อีเซทิไมบ์ (Ezetimibe)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: อีเซทิไมบ์ (Ezetimibe) Brand Name(s): อีเซทิไมบ์ (Ezetimibe).

ข้อบ่งใช้

ยาอีเซทิไมบ์ใช้สำหรับ

ใช้ยาอีเซทิไมบ์ (Ezetimibe) พร้อมกับการรับประทานอาหารที่มีคอเลสตอรอลหรือไขมันต่ำ รวมถึงออกกำลังกายเพื่อช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ยาอีเซทิไมบ์อาจใช้เป็นยาเดี่ยวหรือใช้ร่วมกับยาอื่น เช่น ยาในกลุ่ม สแตติน (statin) หรือยาในกลุ่ม ไฟเบรต (fibrate) ยาอีเซทิไมบ์มีฤทธิ์ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลที่ร่างกายดูดซึมจากอาหาร การลดคอเลสเตอรอลอาจช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดในสมองแตกและหัวใจวาย

วิธีการใช้ยาอีเซทิไมบ์

รับประทานยานี้พร้อมกับอาหารหรือไม่ก็ได้ตามที่แพทย์สั่ง ปกติแล้วจะรับประทานวันละ 1 ครั้ง

ขนาดยาขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองต่อการรักษา

หากคุณรับประทานยาลดไขมันชนิด ไบล์ เอซิด ซีเควสแตรนต์ (bile acid sequestrant) เช่น ยาคอเรสไทรามีน (cholestyramine) ยาคอเลสติพอล (colestipol) รับประทานยาอีเซทิไมบ์อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนหรือ 4 ชั่วโมงหลังจากรับประทานยาลดไขมันชนิด ไบล์ เอซิด ซีเควสแตรนต์ ยาเหล่านี้อาจจับกับ ยาอีเซทิไมบ์ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมยาได้อย่างเต็มที่

รับประทานยานี้อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เพื่อช่วยเตือนความจำ รับประทานยานี้ในเวลาเดียวกันของแต่ละวัน

ใช้ยานี้ต่อเนื่อง แม้ว่าคุณจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูงหลายคนจะไม่รู้สึกถึงอาการป่วย อาจใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์ คุณจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากยา

การเก็บรักษายาอีเซทิไมบ์

คุณควรเก็บยาอีเซทิไมบ์ไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิห้อง รวมถึงเก็บให้พ้นจากแสงและความชื้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับยา คุณไม่ควรเก็บยาอีเซทิไมบ์ไว้ให้ห้องน้ำหรือตู้เย็น ยาอีเซทิไมบ์แต่ละยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญคือการอ่านคำแนะนำการเก็บรักษายาบนหีบห่อของผลิตภัณฑ์หรือถามเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย คุณควรเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คุณไม่ควรทิ้งยาอีเซทิไมบ์ลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่คุณได้รับคำแนะนำให้ทำอย่างนั้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือทิ้งยาเมื่อยาหมดอายุหรือไม่จำเป็นต้องรับประทานอีกต่อไป ปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีทิ้งยาอย่างปลอดภัย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาอีเซทิไมบ์

ก่อนจะรับประทานยาอีเซทิไมบ์ แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรหากคุณแพ้ยาชนิดนี้หรือมีอาการแพ้ประเภทอื่น ยาตัวนี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ได้ออกฤทธิ์แต่อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้หรือปัญหาอื่นๆ ปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับประวัติการเจ็บป่วยของคุณ โดยเฉพาะโรคตับ

ก่อนเข้ารับการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ (รวมถึงยาที่จำหน่ายตามใบสั่งยา ยาที่จำหน่ายโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยาและสมุนไพร)

ระหว่างตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เท่าที่จำเป็น ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและข้อดี

ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ายานี้ซึมเข้าสู่น้ำนม ปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไม่มีการศึกษาในผู้หญิงที่เพียงพอที่จะระบุความเสี่ยงขณะที่ใช้ยาอีเซทิไมบ์ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เป็นประจำเพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อนรับประทานยาอีเซทิไมบ์ อ้างอิงจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ยาอีเซทิไมบ์จัดเป็นยาที่มีความเสี่ยงสำหรับสตรีมีครรภ์ประเภท C

ต่อไปนี้คือประเภทความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา

  • A = ไม่เสี่ยง
  • B = ไม่เสี่ยง (อ้างอิงจากงานวิจัยบางงาน)
  • C = อาจมีความเสี่ยงบางอย่าง
  • D = พบหลักฐานเกี่ยวกับความเสี่ยงโดยตรง
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของยาอีเซทิไมบ์

ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการทำลายตับ (เมื่อรับประทานร่วมกับยากลุ่มสแตติน) หรือการทำลายกล้ามเนื้อ เมื่อรับประทานร่วมกับยากลุ่มไฟเบรต หรือกลุ่มสแตติน แจ้งให้แพทย์ทราบทันทีหากคุณมีอาการต่อไปนี้

สัญญาณของโรคตับ (เช่น ปวดท้องหรือกระเพาะอาหาร คลื่นไส้หรืออาเจียนไม่หยุด ผิวหรือตามีสีเหลืองและปัสสาวะมีสีเข้ม) ปวดกล้ามเนื้อ มีอาการกดเจ็บหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง (โดยเฉพาะเป็นไข้ หรือเหนื่อยล้าผิดปกติ)

ไม่ค่อยมีอาการแพ้ยาที่รุนแรงเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม เข้ารับการรักษาทันทีหากคุณสังเกตเห็นอาการแพ้ ได้แก่ ผื่น คันผิวหรือผิวบวม (โดยเฉพาะที่ใบหน้า ลิ้นหรือลำคอ) วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง มีปัญหาเรื่องการหายใจ

ไม่ใช่ทุกคนที่จะแสดงอาการอันเนื่องมาจากผลข้างเคียงเหล่านี้ อาจมีผลข้างเคียงอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีความกังวลเรื่องผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาอีเซทิไมบ์อาจมีปฏิกิริยาต่อยาตัวอื่นที่คุณกำลังรับประทานอยู่ และอาจส่งผลให้ยาที่คุณรับประทานออกฤทธิ์ต่างไปจากเดิมหรือเพื่อความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่รุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาที่อาจเป็นไปได้ คุณควรเก็บรายชื่อยาทั้งหมดที่คุณใช้ (รวมถึงยาที่จำหน่ายตามใบสั่งยา ยาที่จำหน่ายโดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยาและสมุนไพร) และแจ้งให้แพทย์รวมถึงเภสัชกรทราบ เพื่อความปลอดภัย อย่าเริ่มหรือหยุดรับประทาน รวมถึงเปลี่ยนปริมาณยาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาอีเซทิไมบ์อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์ โดยเปลี่ยนฤทธิ์ยา หรือเพิ่มความเสี่ยงให้ที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อถามถึงอาหารหรือแอลกอฮอล์ที่อาจทำปฏิกิริยากับยานี้ก่อนรับประทานยา

ปฏิกิริยาต่ออาการโรคอื่น

ยาอีเซทิไมบ์อาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ปฏิกิริยาของยาที่มีต่อร่างกายอาจทำให้สุขภาพของคุณย่ำแย่ลงหรือเปลี่ยนฤทธิ์ของยา สิ่งสำคัญคือโปรดแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับสุขภาพและโรคประจำตัวของคุณ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งหรือเภสัชกรก่อนใช้ยาอีเซทิไมบ์

ขนาดยาอีเซทิไมบ์สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาทั่วไปสำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง

รับประทานยา 10 มิลลิกรัม 1 ครั้งต่อวัน

การใช้ยา

-ใช้ยานี้เป็นยาเดี่ยวหรือใช้ร่วมกับยากลุ่ม สแตติน (statin หรือ HMG-CoA reductase inhibitor) ควบคู่กับการควบคุมอาหาร เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม (total cholesterol หรือ total-C) คอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (low-density lipoprotein cholesterol หรือ LDL-C) อะโพลิโพโปรตีนชนิดบี (apolipoprotein B หรือ Apo B) และคอเลสเตอรอลที่ไม่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (non-high-density lipoprotein cholesterol หรือ non-HDL-C) ในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงในระยะเริ่มแรก ซึ่งมียีนเฮทเทอโรไซกัส (heterozygous) ที่ได้รับทางพันธุกรรมหรือไม่ก็ได้

-ใช้ร่วมกับยาฟีโนไฟเบรต (fenofibrate) เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเรสเตอรอลรวม คอเรสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ อะโพลิโพโปรตีนชนิดบีและคอเรสเตอรอลที่ไม่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงชนิดที่เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม (mixed hyperlipidemia)

-ใช้รวมกับการควบคุมอาหารเพื่อลดระดับสารไซโตสเตอรอล (sitosterol) และสารแคมเปสเตอรอล (campesterol) ในผู้ป่วยที่มีภาวะไซโตสตีโรเลเมีย (sitosterolemia) ที่มียีนฮีเทอโรไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรม

-ใช้ร่วมกับยาอะโทรวาสแตติน (atorvastatin) หรือ ยาซิมวาสแตติน (simvastatin) เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม และคอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มียีนฮีเทอโรไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรม ไม่สามารถใช้ยาร่วมกับการรักษาเพื่อลดไขมัน เช่น การกรองสารลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ

ขนาดยาทั่วไป สำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงทางพันธุกรรม ชนิดมียีนโฮโมไซกัส (Homozygous Famillial Hypercholesterolemia)

รับประทานยา 10 มิลลิกรัม 1 ครั้งต่อวัน

การใช้ยา

-ใช้ยานี้เป็นยาเดี่ยวหรือใช้ร่วมกับยากลุ่มสแตติน ควบคู่กับการควบคุมอาหาร เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ อะโพลิโพโปรตีนชนิดบีและคอเลสเตอรอลที่ไม่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงในระยะเริ่มแรก ซึ่งมียีนโฮโมไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรม หรือไม่ก็ได้

-ใช้ร่วมกับยาฟีโนไฟเบรต เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ อะโพลิโพโปรตีนชนิดบี และคอเลสเตอรอลที่ไม่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง ชนิดที่เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม

-ใช้รวมกับการควบคุมอาหาร เพื่อลดระดับสารไซโตสเตอรอล และสารแคมเปสเตอรอล ในผู้ป่วยที่มีภาวะไซโตสตีโรเลเมียที่มียีนโฮโมไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรม

-ใช้ร่วมกับยาอะทอร์วาสแตติน หรือยาซิมวาสแตติน เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม และคอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มียีนโฮโมไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรม ไม่สามารถใช้ยาร่วมกับการรักษาเพื่อลดไขมัน เช่น การกรองสารลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ

ขนาดยาทั่วไปสำหรับผู้ป่วยโรคไซโตสตีโรเลเมีย

รับประทานยา 10 มิลลิกรัม 1 ครั้งต่อวัน

การใช้ยา

-ใช้ยานี้เป็นยาเดี่ยว หรือใช้ร่วมกับยากลุ่มสแตติน ควบคู่กับการควบคุมอาหาร เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ อะโพลิโพโปรตีนชนิดบี และคอเลสเตอรอลที่ไม่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงในระยะเริ่มแรก ซึ่งมียีนฮีเทอโรไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรมหรือไม่ก็ได้

-ใช้ร่วมกับยาฟีโนไฟเบรตเพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเรสเตอรอลรวม คอเรสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ อะโพลิโพโปรตีนชนิดบีและคอเรสเตอรอลที่ไม่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงชนิดที่เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม

-ใช้รวมกับการควบคุมอาหาร เพื่อลดระดับสารไซโตสเตอรอล และสารแคมเปสเตอรอล ในผู้ป่วยที่มีภาวะไซโตสตีโรเลเมีย ที่มียีนโฮโมไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรม

-ใช้ร่วมกับยาอะทอร์วาสแตติน หรือยาซิมวาสแตติน เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม และคอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มียีนโฮโมไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรม ไม่สามารถใช้ยาร่วมกับการรักษาเพื่อลดไขมัน เช่น การกรองสารลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ไม่แนะนำให้ปรับขนาดยา

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคตับ

-ตับทำงานผิดปกติขั้นไม่รุนแรงถึงปานกลาง: ไม่แนะนำให้ปรับขนาดยา

ตับทำงานผิดปกติขั้นรุนแรง: ไม่มีข้อมูล

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำในการใช้

-รับประทานยา 1 ครั้งต่อวันพร้อมอาหารหรือไม่ก็ได้

-รับประทานยานี้อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อน หรือ 4 ชั่วโมงหลังใช้ยาลดไขมันชนิดไบล์เอซิดเซเควสแตรนต์

-อาจรับประทานในเวลาเดียวกับยาในกลุ่มสแตติน หรือยาฟีโนไฟเบรต ตามคำแนะนำในการรับประทานยาสำหรับยาที่เกี่ยวข้อง

-ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตในการใช้ยานี้ร่วมกับยาในกลุ่ม สแตตินหรือยาฟีโนไฟเบรต

ข้อกำหนดในการเก็บรักษา

-เก็บให้พ้นจากความชื้น

โดยทั่วไป

-การใช้ยาร่วมกับยาเปลี่ยนไขมัน ( lipid-altering agent) ควรเป็นองค์ประกอบเดียวของการยับยั้งความเสี่ยงหลายปัจจัย ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็ง เนื่องจากมีไขมันในเลือดสูง

-การรักษาด้วยยา ถือเป็นส่วนเสริมของการควบคุมอาหาร เมื่อการตอบสนองต่อการควบคุมอาหารของผู้ป่วย จำกัดอยู่เฉพาะไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอล รวมถึงการรักษาโดยวิธีที่ไม่ใช้ยาอื่นๆ ไม่เพียงพอ

-ยังไม่ได้มีการศึกษาการใช้ยาในผู้ป่วยที่มีไขมันสูงประเภท 1 3 4 และ 5 ตามการจัดประเภทของเฟรดิคสัน (Fredrickson)

การเฝ้าสังเกต

-ตับ: เมื่อใช้ยานี้ร่วมกับยาสแตติน ควรตรวจการทำงานของตับก่อนเริ่มใช้ยาและทำตามคำแนะนำการใช้ยาสแตติน

-การเผลาผลาญอาหาร: ตรวจไขมันชนิดที่ผู้ป่วยต้องอดอาหารก่อน

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

-รายงานอาการเจ็บกล้ามเนื้อ อาการกดเจ็บหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่หาสาเหตุไม่ได้

-ทำตามแผนควบคุมอาหาร โปรแกรมออกกำลังกายและการตรวจวัดไขมันชนิดที่ผู้ป่วยต้องอดอาหารก่อนตามที่แพทย์แนะนำ

ขนาดยาอีเซทิไมบ์สำหรับเด็ก

ขนาดยาทั่วไปสำหรับเด็กที่มีไขมันในเลือดสูง

อายุ 10 ปีหรือมากกว่า: รับประทานยา 10 มิลลิกรัม 1 ครั้งต่อวัน

การใช้ยา

-ใช้ยานี้เป็นยาเดี่ยว หรือใช้ร่วมกับยาในกลุ่มสแตติควบคู่กับการควบคุมอาหาร เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ อะโพลิโพโปรตีนชนิดบี และคอเลสเตอรอลที่ไม่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงในระยะเริ่มแรก ซึ่งมียีนฮีเทอโรไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรมหรือไม่ก็ได้

-ใช้ร่วมกับยาฟีโนไฟเบรตเพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเรสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ อะโพลิโพโปรตีนชนิดบี และคอเลสเตอรอลที่ไม่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง ชนิดที่เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม

-ใช้รวมกับการควบคุมอาหาร เพื่อลดระดับสารไซโตสเตอรอล และสารแคมเปสเตอรอล ในผู้ป่วยที่มีภาวะไซโตสตีโรเลเมีย ที่มียีนโฮโมไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรม

-ใช้ร่วมกับยาอะทอร์วาสแตติน หรือยาซิมวาสแตติน เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม และคอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มียีนโฮโมไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรม ไม่สามารถใช้ยาร่วมกับการรักษาเพื่อลดไขมัน เช่น การกรองสารลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ

ขนาดยาทั่วไปสำหรับเด็ก ที่มีไขมันในเลือดสูงทางพันธุกรรมชนิดมียีนโฮโมไซกัส

อายุ 10 ปีหรือมากกว่า: รับประทานยา 10 มิลลิกรัม 1 ครั้งต่อวัน

การใช้ยา

-ใช้ยานี้เป็นยาเดี่ยว หรือใช้ร่วมกับยากลุ่มสแตติน ควบคู่กับการควบคุมอาหาร เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ อะโพลิโพโปรตีนชนิดบี และคอเลสเตอรอลที่ไม่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงในระยะเริ่มแรก ซึ่งมียีนโฮโมไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรมหรือไม่ก็ได้

-ใช้ร่วมกับยาฟีโนไฟเบรต เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ อะโพลิโพโปรตีนชนิดบี และคอเลสเตอรอลที่ไม่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงชนิดที่เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม

-ใช้รวมกับการควบคุมอาหาร เพื่อลดระดับสารไซโตสเตอรอล และสารแคมเปสเตอรอล ในผู้ป่วยที่มีภาวะไซโตสตีโรเลเมีย ที่มียีนโฮโมไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรม

-ใช้ร่วมกับยาอะทอร์วาสแตติน หรือยาซิมวาสแตติน เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม และคอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มียีนโฮโมไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรม ไม่สามารถใช้ยาร่วมกับการรักษาเพื่อลดไขมัน เช่น การกรองสารลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ

ขนาดยาทั่วไปสำหรับเด็กที่ป่วยเป็นโรคไซโตสตีโรเลเมีย

อายุ 10 ปีหรือมากกว่า: รับประทานยา 10 มิลลิกรัม 1 ครั้งต่อวัน

การใช้ยา

-ใช้ยานี้เป็นยาเดี่ยว หรือใช้ร่วมกับสารสแตติน ควบคู่กับการควบคุมอาหาร เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ อะโพลิโพโปรตีนชนิดบี และคอเลสเตอรอลที่ไม่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงในระยะเริ่มแรก ซึ่งมียีนฮีเทอโรไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรมหรือไม่ก็ได้

-ใช้ร่วมกับยาฟีโนไฟเบรต เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวม คอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ อะโพลิโพโปรตีนชนิดบี และคอเลสเตอรอลที่ไม่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงชนิดที่เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม

-ใช้รวมกับการควบคุมอาหาร เพื่อลดระดับสารไซโตสเตอรอล และสารแคมเปสเตอรอล ในผู้ป่วยที่มีภาวะไซโตสตีโรเลเมีย ที่มียีนโฮโมไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรม

-ใช้ร่วมกับยาอะทอร์วาสแตติน หรือยาซิมวาสแตติน เพื่อลดการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลรวมและคอเลสเตอรอลที่มีลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ในผู้ป่วยที่มียีนโฮโมไซกัสที่ได้รับทางพันธุกรรม ไม่สามารถใช้ยาร่วมกับการรักษาเพื่อลดไขมัน เช่น การกรองสารลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ

คำเตือน

ไม่ได้มีการระบุประสิทธิภาพและความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย ที่มีอายุน้อยกว่า 10 ปี หรือเด็กสาวที่ยังไม่มีประจำเดือน

รูปแบบยาอีเซทิไมบ์

ยาอีเซทิไมบ์มีรูปแบบดังต่อไปนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: กรกฎาคม 9, 2018 | Last Modified: กรกฎาคม 9, 2018

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน