ชื่อสามัญ: อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) Brand Name(s): อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin).

ข้อบ่งใช้

ยาอะม็อกซีซิลลินใช้สำหรับ

ยาอะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย ยานี้เป็นยาปฏิชีวนะชนิดเพนิซิลลิน (penicillin-type antibiotic) ออกฤทธิ์โดยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

ยาปฏิชีวนะชนิดนี้ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ยานี้จะไม่ออกฤทธิ์สำหรับรักษาการติดเชื้อไวรัส เช่น เป็นไข้หวัดทั่วไป ไข้หวัดใหญ่ การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น หรือใช้ผิดประเภท อาจลดประสิทธิภาพของยา

ยาอะม็อกซีซิลลินยังใช้กับยาชนิดอื่น เพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร (bacteria H. pylori) และป้องกันการกลับมาเป็นแผลอีก

การใช้อื่นๆ เนื้อหาส่วนนี้มีอาจการใช้ยาที่ไม่ได้อยู่ในรายการที่ได้รับการรับรองโดยผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐอเมริกา แต่แพทย์อาจจ่ายยาเหล่านี้ให้คุณได้ โปรดใช้ยานี้เพื่อรักษาอาการป่วยในส่วนนี้ ในกรณีที่แพทย์จ่ายยาให้เท่านั้น

ยานี้อาจใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจบางชนิด เช่น โรคลิ้นหัวใจก่อนทำการผ่าตัดหรือทำฟัน เช่น การรักษาฟันหรือเหงือก เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่หัวใจ

วิธีการใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน

รับประทานยานี้พร้อมอาหารหรือไม่ก็ได้ ตามที่แพทย์สั่ง โดยปกติแล้วจะเป็นทุกๆ 8 ถึง 12 ชั่วโมง ขนาดยาขึ้นอยู่กับอาการโรคและการตอบสนองต่อการรักษา

ดื่มน้ำจำนวนมากระหว่างใช้ยานี้ เว้นแต่แพทย์จะแนะนำให้ทำอย่างอื่น

ยาปฏิชีวนะจะออกฤทธิ์ได้ดี เมื่อปริมาณยาในร่างกายอยู่ในระดับคงที่ ดังนั้น รับประทานยานี้ในเวลาที่ห่างเท่าๆ กัน เพื่อช่วยเตือนความจำ รับประทานยานี้ในเวลาเดียวกันของแต่ละวัน

ใช้ยานี้อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะครบตามที่แพทย์สั่ง แม้ว่าอาการจะดีขึ้นหลังจากใช้ยาไม่กี่วัน การหยุดยาเร็วเกินไป อาจทำให้แบคทีเรียกลับมาเติบโต ซึ่งอาจส่งผลให้กลับมาติดเชื้ออีกครั้ง

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากยังคงมีอาการหรืออาการแย่ลง

วิธีการเก็บรักษายาอะม็อกซีซิลลิน

คุณควรเก็บยาอะม็อกซีซิลลินไว้ในอุณหภูมิห้อง รวมถึงเก็บให้พ้นจากแสงและความชื้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับยา คุณไม่ควรเก็บยาอะม็อกซีซิลลินไว้ให้ห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาอะม็อกซีซิลลินแต่ละยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญคือการอ่านคำแนะนำการเก็บรักษายาบนฉลากผลิตภัณฑ์หรือถามเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย คุณควรเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คุณไม่ควรทิ้งยาอะม็อกซีซิลลินลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำอย่างนั้น สิ่งสำคัญคือทิ้งยาเมื่อยาหมดอายุหรือไม่จำเป็นต้องใช้ยาอีกต่อไป ปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีทิ้งยาอย่างปลอดภัย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน

ก่อนใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน

  • แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยาอะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) ยาเพนิซิลลิน (penicillin) ยาเซฟาโลสปอริน (cephalosporins) หรือยาอื่นๆ
  • แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาที่ขายตามร้านขายยา ยาที่จ่ายโดยแพทย์ วิตามิน อาหารเสริมหรือสมุนไพรที่คุณกำลังใช้ โดยเฉพาะยาดังต่อไปนี้ ยาคลอแรมเฟนิคอล (chloramphenicol) หรือยาคลอโรมัยเซติน (chloromycetin) ยาปฏิชีวนะชนิดอื่นและยาโพรเบเนซิด (probenecid) หรือยาเบเนมิด (benemid) แพทย์อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนขนาดยา หรือเฝ้าสังเกตผลข้างเคียงจากการใช้ยาอย่างระมัดระวัง
  • แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณเคยเป็นโรคไต ภูมิแพ้ หอบหืด ไข้ละอองฟาง โรคลมพิษหรือโรคฟีนิลคีโตนูเรีย (phenylketonuria)
  • แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณกำลังตั้งครรภ์ วางแผนจะตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร หากคุณตั้งครรภ์ในช่วงที่ใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน คุณควรปรึกษาแพทย์

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไม่มีการศึกษาในผู้หญิงที่เพียงพอ ที่จะระบุความเสี่ยงขณะที่ใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ก่อนใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน อ้างอิงจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ยาอะม็อกซีซิลลินจัดเป็นยากลุ่มเสี่ยงสำหรับสตรีมีครรภ์ประเภท B

ต่อไปนี้คือประเภทความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา

  • A = ไม่เสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในงานวิจัยบางชิ้น
  • C = อาจมีความเสี่ยงบางอย่าง
  • D = พบหลักฐานเกี่ยวกับความเสี่ยง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน

เข้ารับการรักษาทันทีหากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้เหล่านี้ ได้แก่ ลมพิษ มีปัญหาในการหายใจ หน้า ลิ้นหรือคอบวม

แจ้งให้แพทย์ทราบทันทีหากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น

  • รอยด่างขาวหรือแผลเปื่อยภายในปาก หรือบนริมฝีปาก
  • เป็นไข้ ต่อมบวม เป็นผื่นหรือคัน ข้อต่อบวม หรือรู้สึกป่วย
  • ผิวซีดหรือเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเป็นสีเข้ม เป็นไข้ มึนงง หรืออ่อนแรง
  • เป็นเหน็บ รู้สึกชา ปวดเมื่อยหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงอย่างรุนแรง
  • ฟกช้ำง่าย เลือดออกผิดปกติ (ทางจมูก ปาก ช่องคลอดหรือทวารหนัก) รอยม่วงหรือแดงใต้ผิวหนัง
  • อาการแพ้ทางผิวหนัง เป็นไข้ เจ็บคอ หน้าหรือลิ้นบวม แสบตา เจ็บผิวหนัง ตามด้วยรอยผื่นแดงหรือม่วงที่ลุกลาม (โดยเฉพาะที่ใบหน้าหรือร่างกายส่วนบน) รวมถึงทำให้เกิดแผลพุพองและผิวลอก

ผลข้างเคียงที่รุนแรงน้อยกว่าอาจรวมถึง

  • ปวดกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
  • คันช่องคลอดหรือมีตกขาว
  • ปวดศีรษะ หรือ
  • ลิ้นบวม หรือดูเป็นสีดำ

ไม่ใช่ทุกคนที่จะแสดงอาการอันเนื่องมาจากผลข้างเคียงเหล่านี้ อาจมีผลข้างเคียงอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีความกังวลเรื่องผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาอะม็อกซีซิลลินอาจมีปฏิกิริยาต่อยาตัวอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ และอาจส่งผลให้ยาที่คุณใช้ออกฤทธิ์ต่างไปจากเดิม หรือเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่รุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาที่อาจเป็นไปได้ คุณควรเก็บรายชื่อยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาที่จำหน่ายตามใบสั่งยา ยาที่จำหน่ายโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยา และผลิตภัณฑ์สมุนไพร) และแจ้งให้แพทย์รวมถึงเภสัชกรทราบ เพื่อความปลอดภัย อย่าเริ่มหรือ หยุดใช้ยา รวมถึงเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์ โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังใช้ยาเหล่านี้

  • ยาอะคริวาสตีน (Acrivastine) ยาบูโพรพิออน (Bupropion) ยาคลอร์เตตระไซคลีน (Chlortetracycline) ยาเดเมโคลไซคลีน
    (Demeclocycline) ยาด็อกซีไซคลีน (Doxycycline) ยาไลมีไซคลีน (Lymecycline) ยาเมโคลไซคลีน (Meclocycline) ยาเมทาไซคลีน (Methacycline) ยาเมโทเทรกเซต (Methotrexate) ยาไมโนไซคลีน (Minocycline) ยาออกซีเตตระไซคลีน (Oxytetracycline) ยารอลิเตตระไซคลีน (Rolitetracycline) ยาเตตระไซคลีน (etracycline) ยาเวนลาฟาซีน (Venlafaxine) ยาวาร์ฟาริน (Warfarin) ยาอะซีโนคูมารอล (Acenocoumarol) ยาคัต (Khat) ยาโพรเบเซนิด

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาอะม็อกซีซิลลินอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์ โดยเปลี่ยนฤทธิ์ยา หรือเพิ่มความเสี่ยงให้ที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรถึงอาหารหรือแอลกอฮอล์ที่อาจทำปฏิกิริยากับยานี้ก่อนใช้ยา

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาอะม็อกซีซิลลินอาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณ อาจทำให้สุขภาพของคุณย่ำแย่ลง หรือเปลี่ยนฤทธิ์ของยา สิ่งสำคัญคือโปรดแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบเกี่ยวกับสุขภาพและโรคประจำตัวของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการและโรคเหล่านี้

  • อาการแพ้ยาปฏิชีวนะชนิดเพนิซิลลิน (penicillins) หรือเซฟาโลสปอริน (cephalosporin) เช่นยาเซฟาคลอร์ (cefaclor) ยาเซฟาดรอกซิล (cefadroxil) ยาเซฟาเลกซิน (cephalexin) ยาเซฟติน (Ceftin®) หรือยาคีเฟลกซ์ (Keflex®)
  • โรคติดเชื้อ (การติดเชื้อไวรัส) ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว
  • โรคไตขั้นรุนแรง ผู้ป่วยควรใช้อย่างระมัดระวัง ฤทธิ์ของยาอาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากร่างกายขับยาได้ช้าลง
  • โรคฟีนิลคีโตนูเรีย (โรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับความลกพร่องของระบบเผาผลาญ) ยาเม็ดที่เคี้ยวได้และมีส่วนประกอบของสารฟีนิลอะลานีน (phenylalanine) อาจทำให้อาการแย่ลง

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมก่อนใช้ยานี้

ขนาดยาอะม็อกซีซิลลินสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาอาการติดเชื้อแอคตีโนไมโคสิส (Actinomycosis)

  • รับประทานยาครั้งละ 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันหรือ 875 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 6 เดือน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับป้องกันการติดเชื้อแอนแทรกซ์ (Anthrax)

  • รับประทานยาครั้งละ 500 มิลลิกรัมทุกๆ 8 ชั่วโมง

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาอาการติดเชื้อบาซิลลัสแอนแทรกซ์ที่ผิวหนัง (Cutaneous Bacillus anthracis)

  • รับประทานยาครั้งละ 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียเอนโดคาร์ดิติส (Bacterial Endocarditis)

  • รับประทานยาครั้งละ 2 กรัม 1 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการรักษา

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาอาการติดเชื้อหนองในเทียม

  • ครั้งละ 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์เพื่อใช้เป็นยารักษาทางเลือกรองจากยาอีริโทรมัยซินในผู้ป่วยที่ตอบสนองไวต่อสารมาโครไลด์ (macrolide)

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

  • รับประทานยา ครั้งละ 250 ถึง 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 3 ถึง 7 วัน หรือรับประทานยา ครั้งละ 500 ถึง 875 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาอาการติดเชื้อที่ท่อปัสสาวะ

  • รับประทานยา ครั้งละ 250 ถึง 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 3 ถึง 7 วัน หรือรับประทานยา ครั้งละ 500 ถึง 875 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาอาการติดเชื้อเอชไพโรไล (Helicobacter pylori)

  • รับประทานยา ครั้งละ 1 กรัม 2 ถึง 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 14 วัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาโรคไลม์ (Lyme Disease) ชนิดข้ออักเสบ

  • รับประทานยา ครั้งละ 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 14 ถึง 30 วัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาโรคไลม์ชนิดหัวใจอักเสบ

  • รับประทานยา ครั้งละ 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 14 ถึง 30 วัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาโรคไลม์ชนิดเป็นผื่นและปวดศีรษะแบบไมเกรน (Erythema Chronicum Migrans)

  • รับประทานยา ครั้งละ 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 14 ถึง 30 วัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาโรคไลม์ชนิดเป็นที่ระบบประสาท

  • รับประทานยา ครั้งละ 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 14 ถึง 30 วัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาโรคหูชั้นกลางอักเสบ

  • รับประทานยา ครั้งละ 250 ถึง 500 มิลลิกรัม 1 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 10 ถึง 14 วันหรือ ครั้งละ 500 ถึง 875 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาโรคปอดบวม

  • รับประทานยา ครั้งละ 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันหรือ ครั้งละ 875 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 7 ถึง 10 วันหากสงสัยว่าเป็นโรคปอดบวม

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาโรคโพรงจมูกอักเสบ

  • รับประทานยา ครั้งละ 250 ถึง 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 10 ถึง 14 วันหรือ ครั้งละ 500 ถึง 875 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาอาการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือเนื้อเยื่ออ่อน

  • รับประทานยา ครั้งละ 250 ถึง 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 7 ถึง 10 วันหรือ ครั้งละ 500 ถึง 875 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาอาการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจ

  • รับประทานยา ครั้งละ 250 ถึง 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 7 ถึง 10 วันหรือ ครั้งละ 500 ถึง 875 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาโรคหลอดลมอักเสบ

  • รับประทานยา ครั้งละ 250 ถึง 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 7 ถึง 10 วันหรือ ครั้งละ 500 ถึง 875 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาภาวะต่อมทอนซิลหรือคอหอยอักเสบ

  • ชนิดออกฤทธิ์ทันที: รับประทานยา ครั้งละ 250 ถึง 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 7 ถึง 10 วันหรือ ครั้งละ 500 ถึง 875 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน
  • ชนิดออกฤทธิ์เป็นระยะเวลานาน: รับประทานยา ครั้งละ 775 มิลลิกรัม 1 ครั้งต่อวันภายใน 1 ชั่วโมงหลังอาหารเป็นเวลา 10 วัน สำหรับอาการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสไพโอจีน (Streptococcus pyogenes) แบบทุติยภูมิ

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย

  • รับประทานยา ครั้งละ 250 ถึง 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 7 ถึง 21 วันหรือ ครั้งละ 500 ถึง 875 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน

ขนาดยาอะม็อกซีซิลลินสำหรับเด็ก

ขนาดยาทั่วไปสำหรับป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียเอนโดคาร์ดิติส

  • รับประทานยา 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม 1 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการรักษา

ขนาดยาทั่วไปสำหรับป้องกันการติดเชื้อแอนแทรกซ์

  • รับประทานยา 80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน แบ่งเป็นขนาดยาที่เท่ากันในแต่ละครั้งทุกๆ 8 ชั่วโมง
  • ขนาดยาสูงสุด: 500 มิลลิกรัมต่อครั้ง

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาอาการติดเชื้อบาซิลลัสแอนแทรกซ์ที่ผิวหนัง

  • การรักษาการยืนยันอาการติดเชื้อบาซิลลัสแอนเทรกซ์ที่ผิวหนัง: รับประทานยา 80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน แบ่งเป็นขนาดยาที่เท่ากันในแต่ละครั้งทุกๆ 8 ชั่วโมง
  • ขนาดยาสูงสุด: 500 มิลลิกรัมต่อครั้ง

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาโรคหูชั้นกลางอักเสบ

  • 4 สัปดาห์ถึง 3 เดือน: 20 ถึง 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันแบ่งเป็นขนาดยาเท่าๆ กันทุก 12 ชั่วโมง
  • 4 เดือนถึง 12 ปี: 20 ถึง 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันแบ่งเป็นขนาดยาเท่าๆ กันทุก 8 ถึง 12 ชั่วโมง
  • โรคหูชั้นกลางอักเสบฉับพลันจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัสนิวโมเนียที่ดื้อยา (Streptococcus pneumonia) อาจจำเป็นต้องใช้ขนาดยา 80 ถึง 90 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันโดยแบ่งเป็น 2 ครั้งในขนาดยาเท่าๆ กันในแต่ละช่วง 12 ชั่วโมง

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาอาการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือเนื้อเยื่ออ่อน

  • 4 สัปดาห์ถึง 3 เดือน: 20 ถึง 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันแบ่งเป็นขนาดยาเท่าๆ กันทุก 12 ชั่วโมง
  • 4 เดือนถึง 12 ปี: 20 ถึง 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันแบ่งเป็นขนาดยาเท่าๆ กันทุก 8 ถึง 12 ชั่วโมง

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาอาการติดเชื้อที่ท่อปัสสาวะ

  • 4 สัปดาห์ถึง 3 เดือน: 20 ถึง 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันแบ่งเป็นขนาดยาเท่าๆ กันทุก 12 ชั่วโมง
  • 4 เดือนถึง 12 ปี: 20 ถึง 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวันแบ่งเป็นขนาดยาเท่าๆ กันทุก 8 ถึง 12 ชั่วโมง

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาโรคปอดบวม

  • รับประทานยา 40 ถึง 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน โดยแบ่งเป็นหลายขนาดยาในทุก 8 ชั่วโมง

ขนาดยาทั่วไปสำหรับรักษาภาวะต่อมทอนซิลหรือคอหอยอักเสบ

  • 4 สัปดาห์ถึง 3 เดือน: 20 ถึง 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน แบ่งเป็นขนาดยาเท่าๆ กันทุก 12 ชั่วโมง
  • 4 เดือนถึง 12 ปี: 20 ถึง 50 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน แบ่งเป็นขนาดยาเท่าๆ กันทุก 8 ถึง 12 ชั่วโมง
  • อายุ 12 ปีขึ้นไป

-ชนิดออกฤทธิ์ทันที: รับประทานยาครั้งละ 250 ถึง 500 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 7 ถึง 10 วันหรือ ครั้งละ 500 ถึง 875 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน

-ชนิดออกฤทธิ์นาน: รับประทานยา ครั้งละ 775 มิลลิกรัม 1 ครั้งต่อวันภายใน 1 ชั่วโมงหลังอาหาร เป็นเวลา 10 วัน สำหรับอาการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัสไพโอจีนเป็นครั้งที่สอง

รูปแบบของยา

ยาอะม็อกซีซิลลินมีรูปแบบดังต่อไปนี้

  • ยารับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: สิงหาคม 3, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 3, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย