โทลาซาไมด์ (Tolazamide)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: โทลาซาไมด์ (Tolazamide) Brand Name(s): ชื่อทั่วไปเท่านั้น ไม่มีชื่อแบรนด์

ข้อบ่งใช้

ยาโทลาซาไมด์ใช้สำหรับ

ยาโทลาซาไมด์ (Tolazamide) ใช้ร่วมกับอาหาร และโปรแกรมออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสูง ในผู้ป่วยเบาหวานประเภท 2 และอาจถูกนำมาใช้ร่วมกับยารักษาเบาหวานประเภทอื่น การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดในไต ตาบอด ปัญหาทางระบบประสาท ปัญหาที่อาจทำให้สูญเสียแขนและขา และปัญหาสมรรถภาพทางเพศ การควบคุมเบาหวานอย่างเหมาะสมอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดในสมองแตกได้ ยาโทลาซาไมด์จัดอยู่กลุ่มยาที่เรียกว่ายาซัลโฟนิลยูเรีย (sulfonylureas) ซึ่งจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยให้ร่างกายปล่อยสารอินซูลินออกมา

วิธีการใช้ยาโทลาซาไมด์

รับประทานยาตัวนี้พร้อมอาหารเช้าหรือมื้อแรกของวันตามที่หมอสั่ง ส่วนมากหมอจะสั่งรับประทานวันละครั้ง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่รับประทานยาในขนาดที่สูง อาจถูกแนะนำให้รับประทานยาตัวนี้ สองครั้งต่อวันพร้อมกับอาหารเช้าและอาหารเย็น ขนาดยาขึ้นอยู่กับอาการทางการแพทย์ และการตอบสนองต่อการรักษาของคุณ

เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงของคุณ หมออาจสั่งให้คุณเริ่มรับประทานยาตัวนี้ในระดับที่ต่ำและค่อยๆ เพิ่มขนาดยาของคุณ ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างระมัดระวัง

หากคุณรับประทานยาเบาหวานอื่นๆ อย่างเช่น ยาคลอโพรพาไมด์ (chlorpropamide) ปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างระมัดระวัง สำหรับการหยุดรับประทานยาตัวเก่าเพื่อเริ่มรับประทานยาโทราซาไมด์

ใช้ยาตัวนี้เป็นประจำ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด การใช้ยาเวลาเดิมในทุกๆวัน จะช่วยให้คุณจำได้ง่ายขึ้น

แจ้งหมอของคุณหากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือทรุดลง (ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณสูงหรือต่ำเกินไป)

วิธีการเก็บรักษายาโทลาซาไมด์

เก็บรักษายาโทลาซาไมด์ไว้ในอุณหภูมิห้อง ห่างไกลจากแสงแดดและความชื้น เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของตัวยา คุณไม่ควรเก็บยาโทลาซาไมด์ในห้องน้ำหรือตู้เย็น อาจมียาโทลาซาไมด์หลายยี่ห้อที่ต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรต้องตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ของยา สำหรับคำแนะนำในการเก็บรักษา หรือสอบถามเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย คุณควรเก็บยาให้ห่างจากเด็กและสัตว์เลี้ยง

คุณไม่ควรทิ้งยาโทลาซาไมด์ลงในชักโครก หรือทิ้งลงท่อระบายน้ำ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำเช่นนั้น เป็นเรื่องสำคัญในการทิ้งยาให้เหมาะสม เมื่อยาหมดอายุ หรือไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว ปรึกษากับเภสัชกรของคุณ สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับการทิ้งยาของคุณอย่างไรให้ปลอดภัย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาโทลาซาไมด์

ก่อนใช้ยาโทลาซาไมด์ ควรแจ้งให้หมอหรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยาตัวนี้ หรือหากคุณมีอาการแพ้อื่นๆ ยาตัวนี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ออกฤทธิ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่นๆ พูดคุยกับเภสัชกรของคุณสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยาตัวนี้ แจ้งหมอหรือเภสัชกรของคุณเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะโรคไต โรคตับ ปัญหาไทรอยด์ อาการขาดฮอร์โมนบางประเภท เช่น ต่อมหมวกไตบกพร่อง (adrenal/pituitary insufficiency) กลุ่มอาการหลั่งฮอร์โมนต้านการขับปัสสาวะไม่เหมาะสม (SIADH) อิเล็คโตรไลต์ไม่สมดุล (ระดับโซเดียมในเลือดต่ำ)

คุณอาจมีอาการมองไม่ชัด เวียนหัวหรือง่วงซึมได้ เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงมาก อย่าขับรถ อย่าใช้เครื่องจักร หรืออย่าทำอะไรที่จำเป็นต้องมีการตื่นตัว หรือการมองเห็น จนกว่าคุณจะทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัย

จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะตัวยาสามารถเพิ่มความเสี่ยงของระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ แอลกอฮอล์อาจทำปฏิกิริยากับยาโทราซาไมด์และก่อให้เกิดการตอบสนองที่รุนแรง (disulfiram-like reaction) พร้อมๆกับอาการอย่าง เช่น หน้าร้อนวูบวาบ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนหัวหรือเจ็บท้อง ปรึกษาหมอหรือเภสัชกรของคุณ เกี่ยวกับวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย

การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอาจจะยากขึ้น เมื่อร่างกายของคุณมีความเครียด (อย่างเช่น มีไข้ การติดเชื้อ การบาดเจ็บ หรือการผ่าตัด) ปรึกษาหมอของคุณ เพราะอาจต้องเปลี่ยนแผนการรักษา ยา หรือการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด

ยาตัวนี้อาจทำให้คุณเกิดการตอบสนองต่อแดดมากขึ้น จำกัดการโดนแสงแดดของคุณ หลีกเลี่ยงการใช้ตู้อบผิวสีแทนและหลอดไฟ ใช้ครีมกันแดดและใส่เสื้อผ้าปกปิดร่างกาย เมื่อต้องออกกลางแจ้ง บอกหมอทันที หากคุณผิวไหม้หรือผิวหนังเป็นรอยแดง และมีตุ่มพุพอง

ก่อนเข้ารับการผ่าตัด บอกหมอหรือทันตแพทย์เกี่ยวกับยาทุกชนิดที่คุณใช้ (ทั้งยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ยาที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร)

ผู้สูงอายุอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองไวต่อผลข้างเคียงของยาตัวนี้ โดยเฉพาะ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ

ยาตัวนี้ควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น หากอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ ปรึกษาเรื่องความเสี่ยงและประโยชน์กับหมอของคุณ

การตั้งครรภ์อาจเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน หรือทำให้โรคเบาหวานทรุดลง หมออาจเปลี่ยนการรักษาโรคเบาหวานของคุณ ระหว่างที่คุณกำลังตั้งครรภ์ (อย่างเช่น อาหารและยา รวมทั้งอินซูลิน)

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าตัวยานี้ผ่านเข้าสู่น้ำนมด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มียาประเภทคล้ายๆ กันเข้าสู่น้ำนมด้วย ปรึกษาหมอของคุณก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่เพียงพอในผู้หญิงที่จะทำให้สามารถระบุถึงความเสี่ยง เมื่อใช้ยาโทลาซาไมด์ ในระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษากับหมอของคุณทุกครั้ง เพื่อชั่งน้ำหนักถึงประโยชน์และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ก่อนใช้ยาโทลาซาไมด์ ยาโทลาซาไมด์มีดัชนีความปลอดภัยการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ประเภท C (pregnancy risk category C) อ้างอิงจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA)

ระดับความเสี่ยงของยาที่ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ อ้างอิงจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา ได้แก่

  • A = ไม่มีความเสี่ยง
  • B = ไม่พบความเสี่ยงในบางงานวิจัย,
  • C = อาจมีความเสี่ยง
  • D = มีความเสี่ยงชัดเจน
  • X = ห้ามใช้
  • N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของยาโทลาซาไมด์

อาจเกิดอาการปวดเกร็งกระเพาะอาหาร ท้องอืด อาการจุกเสียดท้อง เบื่ออาหาร ท้องผูก ท้องร่วง อาเจียน คลื่นไส้ และน้ำหนักเพิ่ม หากผลข้างเคียงยังเกิดขึ้นอยู่หรือทรุดลง โปรดแจ้งให้หมอหรือเภสัชกรทราบโดยทันที

จำไว้ว่า หมอของคุณจ่ายยาตัวนี้ให้คุณ เพราะหมอพิจารณาแล้วว่าคุณจะได้รับประโยชน์ มากกว่าความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียง หลายคนที่ใช้ยาตัวนี้ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงใดๆ

บอกหมอของคุณทันที หากคุณมีผลข้างเคียงรุนแรง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของผิว (อย่างเช่น ผิวคล้ำขึ้นหรือหนาขึ้น) เหนื่อยผิดปกติ อัตราการเต้นของหัวใจแรงและเร็ว มีรอยฟกช้ำ/เลือดออกได้ง่าย การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และสภาพจิตใจ น้ำหนักเพิ่มขึ้นฉับพลัน อาการบวมที่มือ/เท้า กล้ามเนื้อกระตุก/อ่อนแรง การตกเหลืองของผิวหนังและดวงตา คลื่นไส้และอาเจียนอย่างต่อเนื่อง เจ็บกระเพาะ/ช่องท้องอย่างรุนแรง ปัสสาวะสีเข้ม สัญญาณของอาการติดเชื้อ (เช่น ไข้หวัด เจ็บคอเรื้อรัง) อาการชัก

ยาตัวนี้สามารถทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) อาการนี้อาจเกิดขึ้นได้ หากคุณบริโภคอาหารไม่เพียงพอ หรือหากคุณออกกำลังกายหนักผิดปกติ อาการของระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ได้แก่ เหงื่อออกฉับพลัน อาการสั่น หัวใจเต้นเร็ว หิว มองเห็นไม่ชัด เวียนหัว หรือเสียวแปลบปลาบที่มือหรือเท้า เป็นการดีที่จะพกยาหรือเจลกลูโคสติดตัว เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ หากคุณไม่มีสิ่งเหล่านี้ เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็วด้วยการรับประทานน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง หรือลูกอม หรือดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลม บอกหมอของคุณทันที เกี่ยวกับการตอบสนองและการใช้ยาตัวนี้ เพื่อป้องกันน้ำตาลในเลือดต่ำ รับประทานอาหารในช่วงเวลาปกติ และไม่อดอาหาร ตรวจสอบกับหมอหรือเภสัชกรของคุณเพื่อดูว่า คุณควรทำอย่างไรหากคุณลืมรับประทานอาหาร

อาการของน้ำตาลในเลือดสูง (hyperglycemia) ได้แก่ กระหายน้ำ ปัสสาวะมากขึ้น อาการสับสน ง่วงซึม ตัวร้อนวูบวาบ หายใจถี่ และกลิ่นปากเหมือนกลิ่นผลไม้ หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้น บอกหมอของคุณทันที อาจต้องเพิ่มขนาดยาที่ใช้รักษา

ปฏิกิริยาแพ้ต่อยาชนิดนี้เป็นเรื่องที่พบได้ยาก อย่างไรก็ตาม ควรเข้ารับการดูแลทางการแพทย์ทันที หากมีอาการแพ้ขั้นรุนแรง ได้แก่ ผื่น อาการคันหรือบวม (โดยเฉพาะ หน้า ลิ้น คอ) เวียนหัวอย่างรุนแรง ปัญหาการหายใจ

ไม่ใช่ทุกคนจะพบผลข้างเคียงเหล่านี้ อาจมีผลข้างเคียงบางอาการที่ไม่มีอยู่ด้านบน หากคุณมีความกังวลใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียงของยา โปรดปรึกษากับหมอหรือเภสัชกรของคุณ

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

กลุ่มยาที่ปิดกั้นการทำงานของเบต้ารีเซปเตอร์ ได้แก่ ยาเมโทโพรรอล (metoprolol) ยาโพรพราโนรอล (propranolol) ยาหยอดต้อหิน อย่างเช่น ยาทิโมรอล (timolol) อาจทำให้การรู้สึกถึงการเต้นของหัวใจแรงและเร็วลดลง ซึ่งจะเป็นอาการที่บ่งชี้ว่า น้ำตาลในเลือดของคุณต่ำ (hypoglycemia) อาการอื่นๆ ของน้ำตาลในเลือดต่ำ อย่างเช่น เวียนหัว หิว หรือเหงื่อออก ไม่ได้รับผลกระทบโดยยาเหล่านี้

ตรวจสอบฉลากของยาทุกชนิดอย่างถี่ถ้วน (อย่างเช่น ยาที่ใช้สำหรับอาการไอและหวัด) เพราะยาเหล่านี้อาจมีส่วนผสมที่ทำให้เกิดอาการง่วงนอน สอบถามเภสัชกรของคุณเกี่ยวกับการใช้ยาเหล่านั้นอย่างปลอดภัย

ยาโทลาซาไมด์อาจทำปฏิกิริยากับยาตัวอื่นที่คุณใช้อยู่ ซึ่งสามารถเปลี่ยนประสิทธิภาพการทำงานของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปฏิกิริยาของยา คุณควรจดรายชื่อยาทั้งหมดที่คุณใช้อยู่ (ทั้งยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทยฺ ยาที่ไม่ใช้ใบสั่งแพทย์ และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร) และให้หมอและเภสัชกรของคุณดู เพื่อความปลอดภัยของคุณอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนปริมาณยาใดๆ โดยไม่ได้รับการอนุญาตจากหมอ

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาโทลาซาไมด์อาจทำปฎิกิริยากับอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจะปรับเปลี่ยนประสิทธิภาพการทำงานของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงอื่นๆ โปรดปรึกษากับหมอหรือเภสัชกรของคุณ ถึงปฎิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่อาจเกิดขึ้นได้ก่อนใช้ยาตัวนี้

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาโทลาซาไมด์อาจทำปฎิกิริยากับอาการโรคของคุณ ปฏิกิริยานี้อาจทำให้อาการโรคของคุณทรุดลง หรือเปลี่ยนประสิทธิภาพการทำงานของยา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะบอกให้หมอและเภสัชกร รู้ถึงอาการโรคที่คุณกำลังเป็น

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่ได้มีเจตนาทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ใดๆ ควรปรึกษาหมอหรือเภสัชกรของคุณทุกครั้งก่อนใช้ยาโทราซาไมด์

ขนาดยาโทลาซาไมด์สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นเบาหวานประเภท 2

ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 100 ถึง 250 มิลลิกรัม วันละครั้ง

-การปรับยาขึ้นอยู่กับการตอบสนองของน้ำตาลในเลือด

ขนาดยาควบคุม: เฉลี่ย 250 ถึง 500 มิลลิกรัมต่อวัน; ขอบเขต: จาก 100 ถึง 1000 มิลลิกรัมต่อวัน

-สำหรับขนาดยาที่มากกว่า 500 มิลลิกรัม แบ่งขนาดยา ไปรับประทานเป็น 2 ครั้งต่อวัน

ขนาดยาสูงสุด: 1000 มิลลิกรัมต่อวัน

ความเห็น

-สำหรับผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดน้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขนาดยาเริ่มต้นโดยทั่วไป คือ 100 มิลลิกรัมต่อวัน

-ผู้ป่วยไม่มีการตอบสนองเพิ่มเติมต่อขนาดยาที่มากกว่า 1000 มิลลิกรัมต่อวัน

-การย้ายผู้ป่วยที่ใช้ยาต้านเบาหวานอื่นๆ: ดูหัวข้อ การปรับขนาดยา

การใช้: เป็นตัวช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดลง ในผู้ป่วยเบาหวานประเภท 2 ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยอาหารเพียงอย่างเดียว

ขนาดยาทั่วไปสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานประเภท 2

ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทาน 100 มิลลิกรัม วันละครั้ง

การปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรคไต

ใช้ด้วยความระมัดระวัง ควรรักษาระดับขนาดยาเริ่มต้นและขนาดยาควบคุมเอาไว้เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

การปรับขนาดยาในผู้ป่วยโรคตับ

ใช้ด้วยความระมัดระวัง ควรรักษาระดับขนาดยาเริ่มต้นและขนาดยาควบคุมเอาไว้เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

การปรับขนาดยา

ผู้ป่วยสูงอายุ อ่อนแรงหรือขาดสารอาหาร: ควรรักษาระดับขนาดยาเริ่มต้นและขนาดยาควบคุมเอาไว้เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

การย้ายผู้ป่วยจากการรักษาด้วยการรับประทานยาต้านปัสสาวะอื่นๆ

-หากได้รับยาโทลาซาไมด์น้อยกว่า 1 กรัมต่อวัน: ขนาดยาโทลาซาไมด์เบื้องต้นควรอยู่ที่ 100 มิลลิกรัมต่อวัน

-หากได้รับยาโทลาซาไมด์มากกว่า 1 กรัมต่อวัน: ขนาดยาโทลาซาไมด์เบื้องต้นควรอยู่ที่ 250 มิลลิกรัมต่อวัน

-ยาโทลาซาไมด์ 250 มิลลิกรัมเทียบเท่ากับยาคลอโพรพาไมด์ 250 มิลลิกรัม

-ควรเฝ้าสังเกตผู้ป่วยอย่างระมัดระวังในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์แรกสำหรับภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากผลกระทบแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

การย้ายผู้ป่วยจากการรักษาด้วยอินซูลิน

-สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับอินซูลิน 20 ยูนิตต่อวันหรือน้อยกว่านั้น: หยุดใช้อินซูลินและเริ่มรับประทานยาโทลาซาไมด์ 100 มิลลิกรัม วันละครั้ง

-สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับอินซูลิน 20 ถึง 40 ยูนิตต่อวัน: หยุดใช้อินซูลินและเริ่มรับประทานยาโทลาซาไมด์ 250 มิลลิกรัม วันละครั้ง

-สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการอินซูลินมากกว่า 40 ยูนิตต่อวัน: ลดระดับอินซูลินลง 50% และเริ่มรับประทานยาโทลาซาไมด์ 250 มิลลิกรัม วันละครั้ง

ปรับขนาดยาโทลาซาไมด์ทุกสัปดาห์ (หรือบ่อยกว่านั้น ในกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องการอินซูลินมากกว่า 40 ยูนิตต่อวัน)

ความเห็นอื่นๆ

คำแนะนำในการจัดการ

รับประทานยา ในช่วงเช้า วันละครั้ง

-สำหรับขนาดยาที่มากกว่า 500 มิลลิกรัม แบ่งขนาดยา รับประทานเป็น 2 ครั้งต่อวัน

การเก็บรักษา

-เก็บให้ห่างจากแสงแดด

เรื่องทั่วไป

-ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุ อ่อนแรงหรือขาดสารอาหาร ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแบบผสมผสาน และ/หรือผู้ป่วยที่ตับ ไตหรือต่อมหมวกไตบกพร่อง อาจจำเป็นต้องทำการลดขนาดยา

-ยาตัวนี้ไม่ควรนำมาใช้กับผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 (type 1 diabetes mellitus) หรือภาวะคีโตซิส (diabetic ketoacidosis)

-โรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia) อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยภาวะพร่องเอนไซม์ (G6PD) พิจารณายาซัลโฟนิลยูเรียทางเลือกอื่น

-เมื่อผู้ป่วยที่ปรับตัวเข้ากับยารักษาเบาหวาน มีอาการอย่างเช่น มีไข้ แผลติดเชื้อหรือการผ่าตัด อาจจำเป็นต้องหยุดใช้ยาตัวนี้และให้อินซูลินแทน

การสังเกตอาการ

การประเมินทางการแพทย์และทางแล็บ มีความจำเป็นเพื่อระบุขนาดยาต่ำสุดที่มีประสิทธิภาพและตรวจหาอาการผิดปกติหลาย ๆ อย่าง

-ควรตรวจสุขภาพภายใน 4 ถึง 8 สัปดาห์แรก และเข้ารับการตรวจเป็นประจำหลังจากนั้น

-การสังเกตอาการด้วยวิธีทางแล็บ ได้แก่ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะๆ การสังเกตระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตัวเอง, และควรทำการตรวจปัสสาวะ (เช่น กลูโคสและคีโตน) บ่อยขึ้นระหว่างการเริ่มใช้ยาและการเปลี่ยนแปลงขนาดยา; ค่าน้ำตาลเฉลี่ย (HbA1c) ควรทำเมื่อได้รับการอนุญาตจากหมอ

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

-ผู้ป่วยควรเข้าใจถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย และการควบคุมอาหาร เพื่อจัดการกับโรคของพวกเขาเอง

-ผู้ป่วยควรทำความเข้าใจว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกายเป็นเวลานานหรือมากเกินไป การอดอาหาร การเจ็บป่วย หรือการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้ป่วยควรรู้วิธีจัดการกับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และเตรียมตัวในการรักษาโรค

-ผู้ป่วยควรระมัดระวังเกี่ยวกับการขับรถและการใช้เครื่องจักร โดยเฉพาะเมื่อมีความเสี่ยงสำหรับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

-ผู้ป่วยควรปรึกษากับหมอ หากมีอาการที่เกิดจากความเครียด อย่างเช่น เป็นไข้ มีบาดแผลหรือโรค เนื่องจากแผนการรักษาโรคเบาหวานอาจต้องมีการเปลี่ยนแปลง

-แนะนำให้ผู้ป่วยปรึกษากับหมอหรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ หากคุณตั้งท้อง มีแนวโน้มที่จะตั้งท้องหรือให้นมบุตร

ขนาดยาโทลาซาไมด์สำหรับเด็ก

ไม่เป็นที่แน่ชัดสำหรับขนาดยาในผู้ป่วยวัยเด็ก ยาตัวนี้อาจไม่ปลอดภัยสำหรับลูกของคุณ เป็นเรื่องสำคัญเสมอในการเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความปลอดภัยของยาก่อนใช้ โปรดปรึกษากับหมอหรือเภสัชกรของคุณสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

รูปแบบยา

ยาโทลาซาไมด์ มีให้เลือกใช้ในรูปแบบและฤทธิ์ยาดังต่อไปนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

ในกรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด แจ้งศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินท้องถิ่นหรือไปยังห้องฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมรับประทานยาโทลาซาไมด์ กลับมาใช้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม หากใกล้ถึงเวลาที่คุณจะต้องใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามยามื้อที่ลืมไปเลย และใช้ขนาดยาตามปกติ อย่าเพิ่มขนาดยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: กรกฎาคม 10, 2018 | Last Modified: กรกฎาคม 10, 2018

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน