เพรดนิโซโลน (Prednisolone)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: เพรดนิโซโลน (Prednisolone) Brand Name(s): เพรดนิโซโลน (Prednisolone).

ข้อบ่งใช้

ยาเพรดนิโซโลนใช้สำหรับ

ยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone) เป็นสารสังเคราะห์ของสารตามธรรมชาติอย่างฮอร์โมนคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroid hormone) ที่ผลิตในต่อมหมวกไต ยานี้ใช้เพื่อสภาวะ เช่น ข้ออักเสบ ปัญหาเกี่ยวกับเลือด ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง สภาวะของผิวและดวงตา ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ โรคมะเร็ง โรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรง ยานี้จะลดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ เพื่อลดอาการ เช่น อาการปวด บวม และอาการแพ้

วิธีการใช้ยาเพรดนิโซโลน

รับประทานยานี้พร้อมกับอาหารหรือนม เพื่อป้องกันอาการท้องไส้ปั่นป่วน ตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ตวงยาอย่างระมัดระวังด้วยเครื่องมือตวงยาพิเศษหรือช้อนตวงยา อย่าใช้ช้อนธรรมดา เพราะอาจได้ขนาดยาที่ไม่ถูกต้อง

ยาน้ำเพรดนิโซโลนนั้นมีหลายยี่ห้อ หลายขนาด และหลายรูปแบบ ควรอ่านแนวทางการใช้ยาสำหรับยาแต่ละชนิดอย่างละเอียด เพราะปริมาณของยาเพรดนิโซโลนอาจจะแตกต่างกัน ตามแต่ผลิตภัณฑ์ อ่านเพิ่มเติมในส่วนของข้อควรระวังและการเก็บรักษา

ควรทำตามตารางการใช้ยาอย่างเคร่งครัด ขนาดยาและระยะเวลาในการรักษานั้น ขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา แพทย์อาจสั่งให้คุณรับประทานยาเพรดนิโซโลนวันละ 1 ถึง 4 ครั้งหรือรับประทานหนึ่งครั้งวันเว้นวัน อาจทำเครื่องหมายไว้บนปฏิทินเพื่อช่วยเตือนความจำได้

อย่าหยุดใช้ยานี้โดยไม่ปรึกษากับแพทย์ สภาวะบางอย่างอาจแย่ลง หากคุณหยุดใช้ยากะทันหัน แพทย์อาจจะค่อยๆ ลดขนาดยาลง

หากคุณใช้ยาเพรดนิโซโลนเป็นประจำในระยะเวลานาน หรือใช้ยาในขนาดยาที่สูง คุณอาจจะมีอาการถอนยา หากหยุดใช้ยากะทันหัน เพื่อป้องกันอาการถอนยา (เช่น อ่อนแรง น้ำหนักลด คลื่นไส้ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว เหนื่อยล้า วิงเวียน) แพทย์อาจค่อยๆ ลดขนาดยาลง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และแจ้งให้ทราบ หากมีอาการถอนยาเกิดขึ้น

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่หายไป หรือรุนแรงขึ้น

การเก็บรักษายาเพรดนิโซโลน

ยาเพรดนิโซโลนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาเพรดนิโซโลนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาเพรดนิโซโลนลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาเพรดนิโซโลน

ก่อนใช้ยาเพรดนิโซโลน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยานี้ หรือยาเพรดนิโซน (prednisone) หรือหากคุณมีโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจจะมีสารไม่ออกฤทธิ์ ที่ส่งผลให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่นๆ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ก่อนใช้ยานี้แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะ: โรคดวงตา เช่นโรคต้อกระจก หรือต้อหิน ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ เช่น หัวใจล้มเหลว หรืออาการหัวใจขาดเลือดฉับพลันที่พึ่งเกิดขึ้น ความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคไต ปัญหาเกี่ยวกับไทรอยด์ โรคเบาหวาน ปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารหรือลำไส้ เช่น โรคถุงผนังลำไส้อักเสบ หรือเป็นแผล โรคกระดูกพรุน การติดเชื้อที่กำลังมีอาการอยู่หรือเคยมีอาการ เช่น วัณโรค ผลการตรวจวัณโรคเป็นบวก เชื้อเริม หรือเชื้อรา ปัญหาเกี่ยวกับเลือดออก ลิ่มเลือด สภาวะทางจิตใตหรืออารมณ์บางอย่าง เช่น โรคจิตเภท วิตกกังวล หรือโรคซึมเศร้า ระดับเกลือในเลือดต่ำ (เช่น โพแทสเซียมหรือแคลเซียมต่ำ) อาการชัก

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้อาการวิงเวียนรุนแรงขึ้นได้ อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย จำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร การดื่มสุราเป็นประจำระหว่างที่ใช้ยานี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร ควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบ เกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ)

ยานี้อาจมีแอลกอฮอล์ น้ำตาล และ/หรือแอสปาร์แตม (aspartame) ควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง หากคุณเป็นโรคเบาหวาน ภาวะติดแอลกอฮอล์ (alcohol dependence) โรคตับ โรคฟีนิลคีโตนูเรีย (phenylketonuria) หรือสภาวะอื่นๆ ที่จำเป็นต้องจำกัด หรือหลีกเลี่ยงสารเหล่านี้ในอาหารของคุณ สอบถามแพทย์หรือเภสัชกร ถึงวิธีการใช้ยานี้อย่างปลอดภัย

การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานาน สามารถทำให้ร่างกายของคุณตอบสนองต่อความตึงเครียดทางกายภาพได้ยากขึ้น ดังนั้น ก่อนการผ่าตัดหรือรับการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน หรือหากคุณมีอาการป่วยหรือบาดเจ็บที่รุนแรง แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่าคุณกำลังใช้ยานี้หรือเคยใช้ยาเหล่านี้ภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา แจ้งให้แพทย์ทราบทันทีหากคุณมีอาการเหนื่อยล้าหรือน้ำหนักลดอย่างรุนแรงหรือผิดปกติ หากคุณต้องใช้ยานี้เป็นเวลานานควรพกบัตรแจ้งหรือหรือกำไรข้อมูลทางการแพทย์ที่บอกว่าคุณกำลังใช้ยานี้

ยานี้อาจปกปิดสัญญาณของการติดเชื้อและอาจทำให้คุณมีโอกาสติดเชื้อได้มากขึ้นหรือทำให้อาการติดเชื้อที่มีอยู่นั้นรุนแรงขึ้น ดังนั้นจึงควรล้างมือให้ละอาดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการติดต่อผู้มีอาการติดเชื้อที่สามารถแพร่สู่ผู้อื่นได้ (เช่นโรคอีสุกอีใสหรือไข้หวัดใหญ่) ปรึกษาแพทย์หากคุณมีการเปิดรับเชื้อเมื่อเร็วๆ นี้ หรือหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

ยาเพรดนิโซโลนอาจทำให้วัคซีนทำงานได้ไม่ดีนัก ดังนั้น จึงไม่ควรสร้างภูมิคุ้มกันหรือรับวัคซีนโดยไม่ปรึกษากับแพทย์ หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่เพิ่งรับวัคซีนเชื้อเป็น (เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่รับโดยการสูดดม)

ยานี้อาจชะลอการเจิรญเติบโตของเด็กหากใช้เป็นเวลานาน โปรดแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ควรไปหาแพทย์เป็นประจำเพื่อทำการตรวจสอบส่วนสูงและความเจริญเติบโตของลูกคุณ

ผู้สูงอายุอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร

ในช่วงขณะตั้งครรภ์ ควรใช้ยาเพรดนิโซโลนเมื่อจำเป็นเท่านั้น ในกรณีหายาก ยานี้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ โปรดปรึกษาแพทย์ถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยา ทารกที่เกิดจากแม่ที่ใช้ยานี้เป็นเวลานาน อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณสังเกตเห็นอาการของทารก เช่น คลื่นไส้อาเจียนบ่อยๆ ท้องร่วงอย่างรุนแรง หรืออาการอ่อนแรง

ยานี้สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้ แต่ไม่ค่อยที่จะเป็นอันตรายต่อเด็กทารก โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาเพรดนิโซโลนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาเพรดนิโซโลน

อาจเกิดอาการคลื่นไส้ แสบร้อนกลางอก ปวดหัว วิงเวียน รอบการมีประจำเดือนเปลี่ยน นอนไม่หลับ เหงื่อออกมากขึ้น หรือเป็นสิว หากผลข้างเคียงใดๆ เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน หรือมีอาการแย่ลง ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบโดยทันที

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

เนื่องจากยานี้ทำงานโดยการทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแรงลง ทำให้อาจลดความสามารถในการต่อสู้กับการติดเชื้อได้ และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) หรือทำให้อาการติดเชื้อที่คุณเป็นอยู่นั้นรุนแรงขึ้น แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีสัญญาณของการติดเชื้อ (เช่น อาการไอ เจ็บคอ เป็นไข้ หนาวสั่น) การใช้ยานี้เป็นเวลานาน หรือใช้เป็นรอบซ้ำๆ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อราในช่องปาก หรือการติดเชื้อยีสต์ ติดต่อแพทย์ หากคุณสังเกตเห็นรอยสีขาวภายในปาก หรือมีความเปลี่ยนแปลงของสารคัดหลั่งจากช่องคลอด

ในกรณีหายาก ยานี้อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณเพิ่มสูงขึ้น แล้วทำให้เกิดโรคเบาหวาน หรือทำให้โรคเบาหวานรุนแรงขึ้น แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณสังเกตเห็นอาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูง เช่น กระหายน้ำมากขึ้นหรือปัสสาวะมากขึ้น หากคุณเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว ควรทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำตามที่กำหนด และแจ้งผลให้แพทย์ทราบ แพทย์อาจจำเป็นต้องปรับขนาดยาสำหรับโรคเบาหวาน โปรแกรมการออกกำลังกาย และอาหารที่รับประทาน

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ คือ เหนื่อยล้าผิดปกติ มีอาการบวมที่ข้อเท้าหรือเท้า น้ำหนักเพิ่มขึ้นผิดปกติ มีปัญหากับการมองเห็น มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย หน้าบวม มีขนขึ้นผิดปกติ มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ (เช่น ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน ร้อนรน) กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือปวดกล้ามเนื้อ ผิวบางลง แผลหายได้ช้า ปวดกระดูก

ในกรณีหายาก ยานี้อาจทำให้เกิดอาการเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ที่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) ติดต่อแพทย์ในทันที หากคุณสังเกตเห็นผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ คือ อุจจาระสีดำหรือมีเลือด อาเจียนคล้ายกากกาแฟ ปวดท้องบ่อยๆ

รับการรักษาพยาบาลในทันที หากคุณเกิดผลข้างเคียงที่หายากแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ คือ ปวดหน้าอก มีอาการชัก

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้คือ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ อัลเดสลูคิน (aldesleukin) ยาอื่นที่สามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแรงลงได้ เช่น อะซาไธโอพรีน (azathioprine) ไซโคลสปอริน (cyclosporine) หรือเคมีบำบัดสำหรับโรคมะเร็ง (cancer chemotherapy) มิฟีพริสโตน (Mifepristone) ยาที่สามารถทำให้เกิดอาการเลือดออกหรือรอยช้ำ รวมถึงยาต้านเกล็ดเลือด (antiplatelet drugs) อย่างโคลพิโดเกรล (clopidogrel) ยาเจือจางเลือด เช่น ดาบิกาแทรน (dabigatran) และวาฟาริน (warfarin) ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น แอสไพริน เซเลโคซิบ (celecoxib) หรือไอบูโพรเฟน (ibuprofen)

ยาอื่นสามารถส่งผลกระทบต่อการกำจัดยาเพรดนิโซโลนออกจากร่างกาย และส่งผลกระทบต่อการทำงานของยาเพรดนิโซโลนได้ ยกตัวอย่างเช่น เอสโตรเจน (Estrogen) ยาต้านไวรัสกลุ่มเอโซล (azole antifungals) เช่นไอทราโคนาโซล (itraconazole) ยาไรฟามัยซิน (rifamycins) อย่างไรฟาบูทิน (rifabutin) สมุนไพรเซนต์จอห์น (St. John’s wort) ยารักษาอาการชัก เช่น เฟนิโทอิน (phenytoin) และอื่นๆ

หากแพทย์สั่งให้คุณรับประทานยาแอสไพรินในขนาดต่ำ เพื่อป้องกันอาการหัวใจขาดเลือดฉับพลัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง (ขนาดยาปกติคือ 81-325 มก. ต่อวัน) คุณควรใช้ยาอย่างต่อเนื่อง นอกเสียจากแพทย์จะสั่งอย่างอื่น สอบถามแพทย์หรือเภสชักรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อผลการตรวจในห้องทดลองบางอย่าง (เช่นการทดสอบผิวหนัง) ควรแจ้งให้บุคลากรในห้องทดลองและแพทย์ทั้งหมดทราบว่าคุณกำลังใช้ยานี้

ยาเพรดนิโซโลนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่าคุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาเพรดนิโซโลนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาเพรดนิโซโลนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาเพรดนิโซโลนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple Sclerosis)

ขนาดยาเริ่มต้น: 200 มก. รับประทานวันละครั้งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ แล้วตามด้วย 80 มก. รับประทานวันเว้นวันเป็นเวลา 1 เดือน

คำแนะนำ

  • คอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • การทดลองทางการแพทย์ที่มีการควบคุมนั้นได้แสดงให้เห็นว่ายาคอร์ติโคสเตียรอยด์นั้นมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความเร็วต่อการยับยั้งโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งที่กำเริบอย่างฉับพลัน แม้ว่าจะยังไม่สแดงให้เห็นถึงการส่งผลกระทบต่ออุบัติการตามธรรมชาติของโรค

การใช้งาน

  • เพื่อรักษาโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งที่กำเริบอย่างฉับพลัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการแพ้

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้น จะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุด เมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอยาง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseases) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่นการรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคปอดบวมจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้น จะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุด เมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่นการรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเบอร์ไซติส (Bursitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้น จะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุด เมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการกำเริบของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่นการรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้กลูเตน (Dermatitis Herpetiformis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่นการรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะแคลเซียมในเลือดสูงจากเนื้อร้าย (Hypercalcemia of Malignancy)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่นการรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะเลือดออกง่ายจากเกล็ดเลือดต่ำชนิดไม่ทราบสาเหตุ (ภูมิคุ้มกัน) (Idiopathic (Immune) Thrombocytopenic Purpura)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่นการรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษากลุ่มอาการโลฟเฟลอร์ (Loeffler’s Syndrome)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อย โดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้น จะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวัน สำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่ เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิด ที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคกล้ามเนื้ออักเสบ (Polymyositis) / โรคกล้ามเนื้อและผิวหนังอักเสบ (Dermatomyositis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้น จะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุด เมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวัน สำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่ เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกัน เมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (rheumatoid arthritis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคซาร์คอยโดซิส (Sarcoidosis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคต่อมไขมันอักเสบ (Seborrheic Dermatitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผล (Ulcerative Colitis) – มีอาการ

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะเนื้อเยื่อชั้นกลางในลูกตาอักเสบ (Uveitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะม่านตาอักเสบ (Iritis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคประสาทตาอักเสบ (Optic Neuritis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคข้ออักเสบแบบเกาต์ (Gouty Arthritis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อต้านการอักเสบ

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อกดภูมิคุ้มกัน

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเนื้องอก (Neoplastic Diseases)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคหัวใจรูมาติก (Rheumatic Heart Disease)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะขาดฮอร์โมนต่อมหมวกไต (Adrenocortical Insufficiency)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาแผลที่กระจกตา (Corneal Ulcers)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษากระจกตาอักเสบ (Keratitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเพมฟิกัส (Pemphigus)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคมัยโคซีส ฟังกอยดีส (Mycosis Fungoides)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคสะเก็ดเงินชนิดข้ออักเสบ (Psoriatic arthritis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคปวดกล้ามเนื้อและเอ็นด้านนอกข้อศอกอักเสบ(Epicondylitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคอิริโดไซไคลติส (Iridocyclitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเยื่อโครอยด์อักเสบ (Chorioretinitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเยื่อโครอยด์อักเสบ (Choroiditis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเบอรีลลิโอซีส (Berylliosis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะเยื่อบุข้ออักเสบ (Synovitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะเกล็ดเลือดสูง (Thrombocythemia)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษากลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน (Stevens-Johnson Syndrome)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการเซรั่มซิกเนส (Serum Sickness)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการผื่นแดงอักเสบ (Erythema Multiforme)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 5 ถึง 60 มก. ต่อวัน อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเนโฟรติก ซินโดรม (Nephrotic Syndrome)

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 1 มก./กก. (มากถึง 80 มก./วัน) รับประทานวันละครั้ง หรือ 2 มก./กก. (มากถึง 120 มก.) รับประทานวันเว้นวัน
  • ระยะเวลาในการรักษา: 4 ถึง 16 สัปดาห์

คำแนะนำ

  • เมื่ออาการบรรเทา ให้ค่อยๆ ลดขนาดยาลงมา (นานถึง 6 เดือน)
  • สำหรับอาการกำเริบที่ไม่บ่อย อาจใช้ขนาดยาเริ่มต้นและระยะเวลาในการรักษาตามด้านบน

การใช้งาน

  • แนะนำสำหรับใช้ในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเนโฟรติก ซินโดรมที่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยโดยสมาคมโรคไตทั่วโลก (Kidney Disease: Improving Global Outcome) กลุ่มการทำงานไตอักเสบ (glomerulonephritis work group)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคหอบหืด – ฉับพลัน

  • การรักษาอาการกำเริบในระยะสั้น: 40 ถึง 80 มก. รับประทานวันละครั้งหรือแบ่งรับประทานสองครั้งจนอัตราการไหลของอากาศหายใจออกที่สูงที่สุด (peak expiratory flow) ถึง 70% ของค่าที่คาดการณ์ไว้หรือผลที่ดีที่สุดส่วนบุคคล
  • การรักษาอาการกำเริบในสำหรับผู้ป่วยนอก: 40 ถึง 60 มก. รับประทานวันละครั้งหรือแบ่งรับประทานสองครั้งเป็นเวลาทั้งหมด 5 ถึง 10 วัน

คำแนะนำ

  • แนวทางจากสถาบันหัวใจปอดและเลือดแห่งชาติ (NHLBI) สำหรับการจัดการโรคหอบหืดแนะนำให้รับประทานคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกายเพื่อควบคุมอาการในทันทีเมื่อเริ่มต้นการรักษาในระยะยาว
  • การรักษาอาการกำเริบควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าอาการจะหายไปและอัตราการไหลของอากาศหายใจออกที่สูงที่สุดคืออย่างน้อย 70% ของค่าที่คาดการณ์ไว้หรือผลที่ดีที่สุดส่วนบุคคล มักใช้เวลา 3 ถึง 10 วันหรือมากกว่านี้
  • ควรรับประทานคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกายเป็นเวลานานต่อเมื่อเป็นกรณีที่รุนแรงและควบคุมได้ยากที่สุดเนื่องจากความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง

การใช้งาน

  • แนะนำสำหรับการรักษาโรคหอบหืดฉับพลันโดยสถาบันหัวใจปอดและเลือดแห่งชาติ

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษา – ประคับประคอง

  • 7.5 ถึง 60 มก. รับประทานวันละครั้งหรือวันเว้นวัน

คำแนะนำ

  • ปรับขนาดยาให้ต่ำที่สุดเท่าที่จำเป็นเพื่อการควบคุม
  • ควรจำกัดการรับประทานคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกายเป็นเวลานานต่อเมื่อเป็นกรณีที่รุนแรงและควบคุมได้ยากที่สุดเนื่องจากความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง
  • ให้ยาหนึ่งครั้งในตอนเช้า หรือวันเว้นวันในตอนเช้า การรักษาแบบวันเว้นวันนั้นจะมีผลการกดต่อมหมวกไตได้น้อยกว่า

การใช้งาน

  • แนะนำสำหรับการรักษาโรคหอบหืดแบบรุนแรงในระยะยาวโดยสถาบันหัวใจปอดและเลือดแห่งชาติ

การปรับขนาดยาสำหรับไต

  • ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

  • ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ผู้ป่วยโรคตับแข็งอาจมีผลของยาคอร์ติโคสเตียรอยด์มากขึ้น เนื่องจากการเผาผลาญที่ลดลง

การปรับขนาดยา

  • ผู้สูงอายุ: การเลือกขนาดยาควรทำด้วยความระมัดระวัง โดยปกติแล้วจะเริ่มใช้ยาที่ขนาดต่ำที่สุด

การหยุดใช้ยา

  • ควรหลีกเลี่ยงการหยุดใช้ยาอย่างกะทันหันหลังจากใช้ยาเป็นเวลานาน
  • ภาวะขาดฮอร์โมนต่อมหมวกไตเนื่องจากยาอาจอยู่นานถึง 12 เดือนหลังจากหยุดใช้ยา

คำแนะนำ

  • แนะนำให้ค่อยๆ ลดขนาดยาเมื่อขนาดยาเกินจากขนาดรับประทานเพื่อผลทางสรีวิทยา (physiologic doses) (รับประทานหรือเทียบเท่า 7.5 มก.) นั้นให้นานเกินกว่า 3 สัปดาห์
  • ในสถานการณ์ที่เกิดความเครียดอาจจำเป็นต้องเริ่มใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์ใหม่อีกครั้งหรือเพิ่มขนาดยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เพื่อชดเชยภาวะขาดฮอร์โมนต่อมหมวกไตเนื่องจากยา

การรักษาแบบวันเว้นวัน

  • อาจใช้การรักษาแบบวันเว้นวันเพื่อการรักษาด้วยการรัประทานยากลูโคคอร์ติคอยด์ (Glucocorticoid) ในระยะยาวเพื่อช่วยลดผลการการกดต่อมหมวกไตและผลข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกับยากลูโคคอร์ติคอยด์
  • ในกรณีที่เกิดอาการปะทุแบบฉับพลัน อาจต้องกลับมาใช้ยาในขนาดกดอาการอย่างเต็มที่ทุกวัน เมื่ออยู่ตัวแล้วให้กลับไปเริ่มต้นการรักษาแบบวันเว้นวัน
  • อาจจำเป็นต้องปรับขนาดยารักษาโรคเบาหวานขณะที่กำลังใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์
  • อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสถานะของไทรอยด์ในการปรับขนาดยาคอร์ติโคสเตียรอยด์

การสร้างภูมิคุ้มกัน

  • ผู้ป่วยที่กำลังใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์กดภูมิคุ้มกันไม่ควรรับวัคซีนเชื้อเป็น หรือเขื้อเป็นที่ทำให้อ่อนกำลัง(live attenuated vaccine)
  • ผู้ป่วยที่กำลังใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์กดภูมิคุ้มกันอาจรับวัคซีนเชื้อตาย (killed or inactivated vaccines) แต่การตอบสนองต่อวัคซีนเหล่านี้อาจยากต่อการคาดเดา ควรหยุดการรับวัคซีนหรือวัคซีนประเภทท็อกซอยด์ (toxoid) เป็นประจำจนกว่าจะหยุดใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์หากเป็นไปได้
  • อาจทำการสร้างภูมิคุ้มกันได้ในผู้ป่วยที่ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นการทดแทนบำบัด เช่นสำหรับโรคแอดดิสัน (Addison’s disease)

การออกฤทธิ์ของยาคอร์ติโคสเตียรอยด์แบบรับประทาน

  • ยาเพรดนิโซโลน 5 มก. นั้นเทียบเท่ากับ: ยาเบต้าเมทาโซน (Betamethasone) 0.75 มก. ยาคอร์ติโซน (Cortisone) 25 มก. ยาเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) 0.75 มก. ยาไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) 20 มก. ยาเมทิลเพรดนิโซโลน (Methylprednisolone) 4 มก. ยาเพรดนิโซน (Prednisone) 5 มก. ยาไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone) 4 มก.

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้

  • รับประทานยานี้ แนะนำการรับประทานพร้อมกับอาหารหรือนม

ยาเม็ดแบบแตกตัวสำหรับรับประทาน (ODT)

  • ยาเม็ดไม่ควรแตกหัก ควรใช้ยานี้หากไม่สามารถรับยานี้ในรูปแบบอื่น
  • แกะยาออกยากบรรจุภัณฑ์ก่อนใช้ยาเท่านั้น
  • วางยาเม็ดแบบแตกตัวสำหรับรับประทานไว้บนลิ้นในส่วนที่สามารถกลืนยาลงไปได้ทั้งเม็ดหรือปล่อยให้ยาละลายในปาก โดยรับประทานน้ำหรือไม่ก็ได้

สารละลายสำหรับรับประทานและยาน้ำเชื่อม

  • ใช้เครื่องตวงยาที่แสดงเครื่องหมายการวัดและเหมาะสมเพื่อการตวงยาอย่างเหมาะสม

การเก็บรักษา

  • เก็บให้พ้นจากแสงและความชื้น
  • ยาเม็ดแบบแตกตัวสำหรับรับประทาน: แกะยาออกจากบรรจุภัณฑ์ก่อนใช้ยาเท่านั้น ลอกบรรจุภัณฑ์ออกเพื่อเปิด ยาเม็ดจะมีความเปราะและไม่เหมาะกับการตัด แบ่ง หรือหัก
  • ยาน้ำเชื่อม: ไม่ควรแช่ตู้เย็น
  • สารละลายสำหรับรับประทาน: เก็บไว้ที่ 39 องศาฟาเรนไฮน์ ถึง 77 องศาฟาเรนไฮน์ (4 องศาเซียลเซียส ถึง 25 องศาเซียลเซียส)

ทั่วไป

  • ควรมีการศึกษาแนวทางการใช้ยาในปัจจุบันเพื่อให้ได้ข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับช่วงขนาดยา
  • ยาไฮโดรคอร์ติโซน หรือยาคอร์ติโซลนั้นเป็นทางเลือกหรือรองในตอนแรกของการรักษาภาวะขาดต่อมหมวกไต แต่อาจใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างเชื่อมกับฮอร์โมนมินเนอราโลคอร์ติคอยด์ (mineralocorticoid) หากเหมาะสม
  • คงรักษาหรือปรับขนาดยาเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ ควรหยุดใช้นี้หากการตอบสนองไม่เพียงพอหลังจากใช้ยาไประยะเวลาหนึ่งและควรพิจารณาทางเลือกในการรักษาอื่น
  • จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเมื่ออาจต้องปรับขนาดยาเพื่อเปลี่ยนสถานะทางการแพทย์ (เช่นบรรเทาอาการหรืออาการกำเริบ) ในการตอบสนองต่อสถานการณ์ตึงเครียดที่ไม่เกี่ยวข้องกับโรคที่กำลังรักษา ความเป็นพิษ และการตอบสนองส่วนบุคคลโดยตรง

การเฝ้าระวัง

  • เฝ้าระวังความเร็วในการเจริญเติบโตของผู้ป่วยเด็ก
  • เฝ้าระวังความดันภายในดวงตาหากดำเนินการรักาานานกว่า 6 สัปดาห์ ควรมีการตรวจดวงตาเป็นประจำ
  • ควรมีการทดสอบในห้องทดลองเป็นประจำ (รวมถึงระดับน้ำตาลในเลือดภายหลังรับประทานอาหารสองชั่วโมง และระดับเซรั่มของโพแทสเซียม) ความดันโลหิต น้ำหนักตัว ความหนาแน่นมวลกระดูก และการเอ็กซเรย์หน้าอก เป็นประจำสำหรับผู้ป่วยที่รักษาในระยะเวลานาน
  • ควรมีการเอ็กซเรย์ระบบทางเดินทาหารส่วนบนสำหรับผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer)
  • ควรมีการเฝ้าระวังการกดแกนไฮโปทาลามัส พิทูอิทารี อะดรีนัล (hypothalamic-pituitary-adrenal axis) กลุ่มอาการคุชชิ่ง (Cushing’s syndrome) และภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) เมื่อใช้ยาในเวลานาน
  • ควรมีการเฝ้าระวังการทำงานของตับในผู้ป่วยสูงอายุ

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย 

  • ผู้ป่วยควรเข้าใจว่ายานี้คือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์และไม่ควรหยุดใช้ยากะทันหัน
  • ผู้ป่วยควรเข้าใจว่าในช่วงของความตึงเครียด เช่นการผ่าตัดหรือการติดเชื้อ อาจจำเป็นต้องเพิ่มการเสริม ควรปรึกษากับแพทย์ว่าจำเป็นต้องพกบัตรประจำตัวผู้ป่วยว่ากำลังใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์หรือไม่
  • ผู้ป่วยที่ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์กดภูมิคุ้มกันควรเข้าในถึงความเสี่ยงที่มากกว่าในการติดเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการเปิดรับเชื้ออีสุกอีใสหรือโรคหัด และหากเปิดรับเชื้อแล้วควรติดต่อแพทย์ในทันที
  • ผู้ป่วยความปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มต้นใช้ยาใหม่ รวมถึงอาหารเสริมสมุนไพรและยาที่หาซื้อเอง หรือก่อนรับวัคซีนใดๆ
  • ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับอาการที่ไม่พึงประสงค์ รวมถึงอาการคั่งน้ำ (fluid retention) ความเปลี่ยนแปลงในความทนต่อน้ำตาลกลูโคส ระดับความดันโลหิตสูง ความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ ความอยากอาหารที่เพิ่มขึ้น และน้ำหนักขึ้น

ขนาดยาเพรดนิโซโลนสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการแพ้

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคปอดบวมจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคเบอร์ไซติส (Bursitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้กลูเตน (Dermatitis Herpetiformis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะแคลเซียมในเลือดสูงจากเนื้อร้าย (Hypercalcemia of Malignancy)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษากลุ่มอาการโลฟเฟลอร์ (Loeffler’s Syndrome)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคกล้ามเนื้ออักเสบ (Polymyositis) / โรคกล้ามเนื้อและผิวหนังอักเสบ (Dermatomyositis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคซาร์คอยโดซิส (Sarcoidosis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคต่อมไขมันอักเสบ (Seborrheic Dermatitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผล (Ulcerative Colitis) – มีอาการ

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะการอักเสบของเนื้อเยื่อชั้นกลางภายในลูกตา (Uveitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะม่านตาอักเสบ (Iritis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคประสาทตาอักเสบ (Optic Neuritis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อการกดภูมิคุ้มกัน

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคเนื้องอก (Neoplastic Diseases)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะขาดฮอร์โมนต่อมหมวกไต (Adrenocortical Insufficiency)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาแผลที่กระจกตา (Corneal Ulcers)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษากระจกตาอักเสบ (Keratitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคเพมฟิกัส (Pemphigus)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคมัยโคซีส ฟังกอยดีส (Mycosis Fungoides)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์ในเด็ก (Juvenile Rheumatoid Arthritis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคสะเก็ดเงินชนิดข้ออักเสบ (Psoriatic arthritis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเอ็นด้านนอกศอกอักเสบ (Epicondylitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคไอไรโดไซไคลติส (Iridocyclitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคเยื่อโครอยด์อักเสบ (Choroiditis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะเยื่อบุข้ออักเสบ (Synovitis)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะเกล็ดเลือดสูง (Thrombocythemia)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษากลุ่มอาการสตีเวนส์จอห์นสัน (Stevens-Johnson Syndrome)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการเซรั่มซิกเนส (Serum Sickness)

ขนาดยาควรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคลโดยขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองของผู้ป่วยโดยไม่ค่อยเน้นในการยึดมั่นในอายุหรือน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด

  • ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 0.14 ถึง 2 มก./กก./วัน หรือ 4 ถึง 60 มก./ตารางเมตร/วัน หรือ 5 ถึง 60 มก. อาจรับประทานหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน 2 ถึง 4 ครั้งต่อวัน
  • ขนาดยาปกติ: ปรับขนาดยาหรือรักษาระดับของยาในขนาดเริ่มต้นจนกว่าจะได้รับการตอบสนองที่เพียงพอ แล้วค่อยๆ ลดขนาดยาในปริมาณเล็กน้อยโดยเว้นช่วงอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ขนาดยาต่ำที่สุดที่สามารถรักษาระดับของการตอบสนองที่เพียงพอได้

คำแนะนำ 

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์จากภายนอกนั้นจะกดการทำงานของต่อมหมวกไตน้อยที่สุดเมื่อให้ยาในช่วงเวลาที่มีการทำงานสูงสุด ควรพิจารณาเวลาในการทำงานของต่อมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) สูงสุด (ตี 2 ถึง 8 โมงเช้า เมื่อจะให้ยา)
  • อาจใช้วิธีการให้ยาแบบวันเว้นวันสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องกลับมาใช้ขนาดยากดอาการอย่างเต็มที่เมื่อมีการปะทุของอาการอย่างกะทันหัน

การใช้งาน

  • สำหรับการต้านการอักเสบหรือกดภูมิคุ้มกันเมื่อเหมาะสมที่จะใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอย เช่น การรักษาอาการแพ้บางอย่าง โรคระบบประสาท โรคเนื้องอก หรือสภาวะของไต โรคระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine disorders) โรครูมาติก (rheumatologic disorders หรือโรคเลือด (hematologic disorders) โรคคอลลาเจน (collagen diseases) โรคผิวหนัง (dermatologic diseases) โรคทางตา (ophthalmic diseases) โรคทางเดินหายใจ (respiratory diseasesor) หรือโรคทางเดินอาหาร (gastrointestinal diseases) โรคหรือสภาวะติดเชื้อบางชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคหอบหืด – ฉับพลัน

อายุ: น้อยกว่า 12 ปี:

  • การรักษาอาการกำเริบในระยะสั้น: 1 ถึง 2 มก./กก. แบ่งรับประทาน 2 ครั้งจนกว่าอัตราการไหลของอากาศหายใจออกที่สูงที่สุดถึง 70% ของค่าที่คาดการณ์ไว้หรือผลที่ดีที่สุดส่วนบุคคล
  • ขนาดยา 1 มก./กก./วัน ดูเหมือนว่าจะมีประสิทธิภาพเท่ากันและมีผลข้างเคียงน้อยกว่า
  • ระยะเวลาในการรักษา: 3 ถึง 10 วัน

อายุ: 12 ปีขึ้นไป:

  • การรักษาอาการกำเริบในระยะสั้น: 40 ถึง 80 มก. รับประทานวันละครั้งหรือแบ่งรับประทานสองครั้งจนอัตราการไหลของอากาศหายใจออกที่สูงที่สุด (peak expiratory flow) ถึง 70% ของค่าที่คาดการณ์ไว้หรือผลที่ดีที่สุดส่วนบุคคล
  • การรักษาอาการกำเริบในสำหรับผู้ป่วยนอก: 40 ถึง 60 มก. รับประทานวันละครั้งหรือแบ่งรับประทานสองครั้งเป็นเวลาทั้งหมด 5 ถึง 10 วัน

คำแนะนำ

-แนวทางจากสถาบันหัวใจปอดและเลือดแห่งชาติ (NHLBI) สำหรับการจัดการโรคหอบหืดแนะนำให้รับประทานคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกายเพื่อควบคุมอาการในทันทีเมื่อเริ่มต้นการรักษาในระยะยาว

-ควรมีการพิจารณาการรับประทานคอร์ติโคสเตียรอยด์ในระยะสั้นเมื่อพบสัญญาณแรกของการติดเชื้อในเด็กที่มีประวัติอาการกำเริบอย่างรุนแรงโดยมีการติดเชื้อทางเดินหายใจที่มองเห็นได้ชัด

-การรักษาอาการกำเริบควรดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าอาการจะหายไปและอัตราการไหลของอากาศหายใจออกที่สูงที่สุดคืออย่างน้อย 70% ของค่าที่คาดการณ์ไว้หรือผลที่ดีที่สุดส่วนบุคคล มักใช้เวลา 3 ถึง 10 วันหรือมากกว่านี้

-ควรรับประทานคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกายเป็นเวลานานต่อเมื่อเป็นกรณีที่รุนแรงและควบคุมได้ยากที่สุดเนื่องจากความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง

การใช้งาน: แนะนำสำหรับการรักษาโรคหอบหืดฉับพลันโดยสถาบันหัวใจปอดและเลือดแห่งชาติ

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคเนโฟรติก ซินโดรม (Nephrotic Syndrome)

อายุ: 1 ปีขึ้นไป:

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 60 มก./ตารางเมตร หรือ 2 มก./กก. (มากถึง 60 มก./วัน) รับประทานวันละครั้งเป็นเวลาอย่างน้อย 4 ถึง 6 สัปดาห์ ตามด้วยการรักษาแบบวันเว้นวัน: 40 มก./ตารางเมตร หรือ 1.5 มก./กก. (มากถึง 40 มก./วัน) รับประทานวันเว้นวันเป็นเวลา 2 ถึง 5 เดือนโดยค่อยๆ ลดขนาดยา
  • ระยะเวลาในการรักษา: อย่างน้อย 12 สัปดาห์
  • อาการกำเริบไม่บ่อย: กำเริบ 1 ครั้วภายใน 6 หรือหรือ 1 ถึง 3 ครั้งภายใน 12 เดือน:
  • 60 มก./ตารางเมตร หรือ 2 มก./กก. (มากถึง 60 มก./วัน) รับประทานวันละครั้งจนกว่าค่าโปรตีนในปัสสาวะจะเป็นลบเป็นเวลา 3 วัน ตามด้วยการรักษาแบบวันเว้นวัน: 40 มก./ตารางเมตร หรือ 1.5 มก./กก. (มากถึง 40 มก./วัน) รับประทานวันเว้นวันเป็นเวลา 4 สัปดาห์แล้วค่อยๆ ลดขนาดยา
  • อาการกำเริบบ่อย: กำเริบ 2 ครั้งภายใน 6 เดือน หรือ 4 ครั้งขึ้นไปภายใน 12 เดือน:
  • 60 มก./ตารางเมตร หรือ 2 มก./กก. (มากถึง 60 มก./วัน) รับประทานวันละครั้งจนอาการบรรเบาอย่างสมบูรณ์เวลา 3 วัน ตามด้วย 40 มก./ตารางเมตร หรือ 1.5 มก./กก. (มากถึง 40 มก./วัน) รับประทานวันเว้นวันเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน
  • สำหรับผู้ที่มีอาการกำเริบบ่อย: ควรใช้ยาในขนาดต่ำที่สุด (แนะนำการใช้ยาแบบวันเว้นวัน) เพื่อรักษาระดับของการบรรเทาอาการโดยไม่ก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง ควรพิจารณาใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ สแปริ่ง (corticosteroid-sparing agents)

คำแนะนำ

  • งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการเริ่มต้นใช้ยาสเตียรอยด์ (steroid) เป็นเวลา 6 สัปดาห์ แล้วตามด้วยการรักษาแบบวันเว้นวันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ (ระยะเวลาโดยรวม 12 สัปดาห์) นั้นส่งผลให้มีอัตราในการกำเริบต่ำ
  • อาจจำเป็นต้องใช้เพรดนิโซโลนในช่วงของการติดเชื้อที่ระบบทางเดินอาหารส่วนบนหรือการติดเชื้ออื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการกำเริบสำหรับเด็กที่ป่วยเป็นโรคเนโฟรติก ซินโดรมที่พึ่งพาสเตียรอยด์ที่มีอาการกำเริบบ่อยและมีการรักษาแบบวันเว้นวันอยู่แล้ว

การใช้งาน

  • แนะนำสำหรับใช้ในเด็กที่ป่วยเป็นโรคเนโฟรติก ซินโดรมที่มีปฏิกิริยาไวต่อสเตียรอยด์โดยสมาคมโรคไตทั่วโลก (Kidney Disease: Improving Global Outcome) กลุ่มการทำงานไตอักเสบ (glomerulonephritis work group)

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาแขวนตะกอนสำหรับฉีด
  • สารละลายสำหรับฉีด
  • ยาน้ำเชื่อมสำหรับรับประทาน
  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาน้ำสำหรับรับประทาน
  • ยาเม็ดสำหรับรับประทานแบบแตกตัว
  • ยาผงผสม
  • ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด 

Review Date: พฤศจิกายน 18, 2018 | Last Modified: พฤศจิกายน 18, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน