เจนตาไมซิน (Gentamicin)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: เจนตาไมซิน (Gentamicin) Brand Name(s): เจนตาไมซิน (Gentamicin).

ข้อบ่งใช้

ยาเจนตาไมซินใช้สำหรับ

ยาเจนตาไมซิน (Gentamicin) ใช้เพื่อป้องกันและรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ ยาเจนตาไมซินนั้นอยู่ในกลุ่มยาปฏิชีวนะ ที่เรียกว่าอะมิโนไกลโคไซด์ (aminoglycoside) ทำงานโดยการยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย

วิธีการใช้ยาเจนตาไมซิน

ฉีดยาเจนตาไมซินเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือทุกๆ 8 ชั่วโมง ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ น้ำหนักตัว และการตอบสนองต่อการรักษา อาจต้องมีการทดสอบในห้องแล็บ เช่น การตรวจสมรรถภาพของไต หรือระดับของยาในเลือด เพื่อช่วยหาขนาดยาที่เหมาะสมกับสภาวะของคุณที่สุด

หากคุณใช้ยาเจนตาไมซินเองที่บ้าน ควรเรียนรู้วิธีการเตรียมยา และการใช้ยาที่ถูกต้องจากผู้ดูแลสุขภาพ ก่อนใช้ยาควรตรวจสอบยาดูว่า มีฝุ่นละออง หรือเปลี่ยนสีหรือไม่ หากมีไม่ควรใช้ยานั้น ควรเรียนรู้วิธีการเก็บรักษาและกำจัดยาอย่างปลอดภัย

ยาปฏิชีวนะนั้นจะทำงานได้ดีที่สุด เมื่อมีปริมาณของยาในร่างกายอยู่ในระดับที่คงที่ ดังนั้น จึงควรใช้ยาโดยเว้นระยะเวลาห่างที่เท่ากัน

ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องจนครบกำหนด แม้อาการจะหายไปหลังจากผ่านไปไม่กี่วัน การหยุดใช้ยาเร็วเกินไป อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียเติบโตต่อไป แล้วทำให้กลับมาติดเชื้อซ้ำ

แจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการของคุณไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง

การเก็บรักษายาเจนตาไมซิน

ยาเจนตาไมซินควรเก็บในอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาเจนตาไมซินบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาเจนตาไมซินลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาเจนตาไมซิน

ก่อนใช้ยาเจนตาไมซิน

  • แจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อ ยาอะมิคาซิน (amikacin) อย่างอะมิคิน (Amikin) ยาเจนตาไมซิน ยากานามัยซิน (kanamycin) อย่างกานเทรกซ์ (Kantrex) ยานีโอมัยซิน (neomycin) ยาเนทิลไมซิน (netilmicin) อย่างเนโทรไมซิน (Netromycin) ยาสเตรปโตมัยซิน (streptomycin) ยาโทบรามัยซิน (tobramycin) อย่างเนบซิน (Nebcin) หรือยาอื่นๆ
  • แจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาที่คุณกำลังใช้ ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์และยาที่หาซื้อเอง โดยเฉพาะ ยาชับปัสสาวะ (diuretics) หรือยาขับน้ำ (water pills) ยาซิสพลาติน (cisplatin) อย่างพลาทิทอล (Platinol) ยาแอมโฟเทอริซิน (amphotericin) อย่างแอมโพรเทค (Amphotec) หรือฟันกิโซน (Fungizone) ยาปฏิชีวนะอื่นๆ และวิตามิน
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณเป็นหรือเคยเป็นโรคไต อาการเวียนศีรษะ (vertigo) สูญเสียการได้ยิน มีเสียงอื้อในหู โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี (myasthenia gravis) หรือโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease)
  • แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณตั้งครรภ์ มีแผนจะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร หากคุณตั้งครรภ์ระหว่างใช้ยาเจนตาไมซิน ให้ติดต่อแพทย์ในทันที เพราะยาเจนตาไมซินอาจทำอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาเจนตาไมซินจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท D โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาเจนตาไมซิน

ผลข้างเคียงทั่วไปมีดังนี้ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องไส้ปั่นป่วน หรือเบื่ออาหาร อาการปวด ระคายเคืองหรือรอยแดงตรงบริเวณที่ฉีดยาอาจไม่ค่อยเกิดขึ้น ยานี้สามารถทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับตับและความเสียหายที่เส้นประสาทที่รุนแรง ส่งผลให้สูญเสียหายได้ยิน และมีปัญหากับการทรงตัวอย่างถาวร แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณสังเกตพบว่า มีเสียงอื้อหรือเสียงก้องในหู สูญเสียการได้ยิน วิงเวียน หรือปัสสาวะลดลงอย่างผิดปกติ

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาเจนตาไมซินอาจเกิดอันตรกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยา โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้กับยาดังต่อไปนี้ แพทย์อาจจะตัดสินใจไม่ใช้ยาในกลุ่มนี้เพื่อรักษาคุณ หรือเปลี่ยนยาบางตัวที่คุณกำลังใช้อยู่

  • แอมมิแฟมพริดีน (Amifampridine) อะทาลูเรน (Ataluren)

โดยปกติแล้วไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้กับยาดังต่อไปนี้ แต่อาจจำเป็นในบางกรณี หากคุณได้รับใบสั่งยาทั้งคู่ร่วมกัน แพทย์อาจจะต้องเปลี่ยนขนาดยา หรือความถี่ในการใช้ยา ตัวหนึ่งหรือทั้งคู่

  • อะคูโรเนียม (Alcuronium) อะทราคูเรียม (Atracurium) ไซโดโฟเวียร์ (Cidofovir) ไซซาทราคูเรียม (Cisatracurium) โคลิสไทเมเทต (Colistimethate) โซเดียม (Sodium) เดคาเมโทเนียม (Decamethonium) โดซาคูเรียม (Doxacurium) กรดเอธาครีนิก (Ethacrynic Acid) ฟาดาดิเนียม (Fazadinium) ฟูโรเซไมด์ (Furosemide) กาลลามีน (Gallamine) เฮซาฟลูโอเรเนียม (Hexafluorenium) ไลซีน (Lysine) ไมโทคูรีน (Metocurine) ไมวาคูเรียม (Mivacurium) แพนคูโรเนียม (Pancuronium) ไพป์คูโรเนียม (Pipecuronium) ราพาคูโรเนียม (Rapacuronium) โรคูโรเนียม (Rocuronium) ซัคไซนีลโคลีน (Succinylcholine) ทาโครลิมัส (Tacrolimus) ทูโบคูรารีน (Tubocurarine) แวนโคไมซิน (Vancomycin) เวคูโรเนียม (Vecuronium)

การใช้ยาดังต่อไปนี้ร่วมกัน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงบางอย่างได้ แต่การใช้ยาทั้งสองร่วมกันอาจเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ หากคุณได้รับใบสั่งยาทั้งคู่ร่วมกัน แพทย์อาจจะต้องเปลี่ยนขนาดยา หรือความถี่ในการใช้ยา ตัวหนึ่งหรือทั้งคู่

  • อินโดเมทาซิน (Indomethacin) เมทรอกซีฟลูราเน (Methoxyflurane) โพลีเจลีน (Polygeline)

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเจนตาไมซินอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาเจนตาไมซินอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ โดยเฉพาะ

  • โรคหอบหืด
  • เคยเป็นโรคภูมิแพ้ซัลไฟต์ (Sulfite allergy) ยานี้มีส่วนประกอบของโซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ (sodium metabisulfite) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคนี้ได้
  • ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ (Hypocalcemia)
  • ภาวะโพแทสในเลือดต่ำ (Hypokalemia)
  • ภาวะแทกนีเซียมในเลือดต่ำ (Hypomagnesemia) ควรได้รับการรักษาก่อนเริ่มใช้ยานี้ หากอาการนี้ไม่ได้รับการรักษา ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้
  • โรคไต ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ผลของยาอาจจะเพิ่มขึ้นเพราะกำจัดยาออกจากร่างกายได้ช้าลง
  • โรคไตขั้นรุนแรง
  • ปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ
  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia gravis)
  • ปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาท ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง อาจทำให้อาการแย่ลงได้

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเจนตาไมซินสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Bacteremia):

ขนาดยาเริ่มต้น 1.5 ถึง 2 มก./กก. ตามด้วย 1 ถึง 1.7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง หรือ 5-7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันเยื่อบุหัวใจอักเสบเพราะเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Endocarditis):

1.5 มก./กก. (สูงสุด 120 มก.) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดดำหนึ่งครั้งภายใน 30 นาทีก่อนเริ่มต้นการผ่าตัด

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Infection):

ขนาดยาเริ่มต้น 1.5 ถึง 2 มก./กก. ตามด้วย 1 ถึง 1.7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุก ๆ 8 ชั่วโมง หรือ 5-7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคบรูเซลโลสิส (Brucellosis):

ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก./กก. ตามด้วย 1.7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง หรือ 5 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาแผลไหม้ (Burns) – ภายนอก:

ขนาดยาเริ่มต้น 2 ถึง 2.5 มก./กก. ตามด้วย 1.7 ถึง 2 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดทุกๆ 8 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis):

5 ถึง 10 มก./กก./วัน แบ่งใช้ 2 ถึง 4 ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกอักเสบ (Endometritis):

ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก./กก. ตามด้วย 1.5 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะไข้จากระดับเม็ดเลือดขาวต่ำ (Febrile Neutropenia):

ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก./กก. ตามด้วย 1.7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อภายในช่องท้อง (Intraabdominal Infection):

ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก./กก. ตามด้วย 1.7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง หรือ 5 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุก ๆ 24 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Meningitis):

ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก./กก. ตามด้วย 1.7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคกระดูกอักเสบติดเชื้อ (Osteomyelitis):

ขนาดยาเริ่มต้น 1.5 ถึง 2 มก./กก. ตามด้วย 1 ถึง 1.7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง หรือ 5-7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflamatory Disease):

ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก./กก. ตามด้วย 1.5 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง หรือ 5 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis):

ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก./กก. ตามด้วย 1.7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง หรือ 5 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุก ๆ 24 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษากาฬโรค (Plague):

ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก./กก. ตามด้วย 1.7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง หรือ 5 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาปอดบวม (Pneumonia): ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก./กก. ตามด้วย 1.7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง หรือ 5 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคกรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis):

ขนาดยาเริ่มต้น 2 มก./กก. ตามด้วย 1.7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง หรือ 5 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาการติดเชื้อที่ผิวหนังหรือเนื้อเยื่ออ่อน (Skin or Soft Tissue Infection):

ขนาดยาเริ่มต้น 1.5 ถึง 2 มก./กก. ตามด้วย 1 ถึง 1.7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง หรือ 5-7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุก ๆ 24 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันระหว่างการผ่าตัด:

1.5 ถึง 2 มก./กก. (สุงสุด 120 มก.) ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อขณะที่ให้ยาระงับความรู้สึก

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคทูลาริเมีย (Tularemia):

ขนาดยาเริ่มต้น 1.5 ถึง 2 มก./กก. ตามด้วย 1 ถึง 1.7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 8 ชั่วโมง หรือ 5-7 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุกๆ 24 ชั่วโมง

ขนาดยาเจนตาไมซินสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Infection)

  • อายุ 0 ถึง 4 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่า 1200 กรัม: 2.5 มก./กก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 18 ถึง 24 ชั่วโมง
  • อายุ 0 ถึง 1 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิด มากกว่าหรือเท่ากับ 1200 กรัม: 2.5 มก./กก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 12 ชั่วโมง
  • อายุ 1 ถึง 4 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิด 1200 ถึง 2000 กรัม: 2.5 มก./กก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือกลอดเลือดดำทุกๆ 8 ถึง 12 ชั่วโมง
  • อายุ 1 ถึง 4 สัปดาห์ น้ำหนักแรกเกิดมากกว่าหรือเท่ากับ 2000 กรัม: 2.5 มก./กก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 8 ชั่วโมง
  • อายุมากกว่า 1 เดือน: 1 ถึง 2.5 มก./กก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำทุกๆ 8 ชั่วโมง

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาป้องกันเยื่อบุหัวใจอักเสบเพราะเชื้อแบคทีเรีย:

1.5 มก./กก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำหนึ่งครั้ง ภายใน 30 นาทีก่อนเริ่มการผ่าตัด

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อป้องกันขณะการผ่าตัด:

2 มก./กก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหนึ่งครั้งขณะให้ยาระงับความเจ็บปวด

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

ยาแบบฉีดเจนตาไมซินซัลเฟต (Gentamicin Sulfate) ในโซเดียมคลอไรด์ (Sodium Chloride) 0.9% ในยาเวียเฟล็กซ์ (VIAFLEX) และบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีขนาดและความเข้มข้นดังต่อไปนี้

ยาเจนตาไมซิน 60 มก/50 มล. ยาเจนตาไมซิน 80 มก/50 มล.

100 หน่วยมล. ยาเจนตาไมซิน 100 มก./50 มล.

100 หน่วยมล. ยาเจนตาไมซิน 120 มก./100 มล.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: ตุลาคม 14, 2018 | Last Modified: ตุลาคม 14, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย