อิมโมเดียม เอ-ดี (Imodium A-D®)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: อิมโมเดียม เอ-ดี (Imodium A-D®) Brand Name(s): อิมโมเดียม เอ-ดี (Imodium A-D®).

ข้อบ่งใช้

ยาอิมโมเดียม เอ-ดี®ใช้สำหรับ

ยาอิมโมเดียม เอ-ดี (Imodium A-D®) ใช้เพื่อชะลอจังหวะของการย่อยอาหาร ทำให้ลำไส้เล็กนั้นมีเวลามากขึ้น ในการดูดซึมน้ำและสารอาหารจากอาหารที่คุณรับประทาน 

ยาอิมโมเดียม เอ-ดีใช้เพื่อรักษาอาการท้องร่วง 

ยาอิมโมเดียม เอ-ดียังใช้เพื่อลดปริมาณของอุจจาระ สำหรับผู้ที่ทำการผ่าตัดเปิดลำไส้เล็ก (ileostomy) ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนลำไส้ โดยการผ่าตัดเปิดช่องกระเพาะอาหาร

วิธีการใช้ยาอิมโมเดียม เอ-ดี

ใช้ยาอิมโมเดียม เอ-ดีตามที่กำหนดบนฉลากยา หรือตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด อย่าใช้ในขนาดที่มากกว่า น้อยกว่า หรือใช้นานกว่าที่กำหนด 

สำหรับผู้ใหญ่ ยาอิมโมเดียมนั้นมักจะรับประทานหนึ่งครั้งในขนาด 4 มก. เมื่อเริ่มมีสัญญาณขออาการท้องร่วง และรับประทานอีกครั้งในขนาด 2 มก. หากอาการท้องร่วงกลับมาอีกครั้ง สำหรับเด็กนั้น ขนาดยาจะขึ้นอยู่กับอายุของเด็ก

อย่าใช้ยาในขนาดมากกว่าที่แนะนำ การใช้ยาที่มีส่วนผสมของยาโลเพอราไมด์ (loperamide) ในทางที่ผิด สามารถทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจที่รุนแรงอาจถึงแก่ชีวิตได้ ควรทำตามวิธีการใช้ยาอย่างระมัดระวัง 

หากคุณใช้ยาอิมโมเดียม เอ-ดีโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ (ยาที่หาซื้อเอง) อย่าใช้ยามากกว่า 8 มก. ภายใน 24 ชั่วโมง หากแพทย์สั่งให้คุณใช้ยานี้ อย่าใช้ยามากกว่า 16 มก. ต่อวัน 

ยาอิมโมเดียม เอ-ดีรูปแบบยาเม็ดสำหรับเคี้ยวนั้น ควรเคี้ยวก่อนกลืน 

เข่ยาขวดยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน (ยาน้ำ) ให้ดีก่อนตวงยา ควรตวงยาโดยใช้กระบอกฉีดยาที่แถมมา หรือใช้ช้อนหรือถ้วยสำหรับตวงยา หากคุณไม่มีอุปกรณ์สำหรับตวงยาโปรดสอบถามเภสัชกร

รับประทานยาอิมโมเดียม เอ-ดีพร้อมกับดื่มน้ำเต็มแก้ว ดื่มน้ำให้มากขณะที่กำลังใช้ยานี้ และควรระวังภาวะขาดน้ำ (dehydrated) 

การเก็บรักษายาอิมโมเดียม เอ-ดี

ยาอิมโมเดียม เอ-ดีควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาอิมโมเดียม เอ-ดีบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง 

ไม่ควรทิ้งยาอิมโมเดียม เอ-ดีลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาอิมโมเดียม เอ-ดี

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์ทราบหาก

  • คุณกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่คุณตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • หากคุณกำลังใช้ยาอื่นอยู่ รวมทั้งยาที่หาซื้อได้เอง เช่น สมุนไพรหรือยาทางเลือกอื่นๆ
  • หากคุณแพ้สารออกฤทธิ์หรือไม่ออกฤทธิ์ของยาอิมโมเดียม เอ-ดี หรือยาอื่นๆ
  • หากคุณมีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ

ยานี้สามารถทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการหายใจที่รุนแรง และปัญหาเกี่ยวกับหัวใจในเด็ก ไม่ควรใช้ยาอิมโมเดียมกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี อย่าใช้ยานี้กับเด็กหรือวัยรุ่น โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ 

โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรถึงความปลอดภัยในการใช้ยานี้หากคุณเป็น

  • เป็นไข้
  • มีมูกในอุจจาระ 
  • เป็นโรคเอดส์ (AIDS) 
  • เคยเป็นโรคตับ
  • หากคุณกำลังใช้ยาปฏิชีวนะ 

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ยาอิมโมเดียม เอ-ดีจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้ 

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาอิมโมเดียม เอ-ดี

รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินทันที หากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ ได้แก่ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ

หยุดใช้ยาอิมโมเดียม เอ-ดี และติดต่อแพทย์ในทันที หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ 

  • ปวดหัว พร้อมกับแน่นหน้าอก และวิงเวียนอย่างรุนแรง 
  • รู้สึกหน้ามืด คล้ายจะหมดสติ 
  • หัวใจเต้นเร็วหรือรัว 
  • ปวดท้องหรือท้องอืด
  • กำลังมีอาการท้องร่วงหรืออาการท้องร่วงรุนแรงขึ้น 
  • อาการท้องร่วงไหลเป็นน้ำหรือเป็นเลือด 
  • ปฏิกิริยาผิวหนังที่รุนแรง เป็นไข้ เจ็บคอ มีอาการบวมที่ใบหน้าหรือลิ้น แสบร้อนที่ดวงตา ปวดผิว ตามด้วยผดผื่นผิวหนังสีแดงหรือสีม่วงที่แพร่กระจาย (โดยเฉพาะใบหน้าหรือร่างกายส่วนบน) และทำให้เกิดแผลพุพองและผิวลอก

ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปมีดังต่อไปนี้ 

  • อาการวิงเวียน ง่วงซึม 
  • ปากแห้ง
  • ท้องผูก
  • ระคายเคืองกระเพาะอาหาร 
  • คลื่นไส้และอาเจียน 

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาอิมโมเดียม เอ-ดีอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • ยาเจมไฟโบรซิล (Gemfibrozil) ยาริโทนาเวียร์ (ritonavir) 
  • ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร เช่น ยาไซเมทิดีน (cimetidine) ยาแรนิทิดีน (ranitidine) 
  • ยาอะนากรีไลด์ (Anagrelide) ยาซิลอสทาซอล (cilostazol) ยาโดนีพีซิล (donepezil) ยาฟลูโคนาโซล (fluconazole) ยาเมทาโดน (methadone) ยาออนแดนเซทรอน (ondansetron) 
  • ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านเชื้อรา เช่น ยาอะธิโทรมัยซิน (azithromycin) ยาไซโพรฟลอกซาซิน (ciprofloxacin) ยาคลาริโทรมัยซิน (clarithromycin) ยาอิริโทรมัยซิน (erythromycin) ยาฟลูโคนาโซล (fluconazole) ยาไอทราโคนาโซล (itraconazole) ยาคีโตโคนาโซล (ketoconazole) ยาเลโวฟลอกซาซิน (levofloxacin) ยาโมซิฟลอกซาซิน (moxifloxacin) ยาเพนทามิดีน (pentamidine) ยาเทลิโทรมัยซิน (telithromycin) 
  • ยารักษามะเร็ง เช่น ยาอาร์เซนิกไตรออกไซด์ (arsenic trioxide) ยาออกซาลิพลาทิน (oxaliplatin) ยาแวนเดทานิบ (vandetanib) 
  • ยาต้านซึมเศร้า เช่น ยาไซตาโลแพรม (citalopram) ยาเอสซิตาโลแพรม (escitalopram) 
  • ยาต้านมาลาเรีย เช่น ยาคลอโรควิน (chloroquine) ยาฮาโลแฟนทรีน (halofantrine) ยาควินีน (quinine) 
  • ยาสำหรับอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น ยาอะมิโอดาโรน (amiodarone) ยาไดโซไพราไมด์ (disopyramide) ยาโดฟีทิไลด์ (dofetilide) ยาโดรเนดาโรน (dronedarone) ยาฟลีเคไนด์ (flecainide) ยาไอบูทิไลด์ (ibutilide) ยาโพรคาอีนนาไมด์ (procainamide) ยาควินิดีน (quinidine) ยาโซทาลอล (sotalol) 
  • ยารักษาโรคทางจิตเวช เช่น ยาคลอร์โปรมาซีน (chlorpromazine) ยาดรอเพอริดอล (droperidol) ยาฮาโลเพอริดอล (haloperidol) ยาพิโมไซด์ (pimozide) ยาไทโอริดาซีน (thioridazine)  

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาอิมโมเดียม เอ-ดีอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น 

ยาอิมโมเดียม เอ-ดีอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

โรคที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • อาการปวดท้องโดยไม่มีอาการท้องร่วง 
  • อาการท้องร่วงพร้อมกับมีไข้สูง 
  • โรคลำไส้อักเสบชนิดมีแผล (Ulcerative colitis) 
  • อุจจาระเป็นเลือด สีดำ หรือคล้ายยางมะตอบ
  • ท้องร่วงที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ท้องร่วงที่เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือโรคคลอสไทรเดียม ดิฟิซายล์ (Clostridium difficile) 

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาอิมโมเดียม เอ-ดีสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการท้องร่วง ฉับพลัน

ยาเม็ด แคปซูล และยาน้ำ 

  • ขนาดยาเริ่มต้น 4 มก. รับประทานหลังจากเริ่มมีอาการท้องร่วงครั้งแรก แล้วตามด้วย 
  • ขนาดยาปกติ 2 มก. หลังจากอาการท้องร่วงในแต่ละครั้ง ไม่ควรเกิน 16 มก. ภายใน 24 ชั่วโมง มักจะสังเกตเห็นอาการดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง 

ยาเม็ดสำหรับเคี้ยว 

  • ขนาดยาเริ่มต้น 4 มก. รับประทานหลังจากเริ่มมีอาการท้องร่วงครั้งแรก แล้วตามด้วย  
  • ขนาดยาปกติ 2 มก. หลังจากอาการท้องร่วงที่ตามมาในแต่ละครั้ง แต่ไม่ควรเกิน 8 มก. ภายใน 24 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการท้องร่วง เรื้อรัง

ยาเม็ด แคปซูล และยาน้ำ  

  • ขนาดยาเริ่มต้น 4 มก. รับประทานหนึ่งครั้ง ตามด้วย 2 มก. หลังจากอาการท้องร่วงในแต่ละครั้ง ไม่ควรเกิน 16 มก. ภายใน 24 ชั่วโมง
  • ขนาดยาปกติ ขนาดยาต่อวันโดยเฉลี่ยคือ 4 ถึง 8 มก. มักจะสังเกตเห็นอาการดีขึ้นภายใน 10 วัน หากอาการไม่ดีขึ้น หลังจากใช้ยาในขนาดยาสูงสุดที่ 16 มก. เป็นเวลา 10 วัน การใช้ยาก็น่าจะไม่สามารถควบคุมอาการได้มากไปกว่านั้น 

ขนาดยาอิมโมเดียม เอ-ดีสำหรับเด็ก 

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการท้องร่วง ฉับพลัน

2 ถึง 6 ปี (13 ถึง 20 กก.) 

ยาน้ำเท่านั้นจึงจะสามารถใช้กับผู้ป่วยในกลุ่มอายุนี้ได้

  • ขนาดยาเริ่มต้น 1 มก. รับประทาน 3 ครั้งในวันแรก แล้วตามด้วย
  • ขนาดยาปกติ 0.1 มก./กก./ครั้ง หลังจากอาการท้องร่วงในแต่ละครั้ง แต่ไม่ควรเกินขนาดยาเริ่มต้น

6 ถึง 8 ปี (20 ถึง 30 กก.) 

ยาเม็ด แคปซูล และยาน้ำ  

  • ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก. รับประทาน 2 ครั้งในวันแรก แล้วตามด้วย
  • ขนาดยาปกติ 0.1 มก./กก./ครั้ง หลังจากอาการท้องร่วงในแต่ละครั้ง แต่ไม่ควรเกินขนาดยาเริ่มต้น

ยาเม็ดสำหรับเคี้ยว  

  • ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก. รับประทานหลังจากเริ่มมีอาการท้องร่วงครั้งแรก แล้วตามด้วย  
  • ขนาดยาปกติ 1 มก. หลังจากอาการท้องร่วงที่ตามมาในแต่ละครั้ง แต่ไม่ควรเกิน 4 มก. ภายใน 24 ชั่วโมง

8 ถึง 12 ปี (น้ำหนักมากกว่า 30 กก.) 

ยาเม็ด แคปซูล และยาน้ำ  

  • ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก. รับประทาน 3 ครั้งในวันแรก แล้วตามด้วย
  • ขนาดยาปกติ 0.1 มก./กก./ครั้ง หลังจากอาการท้องร่วงในแต่ละครั้ง แต่ไม่ควรเกินขนาดยาเริ่มต้น

ยาเม็ดสำหรับเคี้ยว 

  • ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก. รับประทานหลังจากเริ่มมีอาการท้องร่วงครั้งแรก แล้วตามด้วย  
  • ขนาดยาปกติ 1 มก. หลังจากอาการท้องร่วงที่ตามมาในแต่ละครั้ง แต่ไม่ควรเกิน 6 มก. ภายใน 24 ชั่วโมง

12 ถึง 18 ปี

ยาเม็ดสำหรับเคี้ยว ยาเม็ด แคปซูล และยาน้ำ  

  • ขนาดยาเริ่มต้น 4 มก. รับประทานหลังจากเริ่มมีอาการท้องร่วงครั้งแรก แล้วตามด้วย  
  • ขนาดยาปกติ 2 มก. หลังจากอาการท้องร่วงที่ตามมาในแต่ละครั้ง แต่ไม่ควรเกิน 8 มก. ภายใน 24 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการท้องร่วง เรื้อรัง 

อายุน้อยกว่า 2 ปี 

ยังไม่มีการกำหนดขนาดยารักษาโรคสำ หรับอาการท้องร่วงเรื้อรังในกลุ่มผู้ป่วยนี้ 

รูปแบบของยา 

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้ 

  • ยาเม็ด
  • ยาแคปซูล
  • ยาน้ำ 

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา 

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: กุมภาพันธ์ 11, 2019 | Last Modified: กุมภาพันธ์ 11, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย