โซทาลอล (Sotalol)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: โซทาลอล (Sotalol) Brand Name(s): โซทาลอล (Sotalol).

ข้อบ่งใช้

ยาโซทาลอลใช้สำหรับ

ยาโซทาลอล (Sotalol) ใช้เพื่อรักษาอาการหัวใจเต้นเร็วที่รุนแรงชนิดหนึ่ง (อาจถึงแก่ชีวิต) ที่เรียกว่า ภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วรัวอย่างต่อเนื่อง (ventricular tachycardia) นอกจากนี้ยังใช้รักษาอาการหัวใจเต้นเร็ว/ผิดปกติบางชนิด อย่างภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation) หรืออาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ (Atrial Flutter) ในผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงและหายใจไม่อิ่ม ยาโซทาลอลจะช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ ช่วยชะลออัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยให้หัวใจเต้นเป็นปกติและสม่ำเสมอมากขึ้น ยานี้เป็นทั้งยาในกลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (beta blocker) และยารักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ (anti-arrhythmic)

วิธีการใช้ยาโซทาลอล

รับประทานยานี้ตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือวันละหนึ่งหรือสองครั้ง สามารถรับประทานพร้อมกับอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหากได้ แต่ควรเลือกทางใดทางหนึ่งไปเลยทุกครั้ง

หากคุณกำลังใช้ยานี้ในรูปแบบยาน้ำ ควรตวงยาด้วยอุปกรณ์หรือช้อนสำหรับตวงยา อย่าใช้ช้อนธรรมดา เนื่องจากอาจจะได้ขนาดยาไม่ถูกต้อง

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา สำหรับเด็ก ขนาดยายังขึ้นอยู่กับอายุ ส่วนสูง และน้ำหนักตัวอีกด้วย

ใช้ยานี้เป็นประจำ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

หากคุณกำลังใช้ยาลดกรดที่มีส่วนประกอบของอะลูมิเนียมหรือแมกนีเซียม อย่ารับประทานพร้อมกับยาโซทาลอล ยาเหล่านี้อาจจับตัวกับยาโซทาลอล และลดการดูดซึมและประสิทธิภาพของยานี้ได้ ควรเว้นระยะการรับประทานยาลดกรด ให้ห่างจากยาโซทาลอลอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อลดปฏิกิริยานี้

ยารับประทานยามากกว่าที่กำหนด เนื่องจากความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงอาจเพิ่มขึ้น รวมถึงอาการหัวใจเต้นผิดปกติอย่างรุนแรงแบบใหม่ อย่ารับประทานยาน้อยกว่าที่กำหนด หรือข้ามมื้อยาที่แพทย์กำหนด อาการหัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติมักจะกลับมา หากคุณใช้ยาโซทาลอลได้อย่างไม่ถูกต้อง และอย่าปล่อยให้ยาหมด ควรขอยาเพิ่มล่วงหน้าหลายวันเพื่อป้องกันยาหมด

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง

การเก็บรักษายาโซทาลอล

ยาโซทาลอลควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาโซทาลอลบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาโซทาลอลลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้อง เมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาโซทาลอล

ก่อนใช้ยาโซทาลอล แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีสารไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ไม่ควรใช้ยานี้ หากคุณมีสภาวะทางการแพทย์บางอย่าง ก่อนใช้ยานี้โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับอัตราการเต้นของหัวใจบางอย่าง เช่น หัวใจเต้นช้า สัญญาณไฟฟ้าหัวใจจากห้องบนสู่ห้องล่างถูกขัดขวาง (atrioventricular block) ระดับสองหรือระดับสาม (เว้นแต่ว่าจะมีเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ) หัวใจล้มเหลวอย่างรุนแรง ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ เช่นหอบหืด หลอดลมอักเสบแบบเรื้อรัง (Chronic bronchitis) หรือ ถุงลมโป่งพอง (Emphysema)

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับไต หัวใจล้มเหลวอาการคงตัวที่ได้รับการรักษา อาการหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่พึ่งเกิดไม่นาน (ภายใน 2 สัปดาห์) ปัญหาเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจผิดปกติอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการซิคไซนัส (sick sinus syndrome) ต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน อาการแพ้ที่รุนแรงจะจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาเอพิเนฟรีน (Epinephrine)

ยาโซทาลอลอาจทำให้เกิดสภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจ อย่าง QT prolongation ในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (QT prolongation in the EKG) ในนานๆ ครั้ง อาการระยะคิวทียาวนี้อาจทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติที่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) และอาการอื่นๆ (เช่น วิงเวียนอย่างรุนแรงหรือหมดสติ) และจำเป็นต้องรับการรักษาในทันที

ความเสี่ยงในการเกิดระยะคิวทียาวนั้น อาจเพิ่มขึ้นหากคุณมีสภาวะหรือใช้ยา ที่อาจทำให้เกิดอาการนี้ได้ ก่อนใช้ยาโซทาลอล แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ และหากคุณมีสภาวะดังต่อไปนี้ ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจบางอย่าง เช่น หัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นช้า ระยะคิวทียาวในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (QT prolongation in the EKG) คนในครอบครัวเคยมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจบางอย่าง เช่น ระยะคิวทียาวในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือหัวใจตายฉับพลัน (sudden cardiac death)

ระดับของโพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดระยะคิวทียาวได้อีกด้วย ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้น หากคุณกำลังใช้ยาบางอย่าง (เช่น ยาขับปัสสาวะ/ยาขับน้ำ) หากคุณไม่สามารถรับประทานหรือดื่มน้ำได้ตามปกติ หรือหากคุณมีอาการ เช่น เหงื่อออกมาก ท้องร่วง หรืออาเจียน อย่างรุนแรงหรือระยะยาว โปรดปรึกษากับแพทย์ถึงวิธีการใช้ยาโซทาลอลอย่างปลอดภัย

หากคุณเป็นโรคเบาหวาน ยานี้อาจปิดบังอาการหัวใจเต้นเร็วหรือรัว ที่คุณมักจะรู้สึกเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) อาการอื่นๆ ของภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ อย่างวิงเวียนหรือเหงื่ออกนั้น ไม่ได้รับผลกระทบจากยานี้ ยานี้ยังอาจทำให้คุณควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยากขึ้นอีกด้วย ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ และแจ้งผลให้แพทย์ทราบ แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีอาการระดับน้ำตาลในเลือดสูง เช่น ปัสสาวะเพิ่มขึ้นหรือกระหายน้ำเพิ่มขึ้น แพทย์อาจจำเป็นต้องปรับขนาดยาสำหรับโรคเบาหวาน โปรแกรมการออกกำลังกาย หรืออาหารที่รับประทาน

หากคุณกำลังจะรับการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบว่า คุณกำลังใช้ยานี้

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกัญชา อาจทำให้อาการวิงเวียนรุนแรงขึ้นได้ อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย จำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปรึกษาแพทย์ หากคุณใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค

ผู้สูงอายุอาจมีปฏิกิรยากับผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะอาการวิงเวียน เหนื่อยล้า และระยะคิวทียาว

ระหว่างการตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กทารก โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยง

ยานี้สามารถเข้าสู่น้ำนมแม่ และอาจส่งผลที่ไม่พึงประสงค์ต่อเด็กทารกได้ โปรดปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ก่อนการให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาโซทาลอลจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ หมวด B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาโซทาลอล

อาจเกิดอาการเหนื่อยล้า หัวใจเต้นช้า และวิงเวียน ผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยพบของยานี้คืออาการปวดหัว ท้องร่วง และสมรรถภาพทางเพศลดลง หากอาการเหล่านี้ไม่ยอมหายไปหรือแย่ลง ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบในทันที

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการวิงเวียนศีรษะและหน้ามืด ควรค่อยๆ ลุกขึ้นจากท่านั่งหรือท่านอนอย่างช้าๆ

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากคำนวณแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิด แต่รุนแรงดังต่อไปนี้ อาการหัวใจล้มเหลวครั้งใหม่หรือแย่ลง (เช่น อาการหายใจไม่อิ่ม อาการบวมที่ข้อเท้าหรือเท้า เหนื่อยล้าผิดปกติ น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ)

รับการรักษาในทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ คือ วิงเวียนอย่างรุนแรง หมดสติ อัตราการเต้นของหัวใจเปลลี่ยนแปลงฉับพลัน (หัวใจเต้นเร็ว ช้า หรือผิดปกติมากขึ้น) มีอาการปวดที่หน้าอก กราม หรือแขนข้างซ้าย

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ ฟิงโกลิมอด (fingolimod)

มียาอื่นอีกมากนอกจากยาโซทาลอล ที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราการเต้นของหัวใจ (ระยะคิวทียาวในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ) เช่น อะมิโอดาโรน (amiodarone) ไดโซไพราไมด์ (Disopyramide) โดฟีทิไลด์ (dofetilide) พิโมไซด์ (pimozide) โปรเคนเอไมด์ (procainamide) ควินิดีน (Quinidine) ยาปฏิชีวนะแมคโครไลด์ (macrolide antibiotics) อย่างคลาริโทรมัยซิน (clarithromycin) หรืออิริโทรมัยซิน (erythromycin) และอื่นๆ

ผลิตภัณฑ์บางอย่างอาจมีส่วนประกอบ ที่สามารถเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจได้ แจ้งให้เภสัชกรทราบ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่คุณกำลังใช้ (โดยเฉพาะยาแก้ไอแก้หวัด ยาลดความอ้วน หรือยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ อย่างไอบูโพรเฟนหรือนาพรอกเซน)

ยานี้อาจส่งผลกระทบต่อผลการตรวจทางการแพทย์ หรือการตรวจในห้องทดลองบางอย่าง และอาจทำให้เกิดผลเป็นเท็จได้ ควรแจ้งให้บุคลากรในห้องทดลองและแพทย์ทุกคนทราบว่า คุณกำลังใช้ยานี้

ยาโซทาลอลอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยา โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาโซทาลอลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาโซทาลอลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ ถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาโซทาลอลสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation)

หมายเหตุ: รูปแบบทั่วไปของยานี้ใช้เพื่อรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วหรือภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ ยายี่ห้อเบต้าเพส (อาร์) (Betapace [R]) เพื่อรักษาภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติเท่านั้น ส่วนยายี่ห้อเบต้าเพสเอเอฟ (อาร์) (Betapace AF [R]) ใช้เพื่อรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนกันได้

ยาโซทาลอล: (ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วและภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ ):

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 80 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • ควรค่อยๆ ปรับขนาดยา ทุกๆ 3 วันเพื่อให้ได้รระดับความเข้มข้นในพลาสมาอย่างคงที่และเพื่อเฝ้าระวังระยะคิวที
  • ขนาดยาปกติ: หากจำเป็นอาจเพิ่มขนาดยาเริ่มต้นไปที่รับประทาน 240 หรือ 320 มก. ต่อวัน (120 ถึง 160 มก. รับประทานวันละสองครั้ง)
  • ผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติที่ดื้อยาระดับอันตรายถึงแก่ชีวิตอาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาด 480 ถึง 640 มก. ต่อวันโดยแบ่งรับประทาน

คำแนะนำ

เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการกำจัดครึ่งชีวิตของยานี้ จึงมักไม่จำเป็นต้องใช้ยามากกว่าวันละสองครั้ง

ยารับประทานยาเบต้าเพสเอเอฟ (อาร์): (ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว):

  • (ขั้นตอนที่ 1) ทำการประเมินคลื่นไฟฟ้าหัวใจ:ก่อนเริ่มต้นการรักษาควรมีการหาค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ (CrCl) และระยะคิวที (QT intrval) หากค่าคิวทีพื้นฐานมากกว่า 450 มิลลิวินาที ห้ามให้ยาเบต้าเพสเอเอฟ (อาร์):
  • (ขั้นตอนที่ 2): คำนวณค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์สำหรับผู้ป่วย
  • (ขั้นตอนที่ 3):

ขนาดยาเริ่มต้น:

-หากค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์น้อยกว่า 40 มล./วัน: ห้ามให้ยาเบต้าเพสเอเอฟ (อาร์)

-หากค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์คือ 40 ถึง 60 มล./วัน: 80 มก. วันละครั้ง

-หากค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์มากกว่า 60 มล./วัน: 80 มก. วันละครั้งสองครั้ง

  • (ขั้นตอนที่ 4): ควรเริ่มเฝ้าระวังคลื่นไฟฟ้าหัวใจและระระคิวทีต่อไปหลังจากให้ยาครั้งแรก และทุกๆ 2 ถึง 4 ชั่วโมงหลังจากให้ยาแต่ละครั้ง
  • (ขั้นตอนที่ 5) หากสามารถทนยาในขนาด 80 มก. และระยะคิวทียังคงอยู่ต่ำกว่า 500 มิลลิวินาที หลังจากผ่านไป 3 วัน (หลังจากการใช้ยาครั้งที่ 5 หรือ 6 หากผู้ป่วยใช้ยาวันละครั้ง) สามารถให้ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลได้ อีกทางหนึ่งคือระหว่างการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล สามารถเพิ่มขนาดยาไปที่ 120 มก. วันละสองครั้ง เป็นเวลา 3 วัน (เป็นจำนวน 5 หรือ 6 ครั้งหากผู้ป่วยใช้ยาวันละครั้ง)
  • หากยาขนาด 80 มก. (รับประทานวันละสองครั้งหรือวันละครั้ง ขึ้นอยู่กับค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์) ไม่สามารถลดความถี่ในการเกิดอาการภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วหรืออาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติกำเริบได้ และสามารถทนยาในขนาดนี้ได้โดยที่ไม่มีระยะคิวทีส่วนเกิน (มากกว่าหรือเท่ากับ 520 มิลลิวินาที) อาจเพิ่มขนาดยามาที่ 120 มก. (วันละสองครั้งหรือวันละครั้งขึ้นอยู่กับค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์)
  • หากยาขนาด 120 มก. ไม่สามารถลดความถี่ในการเกิดอาการภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรืออาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติกำเริบก่อนได้ และสามารถทนยาในขนาดนี้ได้โดยที่ไม่มีระยะคิวทีส่วนเกิน (มากกว่าหรือเท่ากับ 520 มิลลิวินาที) อาจพิจารณาเพิ่มขนาดยามาที่ 160 มก. (วันละสองครั้งหรือวันละครั้งขึ้นอยู่กับค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์)
  • การเพิ่มขนาดยาควรทำตามขั้นตอนด้านบน
  • ขนาดยาปกติ: 120 ถึง 160 มก. รับประทานวันละสองครั้ง ควรมีการประเมินสมรรถภาพของไตและระยะคิวทีเป็นประจำหากได้รับการรับรองทางการแพทย์ หากระยะคิวทีมากกว่า 520 มิลลิวินาทีขึ้นไป (ค่าเจที [JT] 430 มิลลิวินาทีขึ้นไป หากคลื่นคิวอาร์เอส [QRS] มากกว่า 100 มิลลิวินาที) ควรลดขนาดยา และผู้ป่วยควรได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจนกว่าระดับคิวทีลดลงมาน้อยกว่า 520 มิลลิวินาที หากระยะคิวทีมากกว่าหรือเท่ากับ 520 มิลลิวินาทีขณะที่กำลังใช้ยาขนาดปกติที่ต่ำที่สุด (80 มก.) ควรหยุดใช้ยา

ฉีดยา

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 112.5 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำวันละหนึ่งหรือสองครั้ง
  • ขนาดประคับประคองอาการ: 112.5 ถึง 150 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำวันละหนึ่งหรือสองครั้ง
  • หากขนาดยา 112.5 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำวันละหนึ่งหรือสองครั้ง ในอัตราที่คงที่ไม่สามารถลดความถี่ในการเกิดอาการหัวใจเต้นผิดปกติกำเริบก่อนได้และสามารถทนขนาดยาได้โดยที่ไม่มีระยะคิวทีส่วนเกิน (มากกว่า 520 มิลลิวินาที) ให้เพิ่มขนาดยาไปที่ 150มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำวันละหนึ่งหรือสองครั้ง
  • เริ่มต้นการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำหากค่าคิวทีพื้นฐานน้อยกว่า 450 มิลลิวินาที ระหว่างการเริ่มต้นการรักษาและการปรับขนาดยาควรมีการเฝ้าระวังระยะคิวทีหลังจากเสร้จสิ้นการหยอดยาแต่ละครั้ง หากระยะคิวทียาวกว่า 500 มิลลิวินาทีขึ้นไป ให้ลดขนาดยา ลดอัตราการหยอดยา หรือหยุดใช้ยา

การใช้งาน

เพื่อรักษาระดับจังหวะไซนัส (sinus rhythm) ไว้ที่ระดับปกติ [เพื่อชะลอเวลาการกำเริบของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วและอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ] สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วและอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติในจังหวะไซนัสปัจจุบัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ (Atrial Flutter)

หมายเหตุ: รูปแบบทั่วไปของยานี้ใช้เพื่อรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วหรือภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ ยายี้ห้อเบต้าเพส (อาร์) (Betapace [R]) เพื่อรักษาภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติเท่านั้น ส่วนยายี้ห้อเบต้าเพสเอเอฟ (อาร์) (Betapace AF [R]) ใช้เพื่อรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนกันได้

ยาโซทาลอล: (ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วและภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ )

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 80 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • ควรค่อยๆ ปรับขนาดยา ทุกๆ 3 วันเพื่อให้ได้รระดับความเข้มข้นในพลาสมาอย่างคงที่และเพื่อเฝ้าระวังระยะคิวที
  • ขนาดยาปกติ: หากจำเป็นอาจเพิ่มขนาดยาเริ่มต้นไปที่รับประทาน 240 หรือ 320 มก. ต่อวัน (120 ถึง 160 มก. รับประทานวันละสองครั้ง)
  • ผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติที่ดื้อยาระดับอันตรายถึงแก่ชีวิตอาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาด 480 ถึง 640 มก. ต่อวันโดยแบ่งรับประทาน

คำแนะนำ

เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการกำจัดครึ่งชีวิตของยานี้ จึงมักไม่จำเป็นต้องใช้ยามากกว่าวันละสองครั้ง

ยารับประทานยาเบต้าเพสเอเอฟ (อาร์): (ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว)

  • (ขั้นตอนที่ 1) ทำการประเมินคลื่นไฟฟ้าหัวใจ:ก่อนเริ่มต้นการรักษาควรมีการหาค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ (CrCl) และระยะคิวที (QT intrval) หากค่าคิวทีพื้นฐานมากกว่า 450 มิลลิวินาที ห้ามให้ยาเบต้าเพสเอเอฟ (อาร์):
  • (ขั้นตอนที่ 2): คำนวณค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์สำหรับผู้ป่วย
  • (ขั้นตอนที่ 3):

ขนาดยาเริ่มต้น

-หากค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์น้อยกว่า 40 มล./วัน: ห้ามให้ยาเบต้าเพสเอเอฟ (อาร์)

-หากค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์คือ 40 ถึง 60 มล./วัน: 80 มก. วันละครั้ง

-หากค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์มากกว่า 60 มล./วัน: 80 มก. วันละครั้งสองครั้ง

  • (ขั้นตอนที่ 4): ควรเริ่มเฝ้าระวังคลื่นไฟฟ้าหัวใจและระระคิวทีต่อไปหฃังจากให้ยาครั้งแรกและทุกๆ 2 ถึง 4 ชั่วโมงหลังจากให้ยาแต่ละครั้ง
  • (ขั้นตอนที่ 5) หากสามารถทนยาในขนาด 80 มก. และระยะคิวทียังคงอยู่ต่ำกว่า 500 มิลลิวินาที หลังจากผ่านไป 3 วัน (หลังจากการใช้ยาครั้งที่ 5 หรือ 6 หากผู้ป่วยใช้ยาวันละครั้ง) สามารถให้ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลได้ อีกทางหนึ่งคือระหว่างการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล สามารถเพิ่มขนาดยาไปที่ 120 มก. วันละสองครั้ง เป็นเวลา 3 วัน (เป็นจำนวน 5 หรือ 6 ครั้งหากผู้ป่วยใช้ยาวันละครั้ง)
  • หากยาขนาด 80 มก. (รับประทานวันละสองครั้งหรือวันละครั้งขึ้นอยู่กับค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์) ไม่สามารถลดความถี่ในการเกิดอาการภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วหรืออาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติกำเริบได้ และสามารถทนยาในขนาดนี้ได้โดยที่ไม่มีระยะคิวทีส่วนเกิน (มากกว่าหรือเท่ากับ 520 มิลลิวินาที) อาจเพิ่มขนาดยามาที่ 120 มก. (วันละสองครั้งหรือวันละครั้งขึ้นอยู่กับค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์)
  • หากยาขนาด 120 มก. ไม่สามารถลดความถี่ในการเกิดอาการภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วหรืออาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติกำเริบก่อนได้ และสามารถทนยาในขนาดนี้ได้โดยที่ไม่มีระยะคิวทีส่วนเกิน (มากกว่าหรือเท่ากับ 520 มิลลิวินาที) อาจพิจารณาเพิ่มขนาดยามาที่ 160 มก. (วันละสองครั้งหรือวันละครั้งขึ้นอยู่กับค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์)
  • การเพิ่มขนาดยาควรทำตามขั้นตอนด้านบน
  • ขนาดยาปกติ: 120 ถึง 160 มก. รับประทานวันละสองครั้ง ควรมีการประเมินสมรรถภาพของไตและระยะคิวทีเป็นประจำหากได้รับการรับรองทางการแพทย์ หากระยะคิวทีมากกว่า 520 มิลลิวินาทีขึ้นไป (ค่าเจที [JT] 430 มิลลิวินาทีขึ้นไป หากคลื่นคิวอาร์เอส [QRS] มากกว่า 100 มิลลิวินาที) ควรลดขนาดยา และผู้ป่วยควรได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจนกว่าระดับคิวทีลดลงมาน้อยกว่า 520 มิลลิวินาที หากระยะคิวทีมากกว่าหรือเท่ากับ 520 มิลลิวินาทีขณะที่กำลังใช้ยาขนาดปกติที่ต่ำที่สุด (80 มก.) ควรหยุดใช้ยา

ฉีดยา

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 112.5 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำวันละหนึ่งหรือสองครั้ง
  • ขนาดประคับประคองอาการ: 112.5 ถึง 150 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำวันละหนึ่งหรือสองครั้ง
  • หากขนาดยา 112.5 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำวันละหนึ่งหรือสองครั้ง ในอัตราที่คงที่ไม่สามารถลดความถี่ในการเกิดอาการหัวใจเต้นผิดปกติกำเริบก่อนได้และสามารถทนขนาดยาได้โดยที่ไม่มีระยะคิวทีส่วนเกิน (มากกว่า 520 มิลลิวินาที) ให้เพิ่มขนาดยาไปที่ 150มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำวันละหนึ่งหรือสองครั้ง
  • เริ่มต้นการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำหากค่าคิวทีพื้นฐานน้อยกว่า 450 มิลลิวินาที ระหว่างการเริ่มต้นการรักษาและการปรับขนาดยาควรมีการเฝ้าระวังระยะคิวทีหลังจากเสร้จสิ้นการหยอดยาแต่ละครั้ง หากระยะคิวทียาวกว่า 500 มิลลิวินาทีขึ้นไป ให้ลดขนาดยา ลดอัตราการหยอดยา หรือหยุดใช้ยา

การใช้งาน

เพื่อรักษาระดับจังหวะไซนัส (sinus rhythm) ไว้ที่ระดับปกติ [เพื่อชะลอเวลาการกำเริบของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วและอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ] สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วและอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติในจังหวะไซนัสปัจจุบัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ (Ventricular Arrhythmia)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่: ภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ :

(แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา):

หมายเหตุ: รูปแบบทั่วไปของยานี้ใช้เพื่อรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วหรือภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ ยายี้ห้อเบต้าเพส (อาร์) (Betapace [R]) เพื่อรักษาภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติเท่านั้น ส่วนยายี้ห้อเบต้าเพสเอเอฟ (อาร์) (Betapace AF [R]) ใช้เพื่อรักษาภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนกันได้

ยาโซทาลอล: (ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วและภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติ ):

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 80 มก. รับประทานวันละสองครั้ง
  • ควรค่อยๆ ปรับขนาดยา ทุกๆ 3 วันเพื่อให้ได้รระดับความเข้มข้นในพลาสมาอย่างคงที่และเพื่อเฝ้าระวังระยะคิวที
  • ขนาดยาปกติ: หากจำเป็นอาจเพิ่มขนาดยาเริ่มต้นไปที่รับประทาน 240 หรือ 320 มก. ต่อวัน (120 ถึง 160 มก. รับประทานวันละสองครั้ง)
  • ผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติที่ดื้อยาระดับอันตรายถึงแก่ชีวิตอาจจำเป็นต้องใช้ยาในขนาด 480 ถึง 640 มก. ต่อวันโดยแบ่งรับประทาน

คำแนะนำ

เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการกำจัดครึ่งชีวิตของยานี้ จึงมักไม่จำเป็นต้องใช้ยามากกว่าวันละสองครั้ง

รับประทาน (เบต้าเพส) (BETAPACE): (ภาวะหัวใจห้องล่างผิดปกติ):

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 80 มก. วันละสองครั้ง
  • อาจเพิ่มขนาดยาเริ่มต้นไปที่ 120 ถึง 160 มก. วันละสองครั้ง ค่อยๆ ปรับขนาดยาโดยเว้น 3 วันระหว่างที่เพิ่มขนาดยาแต่ละครั้ง เพื่อให้ความเข้มข้นของพลาสมาอยู่ในระดับที่คงที่ และเพื่อเฝ้าระวังระยะคิวที การจัดลำดับการปรับขนาดยาจะช่วยป้องกันการใช้ยาสูงเกินความจำเป็น ที่จะควบคุมอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีการตอบสนองต่อขนาดยา 160 ถึง 320 มก. แบ่งให้สองถึงสามครั้ง

ฉีดยา

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 75 มก. หยอดยาเข้าหลอดเลือดดำนานกว่า 5 ชั่วโมง วันละหนึ่งหรือสองครั้งขึ้นอยู่กับค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์
  • ขนาดยาปกติ: 75 ถึง 300 มก. หยอดยาเข้าหลอดเลือดดำนานกว่า 5 ชั่วโมง วันละหนึ่งหรือสองครั้งขึ้นอยู่กับค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์
  • อาจเพิ่มขนาดยา 75 มก./วัน ทุกๆ 3 วัน เคยมีการใช้ยาในขนาดสูงถึง 225 หรือ 300 มก. ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติดื้อยาที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
  • เริ่มต้นการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำหากค่าคิวทีพื้นฐานน้อยกว่า 450 มิลลิวินาที ระหว่างการเริ่มต้นการรักษาและการปรับขนาดยาควรมีการเฝ้าระวังระยะคิวทีหลังจากเสร้จสิ้นการหยอดยาแต่ละครั้ง หากระยะคิวทียาวกว่า 500 มิลลิวินาทีขึ้นไป ให้ลดขนาดยา ลดอัตราการหยอดยา หรือหยุดใช้ยา

การใช้งาน

สำหรับภาวะหัวใจห้องล่างเต้นผิดปกติที่มีหลักฐานว่าอันตรายถึงแก่ชีวิต

การปรับขนาดยาสำหรับไต

ผู้ใหญ่:

รับประทาน [เบตาเพส (อาร์)] [Betapace(R)]:

  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ (CrCl) น้อยกว่า 10 มล./นาที: ขนาดยาควรแตกต่างตามแต่ละบุคคล
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 10 ถึง 29 มล./นาที: ควรเพิ่มเวลาช่วงเวลาพักระหว่างการใช้ยาเป็น 36 ถึง 48 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 30 ถึง 59 มล./นาที: ควรเพิ่มเวลาช่วงเวลาพักระหว่างการใช้ยาเป็น 24 ชั่วโมง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์มากกว่า 60 มล./นาที: ควรเพิ่มเวลาช่วงเวลาพักระหว่างการใช้ยาเป็น 12 ชั่วโมง

รับประทาน [เบตาเพสเอเอฟ (อาร์)] [Betapace AF (R)]:

  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์น้อยกว่า 40 มล./นาที: ห้ามห้ามการใช้ยา
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 40 ถึง 60 มล./นาที: 80 มก. ทุกๆ 24 ชั่วโมง

การฉีดยา

  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์น้อยกว่า 40 มล./นาที: ห้ามห้ามการใช้ยา
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ 40 ถึง 60 มล./นาที: ควรให้ยาวันละครั้ง
  • ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์มากกว่า 60 มล./นาที: ควรให้ยาวันละสองครั้ง

การปรับขนาดยา

ควรค่อยๆ ปรับขนาดยาโดยเว้นช่วง 2 ถึง 3 วันระหว่างการเพิ่มขนาดยาแต่ละครั้ง

การฟอกไต (Dialysis)

ควรระมัดระวังอย่างมากสำหรับผู้ป่วยไตล้มเหลวที่กำลังรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (hemodialysis) ครึ่งชีวิตของยานี้มีระยะยาว (นานถึง 69 ชั่วโมง) ในผู้ป่วยที่ปัสสาวะขัด (anuric patients) แต่สามารถกำจัดยานี้ส่วนหนึ่งได้จากการฟอกไตโดยมีการตอบสนองบางส่วนที่ตามมาภายหลังในความเข้มข้นเมื่อเสร็จสิ้นการฟอกไต ควรมีการเฝ้าระวังทั้งความปลอดภัย (อัตราการเต้นของหัวใจและระยะคิวที) และมีประสิทธิภาพ (การควบคุมอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ) อย่างใกล้ชิด

คำแนะนำอื่นๆ

ยาโซทาลอลนั้นมียี่ห้อเบตาเพส (Betapace) และเบตาเพสเอเอฟ (Betapace AF) ทั้งสองยี่ห้อนี้มีข้อบ่งใช้ ต่างกันและไม่ควรใช้ยายี่ห้อหนึ่งมาแทนอีกยี่ห้อเนื่องจากฉลากยามีความแตกต่างกันอย่างมาก (เช่นข้อบ่งใช้ การให้ยา ข้อมูลความปลอดภัย และข้อมูลในผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วย)

คำแนะนำการใช้งาน

  • ควรให้ยา 1 ถึง 2 ชั่วโมงก่อนรับประทานอาหาร
  • โดยปกติแล้วไม่แนะนำการใช้ยามากกว่าวันละสองครั้ง

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

ผู้ป่วยไม่ควรรับประทานยาสำหรับสองครั้งในมื้อต่อไป หลังจากข้ามมื้อยา ควรรับประทานตามขนาดยาปกติ

ขนาดยาโซทาลอลสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาน้ำสารละลายสำหรับรับประทาน
  • สารละลายสำหรับฉีดเข้าหลอดเลือดดำ

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: พฤศจิกายน 10, 2018 | Last Modified: พฤศจิกายน 10, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย