แบ็คทริม (Bactrim®)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: แบ็คทริม (Bactrim®) Brand Name(s): แบ็คทริม (Bactrim®).

ข้อบ่งใช้

ยาแบ็คทริม (ซัลฟาเมทอกซาโซนและไตรเมโทพริม) ใช้สำหรับ

ยาแบ็คทริม (Bactrim®) ประกอบด้วยยาซัลฟาเมทอกซาโซน (sulfamethoxazole) และยาไตรเมโทพริม (trimethoprim) สองชนิดร่วมกัน ยาซัลฟาเมทอกซาโซนและยาไตรเมโทพริมนั้นต่างก็เป็นยาปฏิชีวนะทั้งคู่ ที่ใช้เพื่อรักษาการติดเชื้อที่จากเชื้อแบคทีเรียประเภทที่แตกต่างกัน

ยาแบ็คทริมใช้เพื่อรักษาอาการติดเชื้อภายในหู การติดเชื้อภายในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคหลอดลมอักเสบ (bronchitis) โรคท้องร่วงจากการเดินทาง (traveler’s diarrhea) โรคบิดไม่มีตัว (shigellosis) และโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมซิสติส จิโรเวซิไอ (Pneumocystis jiroveci pneumonia) 

ยาแบ็คทริมยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น นอกเหนือจากที่อยู่ในคู่มือการใช้ยาได้อีกด้วย

วิธีการใช้ยาแบ็คทริม (ซัลฟาเมทอกซาโซนและไตรเมโทพริม)

ใช้ยาแบ็คทริมตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ควรทำตามวิธีการใช้ยาทั้งหมดบนฉลากยา อย่าใช้ยานี้ในขนาดที่มากกว่า น้อยกว่า หรือนานกว่าที่แนะนำ

ควรเขย่าขวดยาแบ็คทริมรูปแบบยาน้ำแขวนตะกอน (ยาน้ำ) ให้ดีก่อนตวงยา ควรตวงยาโดยใช้ช้อนหรือถ้วยสำหรับตวงยา หากคุณไม่มีอุปกรณ์สำหรับตวงยาโปรดขอจากเภสัชกร 

ควรใช้ยาจนครบกำหนดการใช้ยา อาการของคุณอาจจะดีขึ้นก่อนที่อาการติดเชื้อจะหายไปทั้งหมด การข้ามมื้อยาอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อที่ดื้อยาปฏิชีวนะในภายหลัง ยาแบ็คทริมนั้นไม่สามารถรักษาการติดเชื้อไวรัส เช่น โรคหวัดหรือโรคไข้หวัดใหญ่ได้  

ควรดื่มน้ำให้มาก เพื่อป้องกันนิ่วในไต ขณะที่กำลังใช้ยาซัลฟาเมทอกซาโซนและยาไตรเมโทพริม

ยานี้สามารถทำให้การตรวจทางการแพทย์บางอย่างมีผลที่ผิดปกติได้ โปรดแจ้งให้แพทย์ที่รักษาคุณทราบว่า คุณกำลังใช้ยาแบ็คทริม

การเก็บรักษายาแบ็คทริม (ซัลฟาเมทอกซาโซนและไตรเมโทพริม)

ยาแบ็คทริมควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาแบ็คทริมบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง 

ไม่ควรทิ้งยาแบ็คทริมลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาแบ็คทริม (ซัลฟาเมทอกซาโซนและไตรเมโทพริม)

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์ทราบหาก

  • คุณกำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่คุณตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • หากคุณกำลังใช้ยาอื่นอยู่ รวมทั้งยาที่หาซื้อได้เอง เช่น สมุนไพรหรือยาทางเลือกอื่นๆ
  • หากคุณแพ้สารออกฤทธิ์หรือไม่มีฤทธิ์ในการรักษาของยาแบ็คทริม หรือยาอื่นๆ
  • หากคุณมีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ

คุณไม่ควรใช้ยาแบ็คทริมหากคุณเป็น 

  • โรคตับหรือโรคไตอย่างรุนแรง 
  • ภาวะโลหิตจาง (Anemia) ที่เกิดจากการขาดกรดโฟลิค (folic acid deficiency) 
  • เคยมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำเนื่องจากการใช้ยาไตรเมโทพริมหรือยาซัลฟาอื่นๆ (sulfa drug)  

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาแบ็คทริมจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท D โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาแบ็คทริม (ซัลฟาเมทอกซาโซนและไตรเมโทพริม)

ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปมีดังนี้ 

  • คลื่นไส้
  • อาเจียน 
  • เบื่ออาหาร
  • คันหรือผดผื่นระดับเบา 

โปรดติดต่อแพทย์ในทันที หากคุณมีอาการดังนี้

  • ท้องร่วงไหลเป็นน้ำหรือเป็นเลือด 
  • ผิวซีด รู้สึกหน้ามืดหรือหายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็ว มีปัญหากับการรวมสมาธิ
  • รู้สึกอ่อนแรงหรือป่วยกะทันหัน หนาวสั่น เจ็บคอ มีอาการไอใหม่หรือรุนแรงขึ้น 
  • มีอาการของโรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ เหงือกบวม มีแผลภายในปาก รู้สึกเจ็บเมื่อกลืน มีแผลที่ผิวหนัง 
  • ระดับโซเดียมภายในร่างกายต่ำ — ปวดหัว สับสน พูดไม่ชัด อ่อนแรงอย่างรุนแรง อาเจียน สูญเสียการเคลื่อนไหวที่สอดประสาน รู้สึกไม่มั่นคง 
  • ปัญหาเกี่ยวกับตับ — ปวดท้องส่วนบน รู้สึกเหนื่อยล้า อุจจาระสีดินเหนียว ดีซ่าน (ดวงตาหรือผิวหนังเป็นสีเหลือง) 
  • ปฏิกิริยาผิวหนังที่รุนแรง — เป็นไข้ เจ็บคอ มีอาการบวมที่ใบหน้าหรือลิ้น แสบร้อนที่ดวงตา ปวดผิว ตามด้วยผดผื่นผิวหนังสีแดงหรือสีม่วงที่แพร่กระจาย (โดยเฉพาะใบหน้าหรือร่างกายส่วนบน) และทำให้เกิดแผลพุพองและผิวลอก 

รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินทันที หากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ ได้แก่ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ หรืออาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาแบ็คทริมอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • ยาลูวโคโวริน (Leucovorin) 
  • ยาเมโธเทรกเซท (Methotrexate)  

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาแบ็คทริมอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาแบ็คทริมอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

โรคที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • โรคไตหรือโรคตับ
  • ภาวะขาดกรดโฟลิค
  • โรคหอบหืดหรือโรคภูมิแพ้อย่างรุนแรง
  • ต่อมไทรอยด์ผิดปกติ (thyroid disorder) 
  • โรคเอชไอวี (HIV) หรือโรคเอดส์ (AIDS) 
  • โรคพอร์ฟิเรีย (Porphyria) ซึ่งเป็นความผิดปกติของเอ็นไซม์ทางพันธุกรรม ทำให้เกิดการการที่ส่งผลกระทบต่อผิวหนัง หรือระบบประสาท 
  • ภาวะขาดเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD deficiency) 
  • โรคขาดสารอาหา (malnourished) 

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาแบ็คทริม (ซัลฟาเมทอกซาโซนและไตรเมโทพริม) สำหรับผู้ใหญ่

การติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะและโรคบิดไม่มีตัวในผู้ใหญ่

ขนาดยาปกติสำหรับผู้ใหญ่ในการรักษาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะคือ ยาแบ็คทริม 1 เม็ด (ความแรงสองเท่า) หรือยาแบ็คทริม 2 เม็ด ทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 ถึง 14 วัน ใช้ยาในขนาดเดียวกันเป็นเวลา 5 วันเพื่อรักษาโรคบิดไม่มีตัว

โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังกำเริบเฉียบพลันในผู้ใหญ่

ขนาดยาปกติสำหรับผู้ใหญ่ในการรักษาโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังกำเริบเฉียบพลันคือ ยาแบ็คทริมดีเอส (Bactrim® DS) 1 เม็ด (ความแรงสองเท่า) หรือยาแบ็คทริม 2 เม็ด ทุกๆ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 14 วัน

โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมซิสติส จิโรเวซิไอ

ขนาดยาที่แนะนำสำหรับการรักษาผู้ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมซิสติส จิโรเวซิไอคือ ยาซัลฟาเมทอกซาโซนขนาด 75 ถึง 100 มก./กก. และยาไตรเมโทพริม ขนาด 15 ถึง 20 มก./กก. ต่อ 24 ชั่วโมง โดยแบ่งให้ทุกๆ 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 14 ถึง 21 วัน

การป้องกันโรค

ขนาดยาที่แนะนำสำหรับการป้องกันโรคในผู้ใหญ่คือยาแบ็คทริมดีเอส 1 เม็ด (ความแรงสองเท่า) ต่อวัน

ขนาดยาแบ็คทริม (ซัลฟาเมทอกซาโซนและไตรเมโทพริม) สำหรับเด็ก

การติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะและโรคบิดไม่มีตัวและโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (Acute Otitis Media)  

ขนาดยาปกติสำหรับเด็กในการรักษาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะหรือโรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันคือ ยาซัลฟาเมทอกซาโซนขนาด 40 มก./กก. และยาไตรเมโทพริมขนาด 8 มก./กก. ต่อ 24 ชั่วโมง แบ่งให้ยา 2 ครั้ง ทุกๆ 12 ชั่วโมงเป็นเวลา 10 วัน

ใช้ยาในขนาดเดียวกันเป็นเวลา 5 วันเพื่อรักษาโรคบิดไม่มีตัว 

โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมซิสติส จิโรเวซิไอ

ขนาดยาที่แนะนำสำหรับการรักษาผู้ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมซิสติส จิโรเวซิไอคือ ยาซัลฟาเมทอกซาโซนขนาด 75 ถึง 100 มก./กก. และยาไตรเมโทพริม ขนาด 15 ถึง 20 มก./กก. ต่อ 24 ชั่วโมง โดยแบ่งให้ทุกๆ 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 14 ถึง 21 วัน

การป้องกันโรค

ขนาดยาที่แนะนำคือ ยาซัลฟาเมทอกซาโซนขนาด 750 มก./ตารางเมตร/วัน กับยาไตรเมโทพริมขนาด 150 มก./ตารางเมตร/วัน แบ่งรับประทานในขนาดที่เท่ากันวันละสองครั้ง เป็นเวลา 3 วันติดต่อกันต่อสัปดาห์ 

ขนาดยาโดยรวมไม่ควรเกินยาซัลฟาเมทอกซาโซนขนาด 1,600 มก. และยาไตรเมโทพริมขนาด 320 มก.

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้  

  • ยาเม็ดซัลฟาเมทอกซาโซน 800 มก. และไตรเมโทพริม 160 มก.  

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด 

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: มีนาคม 18, 2019 | Last Modified: มีนาคม 18, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย