โปรเคน เพนิซิลลิน (Procaine penicillin)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: โปรเคน เพนิซิลลิน (Procaine penicillin) Brand Name(s): โปรเคน เพนิซิลลิน (Procaine penicillin).

ข้อบ่งใช้

ยาโปรเคน เพนิซิลลินใช้สำหรับ

ยาโปรเคน เพนิซิลลิน (Procaine penicillin) ใช้สำหรับรักษาการติดเชื้อหลายประเภทที่เกิดจากแบคทีเรีย รวมทั้งโรคซิฟิลิส ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

วิธีการใช้ยาโปรเคน เพนิซิลลิน

ฉีดยาโปรเคน เพนิซิลลินเข้าภายในกล้ามเนื้อ แพทย์ พยาบาล หรือผู้เชี่ยวชาญการดูแลสุขภาพอื่นๆ จะเป็นผู้ฉีดยาให้แก่คุณ คุณอาจจะได้เรียนรู้วิธีการฉีดยาเองที่บ้าน อย่าฉีดยานี้ด้วยตัวเอง หากคุณยังไม่เข้าใจวิธีการฉีดยา และวิธีการกำจัดเข็มและกระบอกฉีดยาที่ถูกต้อง

ควรจะฉีดยาโปรเคน เพนิซิลลินอย่างช้าๆ เข้าสู่กล้ามเนื้อสะโพก หรือต้นขาส่วนบน

การเก็บรักษายาโปรเคน เพนิซิลลิน

ยาผงแห้ง

ยาโปรเคน เพนิซิลลินควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาโปรเคน เพนิซิลลินบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาโปรเคน เพนิซิลลินลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ยาสารละลาย

ยาโปรเคน เพนิซิลลินควรเก็บที่ตู้เย็น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในช่องแช่แข็ง ยาโปรเคน เพนิซิลลินบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาโปรเคน เพนิซิลลินลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาโปรเคน เพนิซิลลิน

ยาโปรเคน เพนิซิลลินสามารถทำให้ยาคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพลดลงได้ โปรดสอบถามแพทย์ถึงวิธีการคุมกำเนิด โดยไม่ใช้ยาเม็ดฮอร์โมน (เช่น ถุงยางอนามัย แผ่นอนามัยครอบปากมดลูก หรือยาฆ่าเชื้ออสุจิ) เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ขณะที่กำลังใช้ยาโปรเคน เพนิซิลลิน ยาคุมกำเนิดแบบใช้ฮอร์โมน (เช่น ยาคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด การฝังยาคุมกำเนิด แผ่นแปะผิวหนัง และห่วงคุมกำเนิด) อาจจะมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอในการป้องกันการตั้งครรภ์ ขณะที่กำลังใช้ยานี้

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาโปรเคน เพนิซิลลินจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ ประเภท B โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาโปรเคน เพนิซิลลิน

รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินในทันที หากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ดังต่อไปนี้

  • ลมพิษ
  • หายใจติดขัด
  • อาการบวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ

โปรดติดต่อแพทย์ในทันที หากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรงดังต่อไปนี้

  • ท้องร่วง
  • ผิวลอก มีอาการปวดอย่างรุนแรง หรือมีความเปลี่ยนแปลงของสีผิว
  • วิงเวียน ปวดข้อต่อหรือปวดกล้ามเนื้อ
  • หัวใจเต้นเร็วหรือรัว
  • มีอาการชา เหน็บ ปวด บวม หรือรอยแดงที่แขนหรือขา
  • สับสน กระสับกระส่าย ซึมเศร้า มีความคิดหรือพฤติกรรมที่ผิดปกติ
  • เจ็บหน้าอก มีปัญหากับการมองเห็นหรือการพูด
  • เป็นไข้ หนาวสั่น วิงเวียน ปวดกล้ามเนื้อ หายใจเร็วหรือหัวใจเต้นเร็ว
  • การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ควบคุมไม่ได้ มีปัญหากับการทรงตัวหรือการเดิน
  • ผิวซีด มีรอยช้ำหรือเลือดออกง่าย อ่อนแรงผิดปกติ
  • เจ็บคอ มีอาการของโรคไข้หวัดใหญ่
  • ปัสสาวะน้อยกว่าปกติหรือไม่ปัสสาวะเลย
  • ผดผื่นหรืออาการคันพร้อมกับอาการต่อมบวม ปวดข้อต่อ หรือรู้สึกไม่สบายทั่วไป
  • หัวใจเต้นช้า ชีพจรอ่อน หมดสติ หายใจช้า

ผลข้างเคียงที่รุนแรงน้อยกว่ามีดังนี้

  • อาการปวดบริเวณที่ฉีดยา
  • มีอาการคันที่ช่องคลอดหรือมีสารคัดหลั่งจากช่องคลอด
  • มีรอยสีขาวภายในปากหรือลำคอ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มองเห็นไม่ชัด มีเสียงอื้อในหู
  • ปวดหัว วิงเวียน
  • ผื่นผิวหนังระดับเบา

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาโปรเคน เพนิซิลลินอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณกำลังใช้ โดยเฉพาะ

  • ยาโพรเบเนซิด (Probenecid) อย่างเบเรมิด (Benemid)
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาวาฟาริน (warfarin) อย่างคูมาดิน (Coumadin)
  • ยาขับปัสสาวะ เช่น ยาฟูโรเซไมด์ (furosemide) อย่างลาซิกซ์ (Lasix) ยาไฮโดรคลอโรไทอะไซด์ (hydrochlorothiazide) อย่างเอชซีทีแซด (HCTZ) ไฮโดรไดอูริล (HydroDiuril) ไฮซาร์ (Hyzaar) โลเพรสเซอร์ เอชซีที (Lopressor HCT) วาโซเรติก (Vasoretic) หรือเซสโทเรติก (Zestoretic) และอื่นๆ
  • ยาเมโธเทรกเซท (Methotrexate) อย่างรูเมเทรกซ์ (Rheumatrex) หรือเทรซอล (Trexall)
  • ยาปฏิชีวนะเตตราไซคลีน (tetracycline antibiotic) เช่น ยาเดเมโคลไซคลีน (demeclocycline) อย่างเดโคลมัยซิน (Declomycin) หรือเลเดอร์มัยซิน (Ledermycin) ยาด็อกซีไซคลิน (doxycycline) อย่างอะดอกซ์ซา (Adoxa) ดอร์ริกซ์ (Doryx) ไวบรามัยซิน (Vibramycin) หรือเพริโอสแตท (Periostat) ยาไมโนไซคลีน (minocycline) อย่างไมโนซิน (Minocin) หรือยาเตตราไซคลีน (tetracycline) อย่างอัลลาเทต (Ala-Tet) ซูมัยซิน (Sumycin) หรือเตตราแคป (Tetracap)
  • ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ยาไบูโพรเฟน (ibuprofen) มอร์ทริน (Motrin) หรือแอดวิล (Advil) ยาไดโคลเฟเนค (diclofenac) อย่างคาทาเฟลม (Cataflam) หรือโวลทาเรน (Voltaren) ยาเอโทโดแลค (etodolac) อย่างโลดีน (Lodine) ยาอินโดเมทาซิน (indomethacin) อย่างอินโดซิน (Indocin) ยานาพรอกเซน (naproxen) อย่างอะลีฟ (Aleve) หรือนาโพรซิน (Naprosyn) ยาเมโลซิแคม (meloxicam) อย่างโมบิก (Mobic) ยาไพโรซิแคม (piroxicam) อย่างเฟลเดน (Feldene) และอื่นๆ
  • ยาปฏิชีวนะเซฟาโลสปอริน (cephalosporin antibiotic) เช่น ยาซีคลอร์ (Ceclor) ยาเซฟทิน (Ceftin) ยาดูไรเซฟ (Duricef) ยาเคเฟล็กซ์ (Keflex) ยาโลราบิด (Lorabid) ยาออมนิเซฟ (Omnicef) ยาสเปคทราเซฟ (Spectracef) และอื่นๆ

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาโปรเคน เพนิซิลลินอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาโปรเคน เพนิซิลลินอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

โรคที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • โรคหอบหืด
  • เคยมีประวัติโรคภูมิแพ้
  • โรคไต

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาโปรเคน เพนิซิลลินสำหรับผู้ใหญ่

การติดเชื้อที่ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อยอ่อน

การติดเชื้อระดับรุนแรงปานกลางไปจนถึงการติดเชื้อระดับรุนแรงเนื่องจากมีปฏิกิริยาไวต่อเชื้อสเตรปโทคอกคัส กลุ่มเอ (group A streptococci)

ขนาดยาที่แนะนำคือ 600,000 ถึง 1,000,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วัน

การติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน

การติดเชื้อระดับรุนแรงปานกลางไปจนถึงการติดเชื้อระดับรุนแรงเนื่องจากมีปฏิกิริยาไวต่อเชื้อสเตรปโทคอกคัส กลุ่มเอ

ขนาดยาที่แนะนำคือ 600,000 ถึง 1,000,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วัน

ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)/คออักเสบ (pharyngitis)

การติดเชื้อระดับรุนแรงปานกลางไปจนถึงการติดเชื้อระดับรุนแรงเนื่องจากมีปฏิกิริยาไวต่อเชื้อสเตรปโทคอกคัส กลุ่มเอ

ขนาดยาที่แนะนำคือ 600,000 ถึง 1,000,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วัน

การติดเชื้อสเตรปโทคอกคัส (Streptococcal infection)

โรคไฟลามทุ่ง (Erysipelas) ไข้อีดำอีแดง (scarlet fever) การติดเชื้อระดับรุนแรงปานกลางไปจนถึงการติดเชื้อระดับรุนแรงเนื่องจากมีปฏิกิริยาไวต่อเชื้อสเตรปโทคอกคัส กลุ่มเอ

ขนาดยาที่แนะนำคือ 600,000 ถึง 1,000,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลาอย่างน้อย 10 วัน

โรคปอดบวม (Pneumonia)

การติดเชื้อระดับรุนแรงปานกลาง (ไม่ซับซ้อน) เนื่องจากมีปฏิกิริยาไวต่อเชื้อนิวโมคอกคัส (pneumococci)

ขนาดยาที่แนะนำคือ 600,000 ถึง 1,000,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

การติดเชื้อแบคทีเรีย

การติดเชื้อระดับรุนแรงปานกลางถึงระดับรุนแรงเนื่องจากมีปฏิกิริยาไวต่อเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส (staphylococci) และการติดเชื้อที่ไม่ซับซ้อนเนื่องจากเชื้ออีริซิเพโลทริกซ์ รูซิโอพาธี (Erysipelothrix rhusiopathiae) ขนาดยาที่แนะนำคือ 600,000 ถึง 1,000,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

โรคเบเจล (Bejel) โรคพินตา (pinta) และโรคคุดทะราด (yaws) โดยทั่วไปแล้วการรักษานั้นจะเหมือนกับการรักษาโรคซิฟิลิส (syphilis) ในระยะของโรคที่ตรงกัน

การป้องกันโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax)

ขนาดยาที่แนะนำคือ 1.2 ล้านหน่วย ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง

ระยะเวลา การป้องกันโรคแอนแทรกซ์นั้นควรจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนานกว่า 60 วัน ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยของยาโปรเคน เพนิซิลลินสำหรับการใช้งานนานกว่า 2 สัปดาห์ ควรพิจารณาทางเลือกอื่นในการรักษานานกว่า 2 สัปดาห์

โรคแอนแทรกซ์เกิดจากเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง (Cutaneous Bacillus anthracis)

ขนาดยาที่แนะนำคือ 600,000 ถึง 1,000,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

แม้ว่าการรักษานาน 5 ถึง 10 วันนั้นอาจจะเพียงพอสำหรับโรคแอนแทรกซ์ที่ผิวหนังระดับเบาที่ไม่ซับซ้อน (เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือหลังจากเปิดรับเชื้อประจำถิ่น [endemic exposures]) ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ (the Centers for Disease Control and Prevention) นั้นแนะนำให้ทำการรักษาอย่างต่อเนื่องนาน 60 วันหากเกิดโรคแอนแทรกซ์ที่ผิวหนังที่เป็นผลมาจากการเปิดรับละอองเชื้อสปอร์ของโรคแอนแทรกซ์เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

โรคซิฟิลิสระบบประสาท (Neurosyphilis)

ขนาดยาที่แนะนำคือ 600,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 10 ถึง 15 วัน

ขนาดยาโดยรวม 6 ถึง 9 ล้านหน่วย

หากมั่นใจว่าสามารถปฏิบัติตามข้อบังคับได้ ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแนะนำให้ใช้ยาโปรเคน เพนิซิลลิน 2.4 ล้านหน่วย ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อวันละครั้ง ร่วมกับยาโพรเบเนซิด 500 มก. รับประทานวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 10 ถึง 14 วัน อาจตามด้วยยาเพนิซิลลิน จี เบนซาทีน (penicillin G benzathine) 2.4 ล้านหน่วย ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อสัปดาห์ละครั้งเป็นเวลานานถึง 3 สัปดาห์

การฉีดยาเพนิซิลลิน จีเข้าหลอดเลือดดำนั้นเป็นวิธีที่แนะนำสำหรับการรักษาโรคซิฟิลิสระบบประสาท ผู้ป่วยทุกรายควรจะได้รับการตรวจทางการแพทย์และการตรวจวิทยาเซรุ่ม (serological testing) ทุกๆ 6 เดือน เป็นเวลา 2 ถึง 3 ปี

โรคซิฟิลิสระยะหลัง (Tertiary syphilis)

ขนาดยาที่แนะนำคือ 600,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 10 ถึง 15 วัน

ขนาดยาโดยรวม 6 ถึง 9 ล้านหน่วย

ผู้ป่วยทุกรายควรจะได้รับการตรวจทางการแพทย์ และการตรวจวิทยาเซรุ่ม ทุกๆ 6 เดือน เป็นเวลา 2 ถึง 3 ปี

โรคซิฟิลิสระยะแฝง

ระยะแฝงพร้อมกับผลการตรวจน้ำในไขสันหลังเป็นลบ 600,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 8 วัน

ขนาดยาโดยรวม 4,800,000 หน่วย

ระยะแฝงพร้อมกับผลการตรวจน้ำในไขสันหลังเป็นบวกหรือไม่มีการตรวจน้ำในไขสันหลัง 600,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 10 ถึง 15 วัน

ขนาดยาโดยรวม 6 ถึง 9 ล้านหน่วย

ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแนะนำให้ใช้ยาเพนิซิลลิน จี เบนซาทีน เป็นตัวเลือกของยาในการรักษาโรคซิฟิลิสระยะแฝง ผู้ป่วยทุกรายควรจะได้รับการตรวจทางการแพทย์และการตรวจวิทยาเซรุ่มทุกๆ 6 เดือน เป็นเวลา 2 ถึง 3 ปี

โรคซิฟิลิสระยะแรก

ปฐมภูมิ (Primary) และทุติยภูมิ (secondary) 600,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 8 วัน

ขนาดยาโดยรวม 4,800,000 หน่วย

ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแนะนำให้ใช้ยาเพนิซิลลิน จี เบนซาทีน เป็นตัวเลือกของยาในการรักษาโรคซิฟิลิสระยะแฝง ผู้ป่วยทุกรายควรจะได้รับการตรวจทางการแพทย์และการตรวจวิทยาเซรุ่มทุกๆ 6 เดือน เป็นเวลา 2 ถึง 3 ปี

โรคคอตีบ (Diphtheria)

การเสริมการรักษาพร้อมกับแอนตี้ท็อกซิน (antitoxin) 300,000 ถึง 600,000 หน่วย/วัน day ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 14 วัน ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแนะนำให้ยาในขนาด 300,000 หน่วย/วัน ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ สำหรับผู้ป่วยที่น้ำหนักน้อยกว่า 10 กก. หรือน้อยกว่า และยาในขนาด 600,000 หน่วย/วัน ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ สำหรับผู้ป่วยที่น้ำหนักมากกว่า 10 กก.

ผู้ป่วยมักจะไม่เป็นโรคติดต่อ 48 ชั่วโมง หลังจากเริ่มการรักษา ควรเสร็จสิ้นผลการเพาะเชื้อหลังจากการรักษาเป็นลบสองครั้งติดต่อกันเพื่อยืนยันการกำจัดเชื้อ

ระยะพาหะนำโรค 300,000 หน่วย/วัน ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ

ควรติดตามผลการเพาะเชื้ออย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังจากเสร็จสิ้นการรักษา หากผลเป็นบวก ก็แนะนำให้ใช้ยาอิริโทรมัยซินและติดตามผลการเพาะเชื้อเพิ่มเติม

การติดเชื้อ Fusospirochetosis

ขนาดยาที่แนะนำคือ 600,000 ถึง 1,000,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

โรคไข้หนูกัด (Rat-bite fever)

ขนาดยาที่แนะนำคือ 600,000 ถึง 1,000,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

ภาวะเยื่อบุหัวใจอักเสบ (Endocarditis)

เฉพาะการติดเชื้อปฏิกิริยาไวที่รุนแรงเท่านั้น 600,000 ถึง 1,000,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

ขนาดยาโปรเคน เพนิซิลลินสำหรับเด็ก

การติดเชื้อแบคทีเรีย

สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (The American Academy of Pediatrics) แนะนำให้ใช้ยาที่ขนาด 50,000 หน่วย/กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อวันละครั้งสำหรับทารกแรกเกิด และ25,000 ถึง 50,000 หน่วย/กก./วัน แบ่งฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 หรือ 2 ครั้ง (ขนาดยาสูงสุดของผู้ใหญ่คือ 4.8 ล้านหน่วย/วัน) สำหรับเด็กที่อายุมากกว่า 1 เดือน

การติดเชื้อระดับรุนแรงปานกลางถึงระดับรุนแรงเนื่องจากมีปฏิกิริยาไวต่อเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ในผู้ป่วยที่น้ำหนักน้อยกว่า 27 กก. 300,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

การติดเชื้อสเตรปโทคอกคัส

การติดเชื้อระดับรุนแรงปานกลางไปจนถึงการติดเชื้อระดับรุนแรงเนื่องจากมีปฏิกิริยาไวต่อเชื้อสเตรปโทคอกคัส กลุ่มเอ ในผู้ป่วยที่น้ำหนักน้อยกว่า 27 กก. 300,000 หน่วย/วัน ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ

โรคปอดบวม

การติดเชื้อระดับรุนแรงปานกลาง (ไม่ซับซ้อน) เนื่องจากมีปฏิกิริยาไวต่อเชื้อนิวโมคอกคัส ในผู้ป่วยที่น้ำหนักน้อยกว่า 27 กก. 300,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

การป้องกันโรคแอนแทรกซ์

ขนาดยาที่แนะนำคือ 25,000 หน่วย/กก. ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 12 ชั่วโมง

ระยะเวลา การป้องกันโรคแอนแทรกซ์นั้นควรจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องนานกว่า 60 วัน ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยของยาโปรเคน เพนิซิลลินสำหรับการใช้งานนานกว่า 2 สัปดาห์ ควรพิจารณาทางเลือกอื่นในการรักษานานกว่า 2 สัปดาห์

โรคซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital Syphilis)

น้ำหนักน้อยกว่า 32 กก. 50,000 หน่วย/วัน ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 10 วัน ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อและสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกาแนะนำให้ เริ่มต้นการรักษาทั้งชุดใหม่ หากขาดยามากกว่า 1 วัน

โรคซิฟิลิสระบบประสาท

อายุมากกว่า 12 ปี 600,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 10 ถึง 15 วัน

ขนาดยาโดยรวม 6 ถึง 9 ล้านหน่วย

หากมั่นใจว่าสามารถปฏิบัติตามข้อบังคับได้ ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแนะนำให้ใช้ยาโปรเคน เพนิซิลลิน 2.4 ล้านหน่วย ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อวันละครั้ง ร่วมกับยาโพรเบเนซิด 500 มก. รับประทานวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 10 ถึง 14 วัน อาจตามด้วยยาเพนิซิลลิน จี เบนซาทีน 2.4 ล้านหน่วย ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อสัปดาห์ละครั้งเป็นเวลานานถึง 3 สัปดาห์

การฉีดยาเพนิซิลลิน จีเข้าหลอดเลือดดำนั้น เป็นวิธีที่แนะนำสำหรับการรักษาโรคซิฟิลิสระบบประสาท ผู้ป่วยทุกรายควรจะได้รับการตรวจทางการแพทย์ และการตรวจวิทยาเซรุ่มทุกๆ 6 เดือน เป็นเวลา 2 ถึง 3 ปี

โรคซิฟิลิสระยะหลัง

อายุมากกว่า 12 ปี ขนาดยาที่แนะนำคือ 600,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 10 ถึง 15 วัน

ขนาดยาโดยรวม 6 ถึง 9 ล้านหน่วย

ผู้ป่วยทุกรายควรจะได้รับการตรวจทางการแพทย์และการตรวจวิทยาเซรุ่ม ทุกๆ 6 เดือน เป็นเวลา 2 ถึง 3 ปี

โรคซิฟิลิสระยะแฝง

อายุมากกว่า 12 ปี ระยะแฝงพร้อมกับผลการตรวจน้ำในไขสันหลังเป็นลบ 600,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 8 วัน

ขนาดยาโดยรวม 4,800,000 หน่วย

ระยะแฝงพร้อมกับผลการตรวจน้ำในไขสันหลังเป็นบวกหรือไม่มีการตรวจน้ำในไขสันหลัง 600,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 10 ถึง 15 วัน

ขนาดยาโดยรวม 6 ถึง 9 ล้านหน่วย

ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแนะนำให้ใช้ยาเพนิซิลลิน จี เบนซาทีน เป็นตัวเลือกของยาในการรักษาโรคซิฟิลิสระยะแฝง ผู้ป่วยทุกรายควรจะได้รับการตรวจทางการแพทย์และการตรวจวิทยาเซรุ่มทุกๆ 6 เดือน เป็นเวลา 2 ถึง 3 ปี

โรคซิฟิลิสระยะแรก

อายุมากกว่า 12 ปี

ปฐมภูมิและทุติยภูมิ 600,000 หน่วย/วัน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเป็นเวลา 8 วัน

ขนาดยาโดยรวม 4,800,000 หน่วย

ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแนะนำให้ใช้ยาเพนิซิลลิน จี เบนซาทีน เป็นตัวเลือกของยาในการรักษาโรคซิฟิลิสระยะแฝง ผู้ป่วยทุกรายควรจะได้รับการตรวจทางการแพทย์และการตรวจวิทยาเซรุ่มทุกๆ 6 เดือน เป็นเวลา 2 ถึง 3 ปี

โรคคอตีบ

การเสริมการรักษาพร้อมกับแอนตี้ท็อกซิน (antitoxin) ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อแนะนำให้ยาในขนาด 300,000 หน่วย/วัน ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ สำหรับผู้ป่วยที่น้ำหนักน้อยกว่า 10 กก. หรือน้อยกว่า และยาในขนาด 600,000 หน่วย/วัน ฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ สำหรับผู้ป่วยที่น้ำหนักมากกว่า 10 กก. สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกาแนะนำให้ใช้ยาในขนาด 25,000 ถึง 50,000 หน่วย/กก./วัน โดยแบ่งเป็น 2 ครั้ง เป็นเวลา 14 วัน โดยมีขนาดยาสูงสุดที่ 1.2 ล้านหน่วยต่อวัน

ผู้ป่วยมักจะไม่เป็นโรคติดต่อ 48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มการรักษา ควรเสร็จสิ้นผลการเพาะเชื้อ หลังจากการรักษาเป็นลบสองครั้งติดต่อกัน เพื่อยืนยันการกำจัดเชื้อ

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้น จึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาสำหรับฉีด
  • ยาผง 0,8 กรัม 1,2 กรัม
  • ยาสารละลาย

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

อาการของการใช้ยาเกินขนาดอาจมีทัง อารมณ์เปลี่ยนแปลง กระสับกระส่าย สับสน และชัก

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 25, 2019 | Last Modified: มกราคม 25, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย