนบูตาโซน (Oxyphenbutazone)
  • พาเรโคซิบ (Parecoxib)
  • เฟนนีบูตาโซน (Phenylbutazone)
  • ไพคีโตโพรเฟน (Piketoprofen)
  • ไพร็อกซิแคม (Piroxicam)
  • พราโนโพรเฟน (Pranoprofen)
  • โพรกลูเมตาซิน (Proglumetacin)
  • พรอบพีเฟนาโซน (Propyphenazone)
  • โพรกัวโซน (Proquazone)
  • โรเฟโคซิบ (Rofecoxib)
  • กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid)
  • ซาลซาเลต (Salsalate)
  • โซเดียมซัลลิไซเลต (Sodium Salicylate)
  • ซูลินแดค (Sulindac)
  • เทโนซิแคม (Tenoxicam)
  • กรดไทอาโพรเฟนิค (Tiaprofenic Acid)
  • กรดโทลเฟเนมิค (Tolfenamic Acid)
  • โทลเมทิน (Tolmetin)
  • วาลเดโคซิบ (Valdecoxib)

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาสไปโรโนแลคโตนอาจมีปฏิกิริยากับอาหาร หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาสไปโรโนแลคโตนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ โดยเฉพาะ:

  • โรคแอดดิสัน (Addison’s disease)
  • ภาวะปัสสาวะไม่ออก (Anuria)
  • ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia)
  • โรคไตขั้นรุนแรง ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคนี้
  • ภาวะอิเล็กโทรไลท์ไม่สมดุล (Electrolyte imbalance) เช่นมีคลอไรด์ (Chloride) แมกนีเซียม หรือโพแทสเซียมในร่างกายต่ำ
  • ของเหลวไม่สมดุล เนื่องจากภาวะขาดน้ำ (dehydration) อาเจียน หรือท้องร่วง
  • โรคตับขั้นรุนแรง เช่นตับแข็ง (cirrhosis) ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง อาจทำให้อาการแย่ลงได้

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาสไปโรโนแลคโตนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคบวมน้ำ (Edema)

  • 25 ถึง 200 มก./วัน แบ่งรับประทาน 1 หรือ 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension):

  • 25 ถึง 200 มก./วัน แบ่งรับประทาน 1 หรือ 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (Hypokalemia):

  • 25 ถึง 200 มก./วัน แบ่งรับประทาน 1 หรือ 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อการวินิจฉัยภาวะต่อมหมวกไตทำงานเกิน (Primary Hyperaldosteronism):

  • 100 ถึง 400 มก./วัน แบ่งรับประทาน 1 หรือ 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะขนดก (Hirsutism):

  • 50 ถึง 200 มก./วัน แบ่งรับประทาน 1 หรือ 2 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคหัวใจล้มเหลว (Congestive Heart Failure):

  • รับประทาน 25 มก./วัน เพิ่มขึ้นหรือลดลงขึ้นอยู่กับการตอบสนองและการมีอยู่ของภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะต่อมหมวกไตทำงานเกิน (Primary Hyperaldosteronism):

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 100 มก. รับประทานวันละครั้ง อาจแบ่งขนาดยาเป็นสองครั้งต่อวัน และเพิ่มขนาดยาเท่าที่ทนได้ทุกๆ 2 ถึง 3 วันจนถึงขนาดสูงสุดที่แนะนำในแต่ละวันคือ 400 มก.
  • ควรปรับขนาดยาเพื่อลดปริมาณของการกักเก็บโซเดียม ภาวะความดันโลหิตสูง อ่อนแรง ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ และสัญญาณหรืออาการของภาวะต่อมหมวกไตทำงานเกิน
  • หากผู้ป่วยมีเนื้องอกต่อมหมวกไตหรือโรคมะเร็ง ควรใช้ยาสไปโรโนแลคโตนขนาดต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ขณะที่กำลังรอรับการผ่าตัด สำหรับภาวะต่อมหมวกไตทำงานเกิน (Adrenal hyperplasia) โดยปกติแล้ว จะไม่ตอบสนองต่อการผ่าตัด และจำเป็นต้องรักษาด้วยยาสไปโรโนแลคโตนในระยะยาว
  • ผู้ป่วยที่มีภาวะต่อมหมวกไตทำงานเดินมักจะต้องมีการรักษาด้วยยาลดความดัน (antihypertensive) อื่นๆเพื่อควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง

ขนาดยาสไปโรโนแลคโตนสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะความดันโลหิตสูง

  • ทารก: 1 ถึง 3 มก./กก./วัน รับประทานทุกๆ 12 ถึง 24 ชั่วโมง
  • เด็ก: 1.5 ถึง 3.3 มก./กก./วัน หรือ 60 มก./ตารางเมตร/วัน แบ่งรับประทานทุกๆ 6 ถึง 12 ชั่วโมง ไม่เกิน 100 มก./วัน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อการวินิจฉัยภาวะต่อมหมวกไตทำงานเกิน

  • เด็ก: 100 ถึง 400 มก./ตารางเมตร/วัน แบ่งรับประทาน 1 หรือ 2 ครั้ง

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ด 25 มก. 50 มก. 100 มก.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

อาการของการใช้ยาเกินขนาดอาจมีดังต่อไปนี้

  • ง่วงซึม
  • สับสน
  • ผดผื่น
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • วิงเวียน
  • ท้องร่วง
  • เป็นเหน็บที่แขนและขา
  • สูญเสียความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (muscle tone)
  • รู้สึกอ่อนแรงหรือหนักที่ขา
  • หัวใจเต้นผิดปกติหรือเต้นช้า

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: ตุลาคม 20, 2018 | Last Modified: ตุลาคม 20, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย