โทลคาโปน (Tolcapone)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: โทลคาโปน (Tolcapone) Brand Name(s): โทลคาโปน (Tolcapone).

ข้อบ่งใช้

ยาโทลคาโปนใช้สำหรับ

ยาโทลคาโปน (Tolcapone) ใช้ร่วมกับยาอื่น อย่างเลโวโดปา (levodopa) หรือคาร์บิโดปา (carbidopa) เพื่อรักษาโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) ยาโทลคาโปนเป็นยาในกลุ่มซีโอเอ็มที อินฮิบิเตอร์ (COMT inhibitors) คนจำนวนมากที่ใช้ยาเลโวโดปาในการรักษาโรคพาร์กินสัน จะมีปัญหาเรื่องยาหมดฤทธิ์ระหว่างการใช้ยาในแต่ละครั้ง ทำให้อาการกำเริบหรือแย่ลง ยาโทลคาโปนจะปิดกั้นสารตามธรรมชาติบางอย่าง เช่น เอ็นไซม์ซีโอเอ็มที (COMT enzyme) ที่ย่อยสลายยาเลโวโดปาในร่างกาย ทำให้ยาเลโวโดปาอยู่ในระบบได้นานขึ้น และไม่หมดฤทธิ์ไปก่อนใช้ยาครั้งถัดไป

วิธีการใช้ยาโทลคาโปน

รับประทานยาพร้อมกับอาหาร หรือรับประทานแยกต่างหาก โดยปกติคือวันละ 3 ครั้ง หรือตามที่แพทย์กำหนด อาจเริ่มใช้ที่ยาขนาดต่ำ แพทย์อาจจะค่อยๆ เพิ่มขนาดยาหลังจากผ่านไป 3 สัปดาห์ หากแพทย์คิดว่าขนาดยาที่สูงขึ้นนั้นเป็นประโยชน์ต่อคุณ

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษา

ใช้ยานี้เป็นประจำ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำ ควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน อย่าหยุดใช้ยากะทันหัน นอกจากแพทย์จะสั่ง เพราะอาจทำให้อาการของโรคพาร์กินสันแย่ลงได้

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่หายไป หรือรุนแรงขึ้น (เช่น ไม่สามารถควบคุมอาการของโรคพาร์กินสันได้)

การเก็บรักษายาโทลคาโปน

ยาโทลคาโปนควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาโทลคาโปนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาโทลคาโปนลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาโทลคาโปน

ก่อนใช้ยาโทลคาโปน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีสารไม่ออกฤทธิ์ในการรักษาที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคพิษสุราเรื้อรัง (Alcoholism) ความดันโลหิตต่ำ โรคพาร์กินสันที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่รุนแรง ปัญหาเกี่ยวกับตับ ความผิดปกติทางจิตใจหรืออารมณ์ เช่น โรคจิต (psychosis) โรคจิตเภท (schizophrenia) เคยมีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อบางอย่าง เช่น กล้ามเนื้อลายสลาย (rhabdomyolysis) เป็นไข้ และสับสนเพราะยาใดๆ

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนหรือง่วงซึม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกัญชา อาจทำให้อาการวิงเวียน หรือง่วงซึมรุนแรงขึ้นได้ อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัว จนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย จำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปรึกษาแพทย์หากคุณใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค อ่านเพิ่มเติมในส่วนผลข้างเคียง

ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ)

ผู้สูงอายุอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะอาการง่วงซึม สับสน และมองเห็นภาพหลอน

ในระหว่างการตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงหรือประโยชน์

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยานี้สามารถเข้าสู่น้ำนมแม่ได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาโทลคาโปนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาโทลคาโปน

อาจเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน มีการเคลื่อนไหวที่ไม่ต้องการหรือผิดปกติ ท้องร่วง ปวดหัว ง่วงซึม ปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ ฝันมากขึ้น มีเหงื่อออกมากขึ้น ปากแห้ง มีแก๊ส และปวดท้อง หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้น โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

เพื่อหลีกเลี่ยงอาการวิงเวียนหรือหน้ามืด ควรค่อยๆ ลุกจากท่านั่งหรือท่านอนอย่างช้า

โปรดจำไว้ว่า การที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า ยามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง คนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ อาจจะมีผลข้างเคียงที่รุนแรง แต่การไปหาแพทย์เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงได้

ผู้ที่ใช้ยาโทลคาโปนบางอาจจะเผลอหลับในตอนกลางวัน ระหว่ากำลังทำกิจกรรมตามปกติ (เช่น กำลังคุยโทรศัพท์หรือขับรถ) ในบางกรณีอาจเผลอหลับไป โดยไม่มีอาการง่วงซึมมาก่อน อาการเผลอหลับนี้อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ระหว่างกำลังใช้ยาโทลคาโปน แม้ว่าคุณจะใช้ยานี้เป็นเวลานานแล้วก็ตาม หากคุณมีอาการง่วงมากขึ้น หรือเผลอหลับในเวลากลางวัน อย่าขับรถ หรือทำกิจกรรมที่อาจเป็นอันตราย จนกว่าคุณจะได้ปรึกษากับแพทย์ ความเสี่ยงในการเผลอกลับอาจจะเพิ่มขึ้น หากดื่มสุราหรือใช้ยาอื่น ที่อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม อ่านเพิ่มเติมในส่วนของข้อควรระวัง

ปัสสาวะของคุณอาจจะเปลี่ยนสี (เช่น มีสีเหลืองมากขึ้น) ผลนี้ไม่มีอันตรายใดๆ

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้ ได้แก่ มีเลือดออกหรือรอยช้ำง่าย ปวดหน้าอก หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ เป็นไข้ มีการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ (เช่น กระสับกระส่าย สับสน มองเห็นภาพหลอน) มีแรงกระตุ้นที่ผิดปกติ (เช่น การพนัน มีการกระตุ้นทางเพศมากขึ้น) มีอาการปวด เจ็บ แข็งเกร็ง หรืออ่อนแรงที่กล้ามเนื้อ มีอาการปวดหรือปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ ยาในกลุ่ม MAO inhibitors เช่น ไอโซคาร์บอกซาซิด (isocarboxazid) ลีเนโซลิด (linezolid) เมทิลีน บลู (methylene blue) โมโคลเบไมด์ (moclobemide) ฟีเนลซีน (phenelzine) โพรคาร์เบซีน (procarbazine) ทรานิลซัยโปรมีน (tranylcypromine)

ยาในกลุ่ม MAO inhibitors อื่นๆ เช่น ซาฟินาไมด์ (safinamide) เซเลจิลีน (selegiline) ราซาจิลีน (rasagiline) ยังอาจใช้ด้วยความระมัดระวัง พร้อมกับมีแพทย์เฝ้าระวัง หากคุณกำลังใช้ราซาจิลีนหรือเซเลจิลีนสำหรับโรคพาร์กินสัน ควรสอบถามแพทย์ว่า คุณควรใช้ยานี้ต่อหรือไม่

ยาโทลคาโปนสามารถชะลอการกำจัดยาอื่นออกจากร่างกาย และส่งผลต่อการทำงานของยาเหล่านี้ได้ เช่น อะโปมอร์ฟีน (apomorphine) โดบูทามีน (dobutamine) และเมทิลโดปา (methyldopa) นี่ยังไม่ใช่รายชื่อทั้งหมด

แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกร หากคุณกำลังใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมดังต่อไปนี้ สุรา กัญชา ยาต้านฮีสตามีน (antihistamines) เซทิริซีน (cetirizine) ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine) ยานอนหลับหรือยาสำหรับอาการวิตกกังวล เช่น อัลปราโซแลม (alprazolam) ไดอะซีแพม (diazepam) หรือโซลพิเดม (zolpidem) ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาแก้ปวดแบบเสพติด (narcotic pain relievers) เช่น โคเดอีน (codeine)

ควรอ่านฉลากยาของยาที่คุณใช้ทั้งหมด (เช่น ยาแก้แพ้ หรือยาแก้ไอ แก้หวัด) เนื่องจากยาเหล่านี้อาจมีส่วนประกอบที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ โปรดสอบถามเภสัชกร สำหรับวิธีการใช้ยาเหล่านี้อย่างปลอดภัย

ยาโทลคาโปนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาโทลคาโปนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาโทลคาโปนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาโทลคาโปนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease)

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 100 มก. รับประทานวันละ 3 ครั้ง
  • อาจเพิ่มขนาดยาไปที่ 200 มก. วันละ 3 ครั้ง หากพิสูจน์ได้ว่าจะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น
  • หากไม่พบประโยชน์ทางการแพทย์อย่างเป็นรูปธรรม ภายใน 3 สัปดาห์หลังจากเริ่มต้นการรักษาควรหยุดใช้ยา

คำแนะนำ

ไม่ควรจะใช้ยานี้จนกว่าจะได้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเสี่ยงและผู้ป่วยได้บันทึกรับทราบเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว

การปรับขนาดยาสำหรับไต

ไตบกพร่องระดับเบาถึงปานกลาง: ไม่มีการปรับขนาดยาที่แนะนำ

ไตบกพร่องระดับรุนแรง (ค่าครีอะตินีนเคลียรานซ์ [CrCl] 25 มล./นาที): ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัย

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ไม่ควรเริ่มต้นการรักษา

  • ในผู้ป่วยที่มีหลักฐานว่าเป็นโรคตับ
  • หากค่าเอแอลที (ALT) หรือค่าเอเอสที (AST) 2 ค่ามีมากกว่าขีดจำกัดบนของช่วงปกติ

หยุดการรักษาหากค่าเอแอลทีหรืออีเอสทีมากกว่า 2 เท่าของค่าขีดจำกัดบนของช่วงปกติ หรือหากมีสัญญาณหรืออาการทางการแพทย์แสดงให้เห็นว่ากำลังมีอาการตับบกพร่อง

ผู้ป่วยที่มีอาการตับบาดเจ็บขณะที่กำลังใช้ยานี้และกำลังถอนการใช้ยาจากเหตุผลใดก็ตามอาจมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของตับเพิ่มขึ้นหากกลับมาเริ่มใช้ยานี้ใหม่อีกครั้ง ดังนั้นจึงมักจะไม่แนะนำให้กลับมาใช้ยานี้ใหม่อีกครั้ง

การปรับขนาดยา

ควรใช้ด้วยความระมัดระวังสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการยึกยือ (dyskinesia) หรือภาวะกล้ามเนื้อบิดเกร็ง (dystonia) ระดับรุนแรง

เพื่อให้ได้การตอบสนองต่อการรักษาที่ดีที่สุด อาจจำเป็นต้องลดขนาดยาเลโวโดปา ในการทดลองทางการแพทย์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ใช้ยาเลโวโดปามากกว่า 600 มก./วัน หรือมีอาการยึกยือระดับปานกลางหรือรุนแรงก่อนการรักษา จะลดขนาดของมียาเลโวโดปา

การหยุดใช้ยา

สำหรับยาโดพามีนใดๆ การถอนยาหรือหยุดถอนยากะทันหัน อาจนำไปสู่สัญญาณและอาการฉุกเฉินของโรคพาร์กินสัน หรืออาการไข้สูงเกิน (hyperpyrexia) และสับสน ดังนั้น จึงควรเฝ้าระวังการหยุดใช้ยาแระการปรับขนาดยาโดพามีนอื่นๆ เท่าที่จำเป็น

การฟอกไต (Dialysis)

การฟอกเลือดด้วยเครื่องไต (Hemodialysis): ยาโทลคาโปนนั้นมีการจับโปรตีนสูง (highly protein bound) ดังนั้นจึงคาดว่าน่าจะไม่มีการกำจัดยาอย่างมีนัยสำคัญ

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้งาน

  • สามารถรับประทานพร้อมกับอาหารหรือแยกต่างหาก
  • ในการทดลองทางการแพทย์ มักมีการใช้เริ่มใช้ยานี้พร้อมกับเริ่มใช้ยาเลโวโดปาหรือคาร์บิโดปา การใช้ยาครั้งต่อไปมักจะใช้ประมาณ 6 และ 12 ชั่วโมงหลังจากนั้น

คำแนะนำทั่วไป

  • เนื่องจากความเสี่ยงในการเกิดอาการตับวายเฉียบพลัน (acute fulminant liver failure) รุนแรงแต่ถึงแก่ชีวิต เนื่องจากความเสี่ยงในการเสียชีวิต จึงควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยดรคพาร์กินสันที่ใช้ยาเลโวโดปาหรือคาร์บิโดปาที่กำลังมีอาการผันผวนของอาการไม่ตอบสนองอย่างน่าพึงพอใจหรือไม่เหมาะสมต่อการรักษาเพิ่มเติม ควรหยุดใช้ยานี้หากไม่พบประโยชน์ทางการแพทย์อย่างเป็นรูปธรรมภายใน 3 สัปดาห์
  • ผู้ป่วยที่มีอาการตับบาดเจ็บขณะที่กำลังใช้ยานี้และกำลังถอนการใช้ยาจากเหตุผลใดก็ตามอาจมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของตับเพิ่มขึ้นหากกลับมาเริ่มใช้ยานี้ใหม่อีกครั้ง ดังนั้นจึงมักจะไม่แนะนำให้กลับมาใช้ยานี้ใหม่อีกครั้ง

การเฝ้าระวัง

  • ตับ: ตรวจระดับของเอ็นไซม์ตับ (ค่าเอเอสทีและค่าเอแอลที) ในตอนเริ่มต้น ทุกๆ 2 ถึง 4 สัปดาห์เป็นเวลา 6 เดือน แล้วตามด้วยความสอดคล้องกับปัญหาทางการแพทย์ หากขนาดยาเพิ่มขึ้นจนถึง 200 มก. รับประทานวันละสามครั้ง ควรเฝ้าระวังเอ็นไซม์ของตับก่อนจะเพิ่มขนาดยา ทุกๆ 2 ถึง 4 สัปดาห์เป็นเวลา 6 เดือน แล้วตามด้วยความสอดคล้องกับปัญหาทางการแพทย์ เฝ้าระวังสัญญาณและอาการของตับบกพร่อง
  • หัวใจและหลอดเลือด: เฝ้าระวังสัญญาณและอาการของความดันโลหิตต่ำเมื่อลุกยืน (orthostatic hypotension)
  • ระบบประสาท: เฝ้าระวังอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นและง่วงซึม
  • ผิวหนัง: เฝ้าระวังโรคมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (melanomas) ควรให้แพทย์ผิวหนังตรวจผิวหนังเป็นระยะๆ
  • จิตเวช: สอบถามผู้ป่วยเกี่ยวกับความต้องรู้สึกมีความต้องการเดิมพัน มีความต้องการทางเพศ ไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายเงินได้กินไม่หยุด หรือความต้องการอื่นๆ ที่เกิดขึ้นใหม่หรือเพิ่มขึ้น

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  • ผู้ป่วยควรเข้าใจถึงความเสี่ยงในการเกิดภาวะตับวายและแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากมีอาการของตับบกพร่อง
  • ผู้ป่วยไม่ควรขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมอื่นที่อาจเป็นอันตรายได้จนกว่าจะทราบว่ายานี้ส่งผลต่อจิตใจ และ/หรือ การใช้เครื่องยนต์อย่างไร
  • ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีอาการเผลอหลับฉับพลัน มีอาการยืกยือครั้งใหม่หรือรุนแรงขึ้น มีพฤติกรรมบีบบังคับและ/หรือการกระตุ้นที่ผิดปกติครั้งใหม่หรือรุนแรงขึ้น
  • ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีความเปลี่ยนแปลงทางขนาด รูปร่าง หรือสีของไฝบนผิวหนังและควรตรวจผิวหนังเป็นประจำเพื่อหาโรคมะเร็งเมลาโนมา
  • ผู้ป่วยควรทราบว่ายานี้อาจทำให้เกิดอาการความดันโลหิตต่ำเมื่อลุกยืน เช่น อาการหมดสติและวิงเวียน และผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการลุกขึ้นยืนกะทันหันหลังจากการนั่งหรือการนอน
  • ผู้ป่วยควรแจ้งให้แะทย์ทราบหากตั้งครรภ์ มีแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร

ขนาดยาโทลคาโปนสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: พฤศจิกายน 10, 2018 | Last Modified: พฤศจิกายน 10, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย