โคลเซเวแลม (Colesevelam)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: โคลเซเวแลม (Colesevelam) Brand Name(s): โคลเซเวแลม (Colesevelam), โคลเซเวแลม (Colesevelam) และ โคลเซเวแลม (Colesevelam).

ข้อบ่งใช้

ยาโคลเซเวแลมใช้สำหรับ

ยาโคลเซเวแลม (Colesevelam) มักใช้ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารให้เหมาะสมและการออกกำลังกายเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลในผู้ป่วยที่มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง การลดระดับคอเลสเตอรอลจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจวาย

ยาโคลเซเวแลม ยังใช้ร่วมกับการรับประทานอาหารให้เหมาะสมและการออกกำลังกายเพื่อลดระดับน้ำตาลภายในเลือดสูงในผู้ที่เป็นเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มสูงนั้นจะช่วยป้องกันความเสียหายต่อไต อาการตาบอด ปัญหาเกี่ยวกับประสาท สูญเสียแขนขา และปัญหาเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ การควบคุมโรคเบาหวานอย่างเหมาะสมยังอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง

ยาโคลเซเวแลมอยู่ในกลุ่มของยาไบล์แอซิดไบน์ดิ้งเรซิ่น (bile acid-binding resins) สารไบล์แอซิดนั้นเป็นสารตามธรรมชาติที่ตับผลิตขึ้นโดยใช้คอเลสเตอรอล ยานี้ทำงานโดยกำจัดสารไบล์แอซิดออกจากร่างกาย ทำให้ตับผลิตสารไบล์แอซิดโดยใช้คอเลสเตอรอลมากขึ้นทำให้ระดับคอเลสเตอรอลภายในเลือดลดลง อย่างไรก็ตาม ยังแม่ทราบแน่ชัดว่า ยาโคลเซเว แลมทำงานในการลดระดับน้ำตาลอย่างไร

วิธีการใช้ยาโคลเซเวแลม

รับประทานยานี้พร้อมกับมื้ออาหาร โดยปกติคือวันละ 1 ถึง 2 ครั้ง หรือตามที่แพทย์กำหนด รับประทานยาเม็ดพร้อมกับดื่มน้ำตาม เช่นน้ำเปล่า หรือนม หากคุณกลืนยาเม็ดได้ลำบาก โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการเปลี่ยนมาใช้ยาในรูปแบบยาผงแทน

หากคุณใช้ยาในรูปแบบยาผง ควรเทผงยาหนึ่งซองลงในแก้ว เติมน้ำเปล่า น้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมแบบไดเอทครึ่งแก้วจนถึงหนึ่งแก้ว (4 ถึง 8 ออนซ์ หรือ 120 ถึง 240 มล.) ผสมให้เข้ากันแล้วดื่มลงไป อย่ารับประทานยาผงโดยไม่ผสมกับน้ำ

รับประทานยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด และเพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าที่คุณจะได้รับประโยชน์จากยาอย่างเต็มที่

ยาโคลเซเวแลมอาจลดการดูดซึมผลิตภัณฑ์อื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ เช่น ยาไซโคลสปอรีน (cyclosporine) ยากลิพิไซด์ (glipizide) ยากลิเมพิไรด์ (glimepiride) ยาไกลบูไรด์ (glyburide) ยาเลโวไทรอกซีน (levothyroxine) และยาเฟนีโทอิน (phenytoin) เช่นเดียวกับยาคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของเอทิล เอสทราไดออล (ethinyl estradiol) และนอร์อิทิสเตอโรน (norethindrone) ควรรับประทานยาอื่นตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคืออย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนใช้ยาโคลเซเวแลม โปรดสอบถามเภสัชกรหากคุณไม่แน่ใจเวลาในการรับประทานยา

การเก็บรักษายาโคลเซเวแลม

ยาโคลเซเวแลมควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาโคลเซเวแลมบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาโคลเซเวแลมลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาโคลเซเวแลม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis) ที่เกิดจากระดับไตรกลีเซอไรด์สูง (triglyceride) ระดับไตรกลีเซอไรด์สูง กลืนลำบาก มีความผิดปกติที่กระเพาะอาหารหรือลำไส้ เช่นท้องผูก มีการอุดตัน หรือกระเพาะอาหารอัมพาต (gastroparesis) เพิ่งผ่านการผ่าตัดลำไส้ โรคริดสีดวงทวาร (hemorrhoids)

เนื่องจากยานี้สามารถส่งผลกระทบต่อการดูดซึมวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเอ ดี อี เค เมื่อใช้ยาเป็นเวลานาน แพทย์อาจจะสั่งให้คุณใช้อาหารเสริมวิตามินรวม ควรรับประทานวิตามินรวมอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนรับประทานยาโคลเซเวแลม

ยานี้ในรูปแบบผงจะมีส่วมผสมของน้ำตาลเทียม (aspartame) หากคุณเป็นโรคฟีนิลคีโตนูเรีย (phenylketonuria) หรือสภาวะอื่นๆ ที่ต้องจำกัดการบริโภคน้ำตาลเทียมหรือสารฟีนิลอะลานีน (phenylalanine) โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรถึงวิธีการใช้ยานี้อย่างปลอดภัย

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณตั้งครรภ์ก่อนใช้ยานี้

ยานี้ไม่น่าที่จะผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่หรือทำอันตรายต่อทารก โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ยาโคลเซเวแลมจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาโคลเซเวแลม

อาจเกิดอาการท้องผูกและท้องไส้ปั่นป่วน หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

เพื่อช่วยป้องกันอาการท้องผูก ควรรักษาระดับการบริโภคอาหารที่มีใยอาหารเพียงพอ ดื่มน้ำให้เพียงพอ และการออกกำลังกาย หากคุณมีอาการท้องผูกขณะที่กำลังใช้ยานี้ โปรดปรึกษาเภสัชกรในการเลือกยาที่ทำให้อุจจาระนิ่มหรือยาระบาย

โปรดจำไว้ว่าการที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง กลืนลำบาก มีเลือดออกหรือรอยช้ำผิดปกติ

ปกติ ยานี้มักจะไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) แต่ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำนั้นอาจเกิดขึ้นได้หากใช้ยานี้ร่วมกับยารักษาโรคเบาหวานอื่นๆ หรือหากคุณได้รับแคลอรี่จากอาหารไม่เพียงพอ หรือหากคุณออกกำลังกายหนักผิดปกติ

อาการของระดับน้ำตาลในเลือดต่ำนั้น ได้แก่ เหงื่อออกกะทันหัน สั่นเทา หัวใจเต้นเร็ว หิว มองเห็นไม่ชัด วิงเวียน หรือเป็นเหน็บที่มือหรือเท้า คุณควรจะพกน้ำตาลกลูโคสในรูปแบบยาเม็ดหรือเจล เพื่อรักษาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หากคุณไม่มีน้ำตาลกลูโคสในรูปแบบที่น่าเชื่อถือสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็วได้ด้วยการรับประทานแหล่งของน้ำตาลอย่างน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง หรือลูกอม หรือดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำอัดลมที่ไม่ใช่แบบไดเอท

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีเกี่ยวกับปฏิกิริยาและการใช้ยานี้ เพื่อช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรรับประทานอาหารตามตารางปกติ และอย่าข้ามมื้ออาหาร โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับสิ่งที่คุณควรทำหากคุณข้ามมื้ออาหารไป

อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (hyperglycemia) มีดังต่อไปนี้ กระหายน้ำ ปัสสาวะเพิ่มขึ้น สับสน ง่วงซึม หน้าแดง หายใจเร็ว และกลิ่นปากมีกลิ่นผลไม้ หากเกิดอาการเหล่านี้โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที คุณอาจจะต้องเพิ่มขนาดยาขึ้น

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจจะมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ ยาราโลซิฟีน (raloxifene) ยาวาฟาริน (warfarin)

ยาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta-blocker medications) เช่นเมโทโพรลอล (metoprolol) โพรพราโนลอล (propranolol) หรือยาหยอดตาสำหรับโรคต้อหิน อย่างทิโมลอล (timolol) อาจปิดกั้นอาการหัวใจเต้นเร็วหรือรัวที่คุณมักจะรู้สึกเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลงต่ำเกินไปหรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) อาการอื่นๆ ของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อย่างวิงเวียน หิว หรือเหงื่อออกนั้นจะไม่ได้รับผลกระทบจากยาเหล่านี้

มียาจำนวนมากที่อาจส่งผลกระทบกับระดับน้ำตาลในเลือดของคุณและทำให้ควบคุมได้ยากขึ้น ก่อนเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนยาใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรถึงการที่ยาส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดของคุณ โปรดทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำตามที่กำหนดและแจ้งผลให้แพทย์ทราบ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีอาการของระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำ (อ่านเพิ่มเติมในผลข้างเคียง) แพทย์อาจจำเป็นต้องปรับยาสำหรับโรคเบาหวาน โปรแกรมการออกกำลังกาย หรืออาหารที่คุณรับประทาน

ยาโคลเซเวแลมอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาโคลเซเวแลมอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาโคลเซเวแลมอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาโคลเซเวแลมสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเบาหวานประเภทที่ 2

ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

-สูตรยาสำหรับรับประทานวันละครั้ง 3750 มก. (6 หกเม็ด) รับประทานวันละครั้ง

-สูตรยาสำหรับรับประทานวันละสองครั้ง 1875 มก. (3 เม็ด) รับประทานวันละสองครั้ง

ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน

-สูตรยาสำหรับรับประทานวันละครั้ง ยาหนึ่งซองขนาด 3.75 กรัม รับประทานวันละครั้ง

-สูตรยาสำหรับรับประทานวันละสองครั้ง ยาหนึ่งซองขนาด 1.875 กรัม รับประทานวันละสองครั้ง

คำแนะนำ

-ขนาดยาดังกล่าวนั้นเป็นที่ยอมรับทั้งสำหรับการใช้เป็นยาชนิดเดียวหรือใช้ร่วมกับยาสแตติน (statin)

-เนื่องจากขนาดของเม็ดยา ผู้ป่วยที่มีอาการกลืนลำบากควรพิจารณาใช้ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน

-ยานี้สามารถรับประทานพร้อมกับยาสแตตินหรือใช้ยาทั้งสองในเวลาที่ต่างกัน

การใช้งาน

ใช้เพื่อเสริมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเพื่อลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-C) ที่เพิ่มสูงเกินไปในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงปฐมภูมิ ตามเกณฑ์ของเฟรดริกสัน ประเภทสองเอ (Fredrickson Type IIa) โดยใช้เป็นยาชนิดเดียวหรือใช้ร่วมกับยายับยั้งเอนไซม์เอชเอ็มจี-โคเอ รีดักเตส (HMG-CoA reductase inhibitor) หรือสแตติน และใช้เพื่อเสริมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะไลโพโปรตีนในเลือดสูง (Hyperlipoproteinemia) ประเภทสองเอ (IIa) หรือไขมันชนิดไม่ดีสูงเกิน (Elevated LDL)

ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

-สูตรยาสำหรับรับประทานวันละครั้ง 3750 มก. (6 หกเม็ด) รับประทานวันละครั้ง

-สูตรยาสำหรับรับประทานวันละสองครั้ง 1875 มก. (3 เม็ด) รับประทานวันละสองครั้ง

ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน

-สูตรยาสำหรับรับประทานวันละครั้ง ยาหนึ่งซองขนาด 3.75 กรัม รับประทานวันละครั้ง

-สูตรยาสำหรับรับประทานวันละสองครั้ง ยาหนึ่งซองขนาด 1.875 กรัม รับประทานวันละสองครั้ง

คำแนะนำ

-ขนาดยาดังกล่าวนั้นเป็นที่ยอมรับทั้งสำหรับการใช้เป็นยาชนิดเดียวหรือใช้ร่วมกับยาสแตติน

-เนื่องจากขนาดของเม็ดยา ผู้ป่วยที่มีอาการกลืนลำบากควรพิจารณาใช้ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน

-ยานี้สามารถรับประทานพร้อมกับยาสแตตินหรือใช้ยาทั้งสองในเวลาที่ต่างกัน

การใช้งาน
ใช้เพื่อเสริมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเพื่อลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีที่เพิ่มสูงเกินไปในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงปฐมภูมิ ตามเกณฑ์ของเฟรดริกสัน ประเภทไอไอเอ โดยใช้เป็นยาชนิดเดียวหรือใช้ร่วมกับยายับยั้งเอนไซม์เอชเอ็มจี-โคเอ รีดักเตสหรือสแตติน และใช้เพื่อเสริมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2

ขนาดยาโคลเซเวแลมสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงตามพันธุกรรมเนื่องจากยีนเฮเทอโรไซกัส (Heterozygous Familial Hypercholesterolemia)

ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน

อายุ 10 ถึง 17 ปี

-สูตรยาสำหรับรับประทานวันละครั้ง ยาหนึ่งซองขนาด 3.75 กรัม รับประทานวันละครั้ง

-สูตรยาสำหรับรับประทานวันละสองครั้ง ยาหนึ่งซองขนาด 1.875 กรัม รับประทานวันละสองครั้ง

คำแนะนำ

-เนื่องจากขนาดของเม็ดยา ผู้ป่วยที่มีอาการกลืนลำบากควรพิจารณาใช้ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน

การใช้งาน
ใช้เพื่อเสริมการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายเพื่อลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในเด็กผู้ชายและเด็กหญิงอายุน้อยที่อายุ 10 ถึง 17 ปี ที่มีภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงตามพันธุกรรมเนื่องจากยีนเฮเทอโรไซกัส หากหลังจากการทดลองการรักษาด้วยการรับประทานอาหารแล้วยังคงมีอาการดังต่อไปนี้ คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดียังคงอยู่ที่ระดับ 190 มก./เดซิลิตรขึ้นไป หรือคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดียังคงอยู่ที่ระดับ 160 มก./เดซิลิตรขึ้นไปและคนในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovascular disease) ก่อนวัยอันควร หรือมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่นๆ 2 ปัจจัยขึ้นไป

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ไม่มีการปรับขนาดยาที่แนะนำ

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

-ยาแขวนตะกอนและยาเม็ดสำหรับรับประทาน รับประทานพร้อมกับอาหารและน้ำ

ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน ใช้สำหรับผู้ป่วยเด็กหรือผู้ป่วยที่กลืนยาเม็ดได้ลำบาก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหากับหลอดอาหารไม่ควรรับประทานยาแผงแห้งๆ

-ให้ยาที่ใช้ร่วมกับยานี้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนยานี้

การเก็บรักษา

ยาแขวนตะกอนและยาเม็ดสำหรับรับประทาน เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง เก็บให้พ้นจากความชื้น

-ยาเม็ด การเก็บในอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียสในเวลาสั้นๆ (104 ฟาเรนไฮต์) ไม่ส่งผลที่ไม่พึงประสงค์กับตัวยา

เทคนิคการคืนรูปยาหรือการเตรียมยา

-ยาแขวนตะกอนสำหรับรับประทาน เทยาหนึ่งซองในแก้วที่ใส่น้ำ น้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลมไดเอท 1/2 ถึง 1 แก้ว (4 ถึง 8 ออนซ์) ผสมให้เข้ากันแล้วดื่มลงไป

ทั่วไป

-การรักษาด้วยยาควรใช้เป็นการเสริมกับการจำกัดอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลอิ่มตัว เมื่อการตอบสนองต่อการรับประทานอาหารและแทรกแซงโดยไม่ต้องใช้ยาเพียงอย่างเดียวนั้นได้รับการพิสุจน์แล้วว่าไม่เพียงพอ

-การตอบสนองต่อการรักษาสูงสุดสำหรับการลดระดับลิปิด จะได้รับภายใน 2 สัปดาห์และรักษาระดับในระหว่างการรักษาระยะยาว การตอบสนองต่อการรักษาในงานวิจัยโรคเบาหวานนั้นแสดงให้เห็นถึงการลดค่าน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ภายใน 4 ถึง 6 สัปดาห์หลังจากเริ่มการรักษาและจะได้รับผลสูงสุดหรือใกล้จะสูงสุดหลังจากรักษาไป 12 ถึง 18 สัปดาห์

-ยังไม่มีการศึกษาการใช้ยานี้ในการรักษาโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ร่วมกับยาไดเพปทิดิลเพปทิเดส-4 อินฮิบิเตอร์ (dipeptidyl peptidase 4 inhibitor) ในผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 โรคไขมันในเลือดสูงตามเกณฑ์ของเฟรดริกสัน ประเภทที่ I III IV และ V หรือสำหรับการรักษาโรคเบาหวานประเภทที่หนึ่งหรือภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตนจากเบาหวาน (diabetic ketoacidosis)

การเฝ้าระวัง

-กระบวนการเผาผลาญ (Metabolic) ควรวัดระดับของลิปิด 4 ถึง 6 สัปดาห์หลังจากเริ่มการรักษา

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

-ควรหยุดการรักษาและรับการรักษาทันทีหากมีอาการของโรคตับอ่อนอักเสบเกิดขึ้น (เช่นปวดท้องอย่างรุนแรงโดยมีหรือไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียน)

-ยานี้อาจทำให้เกิดอาการท้องผูก ควรรับประทานอาหารที่ช่วยในการขับถ่ายเป็นประจำ

-รับการรักษาในทันทีหากมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรงหรือท้องผูกอย่างรุนแรง

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ด

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มิถุนายน 4, 2019 | Last Modified: มิถุนายน 4, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน