โปรคาร์บาซีน (Procarbazine)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: โปรคาร์บาซีน (Procarbazine) Brand Name(s): โปรคาร์บาซีน (Procarbazine).

ข้อบ่งใช้

ยาโปรคาร์บาซีนใช้สำหรับ

ยาโปรคาร์บาซีน (Procarbazine) ใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดอื่นๆ เพื่อรักษาโรคฮอดจ์กิน (Hodgkin’s disease) หรือที่เรียกว่าโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน (Hodgkin’s lymphoma) ยาโปรคาร์บาซีนอยู่ในกลุ่มของ alkylating agents ทำงานโดยชะลอหรือหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

วิธีการใช้ยาโปรคาร์บาซีน

รับประทานยานี้ตามที่แพทย์กำหนด โดยปกติคือวันละหนึ่งหรือสองครั้ง มักจะรับประทานเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จากนั้น จึงหยุดพักช่วงหนึ่งแล้วกลับมารับประทานใหม่อีกครั้ง เรียกว่าการรักษาเป็นรอบ อย่าเคี้ยวหรือบดยาแคปซูลก่อนกลืน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงแพทย์ อาจสั่งให้คุณเริ่มใช้ยาที่ขนาดต่ำแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มขนาดยา ควรทำตามแนวทางของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ การตอบสนองต่อการรักษา อายุ ขนาดตัว และยาอื่นที่คุณใช้ ควรแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ)

ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

เพื่อป้องกันอาการระดับความดันโลหิตสูงที่รุนแรงมาก ควรรับประทานอาหารพิเศษ ที่แพทย์หรือนักโภชนาการแนะนำ เพื่อจำกัดปริมาณการบริโภคสารไทรามีน (Tyramine) ขณะที่กำลังใช้ยานี้ หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีสารไทรามีนสูง ทั้งชีสหมักบ่ม (aged cheeses) เนื้อหรือไส้กรอกตากแห้งหรือหมักบ่ม เช่น ซาลามี่ (salami) ปลาหมักดอง ผลิตภัณฑ์ที่มียีสต์ในปริมาณมาก เช่น ซุปชนิดก้อน ผงน้ำซุป อาหารหมักดอง เช่น ผักดอง กิมจิ ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองส่วนใหญ่ เช่น ซอสถั่วเหลือง หรือเต้าหู้ ถั่วปากอ้า ไวน์แดง เชอรี่ เบียร์ และเหล้าเวอร์มุท ติดต่อแพทย์หรือนักโภชนาการสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และรายชื่อทั้งหมดของอาหารที่มีสารไทรามีน ที่คุณควรจะจำกัดหรือหลีกเลี่ยง

อย่าหยุดใช้ยานี้ แม้ว่าคุณจะมีอาการคลื่นไส้ หากคุณอาเจียนทันทีหลังจากรับประทานยา ควรติดต่อแพทย์เพื่อขอแนวทางทันที

การเก็บรักษายาโปรคาร์บาซีน

ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็งบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาโปรคาร์บาซีนลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาโปรคาร์บาซีน

ก่อนใช้ยาโปรคาร์บาซีน แจ้งให้แพทย์หรือเภสชักรทราบ หากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือมีโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่นๆ โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสชักรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะ อาการเลือดออกหรือปัญหาเกี่ยวกับเลือด อาการติดเชื้อที่กำลังเป็นอยู่ เพิ่งเป็นไม่นาน หรือเคยเป็นในอดีต โรคไต โรคตับ การฉายรังสีบำบัด

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนหรือง่วงซึม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกัญชา อาจทำให้อาการวิงเวียนหรือง่วงซึมรุนแรงขึ้นได้ อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัวจนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ปรึกษาแพทย์หากคุณใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค

หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ขณะใช้ยานี้เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว และหน้าแดงได้

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ขณะใช้ยานี้ บุหรี่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งปอดขณะใช้ยานี้ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ยานี้อาจทำให้คุณมีปฏิกิริยาไวต่อแสงอาทิตย์ได้ ควรจำกัดเวลาในการอยู่ใต้แดด ควรทาครีมกันแดดและสวมเสื้อผ้าป้องกันเมื่ออยู่นอกบ้าน แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณเกิดอาการแดดเผาหรือมีแผลพุพองหรือรอยแดงที่ผิวหนัง

ยาโปรคาร์บาซีนสามารถทำให้คุณมีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น หรือทำให้อาการติดเชื้อที่เป็นอยู่รุนแรงขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการติดต่อผู้มีอาการติดเชื้อที่สามารถแพร่สู่ผู้อื่นได้ (เช่น โรคอีสุกอีใสหรือไข้หวัดใหญ่) ปรึกษาแพทย์ หากคุณอาจมีการสัมผัสกับเชื้อเมื่อไม่นานมานี้ หรือหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

อย่าสร้างภูมิคุ้มกันหรือรับวัคซีนโดยไม่ปรึกษากับแพทย์ หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้ที่เพิ่มรับวัคซีนเชื้อเป็น (เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่รับโดยการสูดดม)

เพื่อลดโอกาสในการเกิดรอยบาด รอยช้ำ หรือการบาดเจ็บ ควรใช้ของมีคมด้วยความระมัดระวัง เช่น มีดโกนและกรรไกรตัดเล็บ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมเช่นกีฬาปะทะ

ก่อนการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งยา ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ)

เด็กอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะอาการสั่นเทา หมดสติ หรือชัก

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณตั้งครรภ์หรือมีแผนที่จะตั้งครรภ์ คุณไม่ควรตั้งครรภ์ขณะที่กำลังใช้ยาโปรคาร์บาซีน เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ โปรดสอบถามแพทย์ถึงวิธีการคุมกำเนิดที่น่าเชื่อถือ หากคุณตั้งครรภ์โปรดปรึกษาแพทย์ในทันที เกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ของการใช้ยานี้

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถส่งผ่านน้ำนมแม่ได้หรือไม่ ไม่แนะนำการให้นมบุตรระหว่างใช้ยานี้ เนื่องจากโอกาสในการเป็นอันตรายต่อทารก โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาโปรคาร์บาซีนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ หมวด D โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่มีข้อมูลเพียงพอ

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาโปรคาร์บาซีน

อาจเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก ปากแห้ง กลืนลำบาก ง่วงซึม วิงเวียน ปวดหัว นอนไม่หลับ ปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ หรือผิวคล้ำขึ้น อาการคลื่นไส้อาเจียนอาจรุนแรงได้ ในบางกรณี แพทย์อาจสั่งยาป้องกันหรือบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนมาให้ เพื่อลดอาการเหล่านี้ ควรรับประทานอาหารมื้อเล็กๆ หลายมื้อ ไม่รับประทานอาหารก่อนยา หรือจำกัดการทำกิจกรรม หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือแย่ลง โปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

อาจเกิดอาการผมร่วงชั่วคราว โดยปกติผมจะยาวกลับมาหลังจากเสร็จสิ้นการรักษา

ผู้ที่ใช้ยานี้อาจมีผลข้างเคียงที่รุนแรง แต่การที่แพทย์สั่งให้ใช้ยานี้ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่า มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง การที่แพทย์เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด จะช่วยลดความเสี่ยงได้

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น อาการเลือดออกหรือรอยช้ำผิดปกติ ท้องร่วง เหน็บชาที่มือหรือเท้า มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ (เช่น สับสน ซึมเศร้า) มีแผลภายในปากหรือริมฝีปาก

ยานี้อาจลดความสามารถในการต่อสู้กับการติดเชื้อ และอาจทำให้มีโอกาสติดเชื้อรุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) หรือทำให้การติดเชื้อที่เป็นอยู่แย่ลง แจ้งให้แพทย์ทราบในทันที หากคุณมีสัญญาณของการติดเชื้อ (เช่น เจ็บคอไม่ยอมหาย เป็นไข้ หนาวสั่น)

รับการรักษาในทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรงมาก เช่น อาการชัก

ในกรณีหายากยานี้อาจทำให้เกิดอาการความดันโลหิตสูงวิกฤต (hypertensive crisis) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ปฏิกิริยาของยาและอาหารหลายอย่าง สามารถเพิ่มความเสี่ยงนี้ได้ (อ่านในส่วนการใช้ยาและปฏิกิริยาของยา) หยุดใช้ยาโปรคาร์บาซีนและรับการรักษาในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้ อาการปวดหัวรุนแรง หัวใจเต้นเร็ว ผิดปกติ หรือรัว ปวดหน้าอก คอแข็งเกร็งหรือเจ็บคอ คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง เหงื่อออกหรือผิวเย็นชืด (บางครั้งอาจมีไข้) รูม่านตาขยาย การมองเห็นเปลี่ยนแปลง (เช่นมองเห็นภาพซ้อน) มีปฏิกิริยาไวต่อแสงฉับพลัน (photophobia)

ยานี้อาจเพิ่มสารเซโรโทนิน (serotonin) และในกรณีหายาก อาจทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่ากลุ่มอาการเซโรโทนิน (serotonin syndrome) หรือเซโรโทนินเป็นพิษ (serotonin toxicity) ความเสี่ยงนี้อาจเพิ่มขึ้น หากคุณใช้ยาที่เพิ่มสารเซโรโทนินได้ ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณใช้ รับการรักษาทันทีหากมีอาการดังต่อไปนี้ หัวใจเต้นเร็ว มองเห็นภาพหลอน สูญเสียการเคลื่อนไหวที่สอดประสาน วิงเวียนอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อกระตุก เป็นไข้หาสาเหตุไม่ได้ มีอาการกระสับกระส่ายหรือร้อนรนอย่างผิดปกติ

ในกรณีที่หายากมาก ผู้เป็นโรคมะเร็งที่รักษาด้วยยานี้อาจเกิดโรคมะเร็งประเภทอื่น เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) ความเสี่ยงนี้อาจจะเพิ่มขึ้น หากคุณทำเคมีบำบัดหรือฉายรังสีบำบัดบางชนิด โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้คือ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ ได้แก่ ยาลดความอ้วน หรือยากดความอยากอาหาร เช่น ไดเอทิลโพรพิออน (diethylpropion) ยาสำหรับโรคสมาธิสั้น (attention deficit hyperactivity) เช่น อะโทม็อกซีทีน (atomoxetine) หรือเมทิลเฟนิเดต (methylphenidate) ยาแอพราโคลนิดีน (apraclonidine) บูโพรพิออน (bupropion) บิวสไปโรน (buspirone) คาร์บามาเซพีน (carbamazepine) ไซโคลเบนซาพรีน (cyclobenzaprine) เดยูเททราเบนาซีน (deutetrabenazine) เดกซ์โทรเมทอร์แฟน (dextromethorphan) เมทิลโดปา (methyldopa) เตตราเบนาซีน (tetrabenazine) วาลเบนาซีน (valbenazine) ยาแก้ปวดแบบเสพติดบางชนิด (narcotic medications) เช่นเมเพอริดีน (Meperidine) เมทาโดน (Methadone) หรือทาเพนทาดอล (tapentadol) อาหารเสริมบาชนิด เช่น ทริปโตเฟน (tryptophan) สารไทรามีน (Tyramine) ทริปแทน (Triptans) บางชนิดที่ใช้เพื่อรักษาอาการปวดหัวไมเกรน เช่น ไรซาทริปแทน (rizatriptan) หรือซูสรทริปแทน (sumatriptan) ยาสำหรับโรคพาร์กินสันบางชนิด (Parkinson’s disease) เช่น เอนทาคาโปน (entacapone) เลโวโดพา (levodopa) หรือทอลคาโปน (tolcapone)

ความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการเซโรโทนิน หรือเซโรโทนินเป็นพิษ อาจจะเพิ่มขึ้นหากคุณกำลังใช้ยาที่อาจเพิ่มปริมาณของสารเซโรโทนิน เช่น ยาเสพติด อย่างยาอี (MDMA) หรือ (ecstasy) เซนต์จอห์น เวิร์ต (St. John’s wort) ยาต้านซึมเศร้าบางชนิด อย่างมาโพรทิลีน (maprotiline) เมอร์เทซาปีน (mirtazapine) ยาในกลุ่มเอสเอสอาร์ไอ (SSRIs) เช่นฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) พาร็อกซีทีน (paroxetine) ยาในกลุ่มเอสเอ็นอาร์ไอ (SNRIs) เช่น ดูล็อกซีทีน (Duloxetine) เวนลาฟาซีน (Venlafaxine) ยาในกลุ่มไตรไซคลิก (tricyclics) เช่น อะมิทริปไทลีน (amitriptyline) หรือโดเซพิน (doxepin) และอื่นๆ ความเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการเซโรโทนินหรือเซโรโทนินเป็นพิษนั้น มักจะเพิ่มขึ้นเมื่อคุณเริ่มต้นใช้ยา หรือเพิ่มขนาดยาเหล่านี้

ยาบางอย่างอาจเกิดปฏิกิริยา หากคุณใช้ร่วมกับยาโปรคาร์บาซีน หรือใช้ยาเหล่านี้หลายสัปดาห์ก่อนใช้ยาโปรคาร์บาซีน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณใช้ยาที่อาจเกิดปฏิกิริยากับยาโปรคาร์บาซีน หรือยาที่อาจเพิ่มสารเซโรโทนินภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนหรือหลังจากใช้ยาโปรคาร์บาซีน และหากคุณใช้ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) ภายใน 5 สัปดาห์ก่อนใช้ยาโปรคาร์บาซีน สอบถามแพทย์ถึงเวลาที่คุณควรรอ ก่อนเริ่มหรือหยุดใช้ยาเหล่านี้ และเริ่มใช้ยาโปรคาร์บาซีน

การใช้ยาในกลุ่ม MAO inhibitors ร่วมกับอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรง (อาจถึงแก่ชีวิต) อย่าใช้ยาในกลุ่ม MAO inhibitors อื่นๆ เช่น ไอโซคาร์บอกซาซิด (isocarboxazid) ลีเนโซลิด (linezolid) เมทิลีน บลู (methylene blue) โมคลอเบไมด์ (moclobemide) ฟีเนลซีน (phenelzine) ราซาจิลีน (rasagiline) ซาฟินาไมด์ (safinamide) เซเลจิลีน (selegiline) ทรานิลซัยโปรมีน (tranylcypromine) ขณะที่กำลังใช้ยานี้ ไม่ควรใช้ยาในกลุ่มเอ็มเอโอไอส่วนใหญ่ภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนหรือหลังจากใช้ยาโปรคาร์บาซีน สอบถามแพทย์ถึงเวลาในการเริ่มหรือหยุดใช้ยานี้

ก่อนใช้ยาโปรคาร์บาซีน ควรแจ้งรายชื่อของยาทั้งหมด ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการความดันโลหิตวิกฤต เมื่อใช้ร่วมกับยาโปรคาร์บาซีน รวมถึงสมุนไพรต่างๆ เช่น อีเฟดรา (ephedra) หรือ หม่าฮวง (ma huang) ยาแก้แพ้หรือยาแก้ไอแก้หวัด เช่น เดกซ์โทรเมทอร์แฟน (dextromethorphan) ยาแก้คัดจมูก เช่น ฟีนิลเอฟรีน (phenylephrine) หรือซูโดเอฟีดรีน (pseudoephedrine) และยากระตุ้น เช่นแอมเฟตามีน (amphetamines) เอฟีดรีน (Ephedrine) เอพิเนฟรีน (Epinephrine) ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine) ไม่ควรใช้ยาโปรคาร์บาซีนร่วมกับยาเหล่านี้ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ปรึกษาแพทย์หรือเภสชักร หากคุณใช้ยาที่อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม เช่น เครื่องดื่มแอลกอออล์ ยาต้านฮีสตามีน (antihistamines) อย่างเซทิริซีน (cetirizine) หรือไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine) ยาสำหรับการนอนหลับหรืออาการวิตกกังวล เช่น อัลพราโซแลม (alprazolam) ไดอะซีแพม (diazepam) หรือโซลพิเดม (zolpidem) ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น คาริโซโพรดอล (Carisoprodol) หรือไซโคลเบนซาพรีน (cyclobenzaprine) และยาแก้ปวดแบบเสพติด เช่น โคเดอีน (codeine) หรือไฮโดรคอโดน (hydrocodone)

ควรตรวจสอบฉลากยาทั้งหมดของคุณ (เช่น ยาแก้แพ้หรือยาแก้ไอแก้หวัด) เนื่องจากยาเหล่านี้อาจมีส่วนประกอบ ที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้

ยาโปรคาร์บาซีนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาโปรคาร์บาซีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาโปรคาร์บาซีนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาโปรคาร์บาซีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคฮอดจ์กิน (Hodgkin’s disease)

สำหรับการใช้เป็นยาชนิดเดียว

เพื่อลดอาการคลื่นไส้อาเจียนที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาโปรคาร์บาซีน อาจรับประทานยาหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทานในขนาด 2 ถึง 4 มก./กก./วันในสัปดาห์แรก แล้วจึงควรรักษาระดับของขนาดยาต่อวันไว้ที่ 4 ถึง 6 มก./กก./วัน จนได้รับการตอบสนองสูงสุดหรือจนกว่าปริมาณของเม็ดเลือดขาวละลดลงมาต่ำกว่า 4000 หรือเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 เมื่อได้รับการตอบสนองสูงสุดแล้ว การรักษาระดับของขนาดยาไว้ที่ 1 ถึง 2 มก./กก./วัน จากมีโรคเลือดหรือความเป็นพิษอื่นๆ ควรหยุดใช้ยาจนกว่าจะฟื้นฟูในระดับที่พึงพอใจ หลังจากผลของการเป็นพิษลดลง อาจกลับมารักษาตามปกติ ตามดุลพินิจของแพทย์ โดยขึ้นอยู่กับผลการประเมินทางการแพทย์และผลการศึกษาที่เหมาะสมในห้องทดลอง ที่ขนาดยา 1 ถึง 2 มก./กก./วัน

เมื่อใช้ร่วมกับยาต้านมะเร็งอื่นๆ

ควรลดยาโปรคาร์บาซีนให้อยู่ในขนาดที่เหมาะสม เช่น ในสูตรยาเอ็มโอพีพี (MOPP regimen) ขนาดของยาโปรคาร์บาซีนคือ 100 มก./ตารางเมตร/วัน เป็นเวลา 14 วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคเนื้องอกแอนนาพลาสติกแอสโตรไซต์โตมา (Anaplastic astrocytoma)

60 มก./ตารางเมตร รับประทานวันละครั้งในวันที่ 8 ถึง 21 เมื่อใช้ยานี้เป็นส่วนหนึ่งของสูตรยาที่มีโลมูสทีน (lomustine) หรือ CeeNU และวินคริสทีน (Vincristine) อาจใช้ยาในสูตรยาพีซีวี (PCV regimen) ต่อเนื่องเป็นเวลา 29 วัน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคมะเร็งไกลโอบลาสโตมามัลติฟอร์เม (Glioblastoma multiforme)

60 มก./ตารางเมตร รับประทานวันละครั้งในวันที่ 8 ถึง 21 เมื่อใช้ยานี้เป็นส่วนหนึ่งของสูตรยาที่มีโลมูสทีน (lomustine) หรือ CeeNU และวินคริสทีน (Vincristine) อาจใช้ยาในสูตรยาพีซีวี (PCV regimen) ต่อเนื่องเป็นเวลา 29 วัน

การปรับขนาดยาสำหรับไต

แพทย์บางรายแนะนำให้ลดขนาดยา สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไตบกพร่อง แต่ยังไม่มีการพิสูจน์แนวทางโดยเฉพาะ

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

แพทย์บางรายแนะนำให้ลดขนาดยา สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการตับบกพร่อง แต่ยังไม่มีการพิสูจน์แนวทางโดยเฉพาะ

การปรับขนาดยา

สำหรับการใช้เป็นยาชนิดเดียว ขนาดยาเริ่มต้นที่แนะนำนั้น เพื่อลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ที่มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่เริ่มใช้ยาโปรคาร์บาซีน อาจรักษาระดับของขนาดยาในแต่ละวันที่ 4 ถึง 6 มก./กก./วัน รับประทานยาหนึ่งครั้งหรือแบ่งรับประทาน จนได้รับการตอบสนองสูงสุด หรือจนกว่าจะมีเหตการณ์ดังต่อไปนี้ แนะนำให้หยุดการรักษาในทันทีหากเกิดอาการดังต่อไปนี้

  • มีสัญญาณหรืออาการของระบบประสาทส่วนกลาง เช่นภาวะพาเรสทีเชีย (paresthesias) เส้นประสาทอักเสบ (neuropathies) หรือสับสน
  • ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (Leukopenia) (จำนวนเม็ดเลือดขาวน้อยกว่า 4,000)
  • ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) (เกล็ดเลือดน้อยกว่า 100,000)
  • ภาวะภูมิแพ้ (Hypersensitivity reaction)
  • เยื่อบุช่องปากอักเสบ (Stomatitis) (มีแผลเล็กๆ แห่งแรกหรือมีแผลไม่ยอมหายไปที่ภายในชองปากเป็นสัญญาณในการหยุดการรักษา)
  • ท้องร่วง (บ่อยครั้งหรืออุจจาระเหลว)
  • ตกเลือด (Hemorrhage) หรือเลือดออกง่าย (bleeding tendencies)

Bone marrow depression มักเกิดขึ้น 2-3 สัปดาห์หลังจากเริ่มการรักษา หากเกิด leukopenia ผู้ป่วยจำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

หลังจากผลกระทบเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจเป็นไปได้จากการศึกษาวิจัย แพทย์อาจพิจารณาให้ขนาดยา ประมาณ 1 ถึง 2 มก/กก/วัน

คำแนะนำอื่นๆ

ขนาดยาทั้งหมดขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย แต่ควรมีการประเมินน้ำหนักตัวที่ปราศจากไขมันหรือน้ำหนักแห้ง (dry weight) สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักเทียมเนื่องจากบวมน้ำ (edema) ท้องมาน (ascites) หรืออาการคั่งน้ำผิดปกติอื่นๆ

ควรมีการรับข้อมูลการทดลองพื้นฐานก่อนเริ่มต้นการรักษา ควรมีการเฝ้าสังเกตสถานะทางระบบโลหิตวิทยาที่แสดงให้เห็นจากจากฮีโมโกลบิน (hemoglobin) ฮีมาโทคริต (hematocrit) ปริมาณเม็ดเลือดขาว การนับแยกชนิดเม็ดเลือด เรติคูโลไซท์ (reticulocytes) และเกล็ดเลือดไม่ต่ำกว่าทุกๆ 3 หรือ 4 วัน

ควรมีการประเมินตับและไต รวมไปถึงการตรวจปัสสาวะ ตรวจทรานซามิเนส (transaminase) ตรวจอัลคาไลฟอสฟาเทส (alkaline phosphatase) และตรวจค่าของปริมาณไนโตรเจนในกระแสเลือด (blood urea nitrogen tests) อย่างน้อยทุกๆ สัปดาห์

หากมีการใช้การฉายรังสีบำบัด หรือการทำเคมีบำบัดที่มีการกดไขกระดูก (marrow depressant) แนะนำให้เว้นระยะ 1 เดือนขึ้นไป ระหว้างการรักษาด้วยยาโปรคาร์บาซีน ความยาวของระยะเวลาพักนี้ ขึ้นอยู่กับการฟื้นฟูของไขกระดูก โดยขึ้นอยู่กับการศึกษาไขกระดูกในภายหลัง

ขนาดยาโปรคาร์บาซีนสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยาโปรคาร์บาซีน

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมรับประทานยาควรรีบรับประทานทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลารับประทานยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปรับประทานยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: พฤศจิกายน 10, 2018 | Last Modified: พฤศจิกายน 10, 2018

บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน