แอดเดอร์รอล (Adderall®)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: แอดเดอร์รอล (Adderall®) Brand Name(s): แอดเดอร์รอล (Adderall®).

ข้อบ่งใช้

ยาแอดเดอร์รอล (แอมเฟตามีน และ เด็กซ์โตรแอมเฟตามีน) ใช้สำหรับ

ยาแอดเดอร์รอล (Adderall®) ใช้เพื่อรักษาโรคลมหลับ (narcolepsy) และโรคสมาธิสั้น (attention deficit hyperactivity disorder)

ยาแอดเดอร์รอลยังอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น นอกเหนือจากคู่มือการใช้ยา

วิธีการใช้ยาแอดเดอร์รอล (แอมเฟตามีน และ เด็กซ์โตรแอมเฟตามีน)

ใช้ยาแอดเดอร์รอลตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด การใช้ยานี้อย่างไม่ถูกต้อง อาจทำให้เสียชีวติ หรือเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงต่อหัวใจ

คุณสามารถรับประทานยานี้พร้อมกับอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหากได้ ควรจะรับประทานยาแอดเดอร์รอลเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า

อย่าบด เคี้ยว หัก หรือแกะเปิดยาแคปซูลแอดเดอร์รอล เอ็กซ์อาร์รูปแบบออกฤทธิ์นาน ควรกลืนยาลงไปทั้งเม็ด

เพื่อให้กลืนยาได้ง่ายขึ้น คุณสามารถแกะยาแคปซูลออก แล้วโรยผงยาลงบนซอสแอปเปิ้ล กลืนส่วนผสมลงไปโดยไม่ต้องเคี้ยว อย่าผสมยาไว้ล่วงหน้า

การเก็บรักษายาแอดเดอร์รอล (แอมเฟตามีน และ เด็กซ์โตรแอมเฟตามีน)

ยาแอดเดอร์รอลควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาแอดเดอร์รอลบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้ยาแอดเดอร์รอลลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาแอดเดอร์รอล (แอมเฟตามีน และ เด็กซ์โตรแอมเฟตามีน)

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์ทราบหาก

  • คุณกำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เนื่องจากในช่วงที่คุณตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร ควรใช้ยาตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น
  • หากคุณกำลังใช้ยาอื่นอยู่ รวมทั้งยาที่หาซื้อได้เอง เช่น สมุนไพรหรือยาทางเลือกอื่นๆ
  • หากคุณแพ้สารออกฤทธิ์หรือไม่มีฤทธิ์ในการรักษาของยาแอดเดอร์รอล หรือยาอื่นๆ
  • หากคุณมีอาการป่วย มีความผิดปกติ หรือมีสภาวะทางการแพทย์อื่นๆ

ยาแอดเดอร์รอลอาจทำให้เกิดการเสพติด อย่าแบ่งยานี้กับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีประวัติใช้ยาในการที่ผิดหรือติดยาเสพติด การขายหรือแจกจ่ายยานี้ผิดกฏหมาย

ขณะที่กำลังใช้ยาแอดเดอร์รอล แพทย์อาจจะต้องนัดพบเพื่อตรวจความคืบหน้าเป็นประจำ คุณอาจจำเป็นต้องตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ส่วนสูง และน้ำหนักเป็นประจำ

ยาแอดเดอร์รอลสามารถทำให้ผลการตรวจทางการแพทย์บางชนิดผิดปกติได้ โปรดแจ้่งให้แพทย์ของคุณทุกคนทราบว่า คุณกำลังใช้ยานี้

คุณไม่ควรใช้ยาแอดเดอร์รอลหากคุณเป็นโรคต้อหิน ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (overactive thyroid) กระสับกระส่ายอย่างรุนแรง ความดันโลหิตสูงระดับปานกลางถึงรุนแรง โรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเคยมีประวัติติดแอลกอฮอล์หรือยาเสพติด

อย่าใช้ยาแอดเดอร์รอล หากคุณเพิ่งใช้ยาในกลุ่ม MAO inhibitor ภายใน 14 วันที่ผ่านมา ทั้งยาไอโซคาร์โบซาซิด (isocarboxazid) ลิเนโซลิด (linezolid) เมทิลินบลูสำหรับฉีด (methylene blue injection) ฟีเนลซีน (phenelzine) ราซาจิลีน (rasagiline) เซเลจิลีน (selegiline) ทรานีลไซโพรมีน (tranylcypromine) และอื่นๆ

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาแอดเดอร์รอลจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาแอดเดอร์รอล (แอมเฟตามีน และ เด็กซ์โตรแอมเฟตามีน)

ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปมีดังนี้

  • ปวดท้อง
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลด
  • มีความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์
  • รู้สึกประหม่า
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • ปวดหัว
  • วิงเวียน
  • นอนไม่หลับ
  • ปากแห้ง

หยุดใช้ยานี้และติดต่อแพทย์ในทันทีหากคุณมีอาการ

  • ปวดหน้าอก หายใจติดขัด รู้สึกคล้ายจะหมดสติ
  • ภาพหลอน (มองเห็นหรือได้ยินสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง)
  • มีปัญหาทางพฤติกรรมใหม่ๆ
  • ก้าวร้าว
  • ไม่เป็นมิตร
  • หวาดระแวง
  • ชัก
  • รู้สึกชา ปวด หนาว มีแผลที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือสีผิวเปลี่ยนแปลง (ดูซีด แดง หรือเป็นสีน้ำเงิน) ที่นิ้วมือหรือนิ้วเท้า
  • กล้ามเนื้อกระตุก
  • การมองเห็นเปลี่ยนแปลง
  • อาการปวดกล้ามเนื้อทีหาสาเหตุไม่ได้ อาการกดเจ็บ หรืออ่อนแรง (โดยเฉพาะหากคุณเป็นไข้ เหนื่อยล้าผิดปกติ และปัสสาวะสีคล้ำร่วมด้วย)
  • ระดับสารเซโรโทนิน (serotonin) ในร่างกายสูง – กระสับกระส่าย เห็นภาพหลอน เป็นไข้ หัวใจเต้นเร็ว ปฏิกิริยาตอบโต้มากเกินไป คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง สูญเสียการเคลื่อนไหวที่สอดประสาน หมดสติ

รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินทันทีหากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ ได้แก่ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ

ยาแอดเดอร์รอลสามารถส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตในเด็ก โปรดแจ้งใหแพทย์ทราบหากลูกของคุณไม่โตตามปกติขณะที่กำลังใช้ยานี้

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ หรืออาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาแอดเดอร์รอลอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • ยารักษาโรคซึมเศร้า
  • ยารักษาโรคทางจิตเวช
  • ยาแก้ปวดแบบเสพติด (narcotic medication) หรือยาโอปิออยด์ (opioid)
  • ยาป้องกันอาการคลื่นไส้และอาเจียน
  • ยาสำหรับความดันโลหิต
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาฟาริน (warfarin) คูมาดิน (Coumadin) แจนโทเวน (Jantoven)
  • ยาแก้หวัดหรือยาแก้แพ้ที่มีส่วนผสมของยาหดหลอดเลือด (decongestant)
  • ยารักษาอาการชัก
  • ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร เช่น อะซิฟเฮกซ์ (AcipHex) พรีวาซิด (Prevacid) พริลโรเซค (Prilosec) เนเซียม (Nexium) โพรโทนิกซ์ (Protonix)

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาแอดเดอร์รอลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาแอดเดอร์รอลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

โรคที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • ความดันโลหิตสูงระดับปานกลางถึงรุนแรง
  • โรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดหัวใจ (หลอดเลือดแข็งขึ้น)
  • ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน
  • โรคต้อหิน
  • วิตกกังวลอย่างรุนแรง ตึงเครียด หรือกระสับกระส่าย (ยากระตุ้นสามารถทำให้อาการเหล่านี้แย่ลงได้)
  • เคยติดยาหรือแอลกอฮอล์
  • ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจหรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (congenital heart defect)
  • ความดันโลหิตสูง
  • คนในครอบครัวเคยเป็นโรคหัวใจหรือเสียชีวิตเฉียบพลัน
  • ซีมเศร้า ป่วยทางจิต โรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder) โรคจิต (psychosis) หรือมีความคิดหรือการพยายามฆ่าตัวตาย
  • กล้ามเนื้อกระตุก (Motor tics) หรือกลุ่มอาการทูเร็ตต์ (Tourette’s syndrome)
  • อาการชักหรือโรคลมชัก (epilepsy)
  • ผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองผิดปกติ
  • ปัญหาเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือดที่มือหรือเท้า

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาแอดเดอร์รอล (แอมเฟตามีน และ เด็กซ์โตรแอมเฟตามีน) สำหรับผู้ใหญ่

โรคลมหลับ

ยาเม็ด

  • ขนาดยาเริ่มต้น 10 มก. ต่อวัน รับประทานเมื่อตื่นนอน
  • ขนาดยาปกติ อาจเพิ่มขนาดยาต่อวันในขนาด 10 มก. ทุกสัปดาห์ จนถึง 60 มก. ต่อวันโดยแบ่งรับประทาน 2 ถึง 3 ครั้ง รับประทานยาครั้งแรกเมื่อตื่นนอน และให้ยาเพิ่ม (1 หรือ 2 ครั้ง) โดยเว้นช่วง 4 ถึง 6 ชั่วโมง หากเกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์ เช่น นอนไม่หลับหรือโรคอะนอเร็กเซีย (anorexia) ควรลดขนาดยาลง

โรคสมาธิสั้น

ยาแคปซูลแบบออกฤทธิ์นาน

  • ขนาดยาเริ่มต้น สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคสมาธิสั้น ทั้งผู้ที่เริ่มต้นการรักษาเป็นครั้งแรก หรือผู้ที่เปลี่ยนจากยาอื่นมาใช้ยานี้ ขนาดยาที่แนะนำคือ 20 มก./วัน

ขนาดยาแอดเดอร์รอล (แอมเฟตามีน และ เด็กซ์โตรแอมเฟตามีน) สำหรับเด็ก

โรคลมหลับ

ยาเม็ด

อายุน้อยกว่า 6 ปี ไม่แนะนำ

อายุ 6 ถึง 12 ปี

  • ขนาดยาเริ่มต้น 5 มก. ต่อวัน รับประทานเมื่อตื่นนอน
  • ขนาดยาปกติ อาจเพิ่มขนาดยาต่อวันในขนาด 5 มก. ทุกสัปดาห์จนได้รับการตอบสนองที่ดีที่สุด จนถึง 60 มก. /วัน รับประทานยาครั้งแรกเมื่อตื่นนอน และให้ยาเพิ่ม (1 หรือ 2 ครั้ง) โดยเว้นช่วง 4 ถึง 6 ชั่วโมง หากเกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์ (เช่น นอนไม่หลับหรือโรคอะนอเร็กเซีย) ควรลดขนาดยาลง โรคลมหลับนั้นไม่ค่อยจะเกิดในเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี แต่เมื่อเกิดขึ้นก็สามารถใช้ยานี้ได้

อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 12 ปี

  • ขนาดยาเริ่มต้น 10 มก. ต่อวัน รับประทานเมื่อตื่นนอน
  • ขนาดยาปกติ อาจเพิ่มขนาดยาต่อวันในขนาด 10 มก. ทุกสัปดาห์ จนถึง 60 มก. ต่อวันโดยแบ่งรับประทาน 2 ถึง 3 ครั้ง รับประทานยาครั้งแรกเมื่อตื่นนอน และให้ยาเพิ่ม (1 หรือ 2 ครั้ง) โดยเว้นช่วง 4 ถึง 6 ชั่วโมง หากเกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์ เช่น นอนไม่หลับหรือโรคอะนอเร็กเซีย (anorexia) ควรลดขนาดยาลง

โรคสมาธิสั้น

ยาเม็ด

อายุน้อยกว่า 3 ปี ไม่แนะนำ

อายุ 3 ถึง 5 ปี

  • ขนาดยาเริ่มต้น 2.5 มก. ต่อวัน รับประทานเมื่อตื่นนอน
  • ขนาดยาปกติ อาจเพิ่มขนาดยาต่อวันในขนาด 2.5 มก. ทุกสัปดาห์จนได้รับการตอบสนองที่ดีที่สุด เฉพาะในกรณีหายากเท่านั้นที่จะเป็นต้องใช้ยาทั้งหมด 40 มก. ต่อวัน โดยแบ่งรับประทาน 2 ถึง 3 ครั้ง รับประทานยาครั้งแรกเมื่อตื่นนอน และให้ยาเพิ่ม (1 หรือ 2 ครั้ง) โดยเว้นช่วง 4 ถึง 6 ชั่วโมง

อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 6 ปี

  • ขนาดยาเริ่มต้น 5 มก. วันละหนึ่งหรือสองครั้ง รับประทานเมื่อตื่นนอน
  • ขนาดยาปกติ อาจเพิ่มขนาดยาต่อวันในขนาด 5 มก. ทุกสัปดาห์จนได้รับการตอบสนองที่ดีที่สุด เฉพาะในกรณีหายากเท่านั้นที่จะเป็นต้องใช้ยาทั้งหมด 40 มก. ต่อวัน โดยแบ่งรับประทาน 2 ถึง 3 ครั้ง รับประทานยาครั้งแรกเมื่อตื่นนอน และให้ยาเพิ่ม (1 หรือ 2 ครั้ง) โดยเว้นช่วง 4 ถึง 6 ชั่วโมง

ยาแคปซูลแบบออกฤทธิ์นาน

อายุน้อยกว่า 6 ปี ไม่แนะนำ

อายุ 6 ถึง 12 ปี

  • ขนาดยาเริ่มต้น 5 มก. ถึง 10 มก. วันละครั้งเมื่อตื่นนอน
  • ขนาดยาปกติ อาจเพิ่มขนาดยาต่อวันในขนาด 5 มก. ถึง 10 มก. ทุกสัปดาห์
  • ขนาดยาสูงสุด 30 มก. วันละครั้งเมื่อตื่นนอน

อายุ 13 ถึง 17 ปี

  • ขนาดยาเริ่มต้น 10 มก. วันละครั้งเมื่อตื่นนอน
  • ขนาดยาปกติ อาจเพิ่มขนาดยาต่อวันจนถึง 20 มก. วันละครั้งเมื่อตื่นนอน หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ หากไม่สามารถควบคุมอาการของโรคสมาธิสั้นได้มากพอ
  • ขนาดยาสูงสุด 20 มก. วันละครั้งเมื่อตื่นนอน

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ด
  • ยาแคปซูล

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มีนาคม 4, 2019 | Last Modified: มีนาคม 4, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย