โปรเมทาซีน (Promethazine)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: โปรเมทาซีน (Promethazine) Brand Name(s): โปรเมทาซีน (Promethazine).

ข้อบ่งใช้

ยาโปรเมทาซีนใช้สำหรับ

ยาฉีดโปรเมทาซีน (Promethazine) ใช้เพื่อรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากสภาวะบางอย่าง เช่น หลังการผ่าตัด หรืออาการป่วยจากการเคลื่อนไหว (motion sickness) นอกจากนี้ยังใช้ร่วมกับยาอื่น เพื่อรักษาอาการแพ้ที่รุนแรงถึงแก่ชีวิต อย่างเช่นภูมิแพ้เฉียบพลันรุนแรง (Anaphylaxis) และปฏิกิริยาต่อการผลิตเลือด ยาในรูปแบบฉีดอาจใช้เพื่อรักษาอาการแพ้ที่เบากว่า ขณะที่คุณไม่สามารถใช้ยาแบบรับประทานได้ นอกจากนี้ยังอาจใช้ก่อน/หลังจากการผ่าตัด กระบวนการอื่นๆ หรือการคลอดบุตรเพื่อช่วยให้สงบขึ้น เพื่อป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน และเพื่อช่วยให้ยาแก้ปวดแบบเสพติด (narcotic pain relievers) บางชนิด เช่น เมเพอริดีน (meperidine) ทำงานได้ดีขึ้น

ยาโปรเมทาซีนนั้นเป็นยาต้านฮีสตามีน (antihistamine) ประเภทฟีโนไทอาซีน (phenothiazine type) ทำงานโดยการยับยั้งสารตามธรรมชาติบางชนิดอย่างฮีสตามีน (histamine) ที่ร่างกายผลผลิตขึ้นขณะมีอาการแพ้ ผลอื่นๆ ของยานี้ (เช่น แก้คลื่นไส้ ทำให้สงบ บรรเทาอาการปวด) อาจทำงานโดยการส่งผลกระทบกับสารตามธรรมชาติอื่น เช่น อะซิทิลคอลีน (acetylcholine) และด้วยการออกฤทธิ์โดยตรงต่อสมองบางส่วน

ไม่ควรใช้ยานี้กับเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี 

วิธีการใช้ยาโปรเมทาซีน

ควรฉีดยานี้ลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ผู้ดูแลสุขภาพยังอาจฉีดยานี้เข้าหลอดเลือดดำใหญ่อย่างช้าๆ ได้อีกด้วย (ไม่ใช่ที่มือหรือที่ข้อมือ) อย่าฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังหรือเข้าในหลอดเลือดแดง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉีดยาอย่างถูกต้อง โปรดสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร 

ขนาดยาและความถี่ในการใช้ยาขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว อายุ และการตอบสนองต่อการรักษา อาจต้องฉีดยาซ้ำถ้าจำเป็น โดยปกติจะทุกๆ 4 ชั่วโมง 

หากคุณฉีดยานี้ด้วยตัวเองที่บ้าน ควรเรียนรู้วิธีการเตรียมยา และการใช้ยาที่ถูกต้องจากผู้ดูแลสุขภาพ ก่อนใช้ยาควรตรวจสอบยาดูว่า มีฝุ่นละออง หรือเปลี่ยนสีหรือไม่ หากมี ไม่ควรใช้ยานั้น ควรเรียนรู้วิธีการเก็บรักษา และกำจัดยาอย่างปลอดภัย 

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง 

การเก็บรักษายาโปรเมทาซีน

ยาโปรเมทาซีนควรเก็บในอุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาโปรเมทาซีนบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง 

ไม่ควรทิ้งยาโปรเมทาซีนลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ เว้นเสียแต่จะได้รับคำแนะนำให้ทำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง 

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาโปรเมทาซีน

ระหว่างที่กำลังพิจารณาเลือกใช้ยา แพทย์จะพิจารณาความเสี่ยงของการใช้ยาต่อประโยชน์ของยาเสียก่อน สำหรับยานี้ควรพิจารณาดังต่อไปนี้

โรคภูมิแพ้  

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากคุณเคยมีอาการที่ผิดปกติ หรืออาการแพ้ต่อยานี้ นอกจากนี้ยังควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เกี่ยวกับโรคภูมิแพ้อื่นๆ ที่คุณเป็น เช่น แพ้อาหาร สีย้อม สารกันบูด หรือสัตว์ สำหรับยาที่หาซื้อเอง ควรอ่านฉลากยา หรือส่วนประกอบของยาอย่างละเอียด 

เด็ก 

ยังไม่มีงานวิจัยที่เหมาะสมในปัจจุบัน ที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอายุ และประสิทธิภาพของยาโปรเมทาซีนในเด็ก ไม่แนะนำการใช้ยาโปรเมทาซีนแบบฉีดกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในกดการหายใจ (respiratory depression) ควรใช้ยานี้ด้วยความระมัดระวัง เมื่อใช้ยานี้กับเด็กที่อายุ 2 ปีขึ้นไป 

ผู้สูงอายุ

ยังไม่มีงานวิจัยที่เหมาะสมในปัจจุบัน ที่ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของอายุ และประสิทธิภาพของยาโปรเมทาซีนแบบฉีดในผู้สูงอายุ แต่ผู้สูงอายุมักจะมีปฏิกิรยาไวต่อผลข้างเคียงของยานี้ ได้มากกว่าคนวัยหนุ่มสาว และมักจะเป็นโรคหัวใจ หรือหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องกับอายุ หรือปัญหาเกี่ยวต่อมลูกหมาก และจำเป็นต้องมีการปรับขนาดยา

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาโปรเมทาซีนจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้  

A= ไม่มีความเสี่ยง

B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น

C= อาจจะมีความเสี่ยง

D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง

X= ห้ามใช้

N= ไม่ทราบแน่ชัด 

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาโปรเมทาซีน 

รับการรักษาในทันทีหากคุณมีสัญญาณของอาการแพ้ดังนี้คือ ลมพิษ หายใจติดขัด บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือลำคอ 

หยุดใช้ยาและแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น

  • มีการเคลื่อนไหวบิดหรือควบคุมไม่ได้ที่ดวงตา ริมฝีปาก ลิ้น ใบหน้า แขน หรือขา
  • อาการสั่นเทา (tremor) น้ำลายไหล กลืนลำบาก มีปัญหากับการทรงตัวหรือเดิน 
  • รู้สึกกระสับกระส่าย ว้าวุ่นใจ หรือร้อนรน  
  • เป็นไข้สูง กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง สับสน เหงื่อออก หัวใจเต้นเร็วหรือไม่เท่ากัน หายใจเร็ว 
  • รู้สึกเหมือนจะหมดสติ 
  • มีอาการชัก
  • ผิวซีด มีรอยช้ำหรือเลือดออกได้ง่าย เจ็บคอ มีอาการของไข้หวัดใหญ่ 
  • การมองเห็นในตอนกลางคืนลดลง มองเห็นได้แคบ น้ำตาไหล มีปฏิกิริยาไวต่อแสงมากขึ้น 
  • มองเห็นภาพหลอน ร้อนรน 
  • คลื่นไส้ ปวดกระเพาะ ผดผื่นผิวหนัง และดีซ่าน (ผิวและดวงตาเป็นสีเหลือง) 
  • ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ หรือไม่ปัสสาวะเลย
  • มีาการปวดหรือบวมที่ข้อต่อและมีไข้ ต่อมบวม ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหน้าอก อาเจียน มีความคิดหรือพฤติกรรมที่ผิดปกติ และสีผิวหยาบกร้าน
  • หัวใจเต้นช้า ชีพจรอ่อน หมดสติ หายใจช้า (อาจหยุดหายใจ) 

ผลข้างเคียงที่รุนแรงน้อยกว่ามีดังต่อไปนี้

  • วิงเวียน ง่วงซึม วิตกกังวล 
  • มองเห็นไม่ชัด ปากแห้ง จมูกอัดตัน 
  • มีเสียงอื้อในหู
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้น บวมที่มือหรือเท้า 
  • เสื่อมสมรรถภาพทางเพส (impotence) มีปัญหากับการถึงจุดสุดยอดของความรู้สึกทางเพศ 
  • ท้องผูก

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น 

ยาโปรเมทาซีนอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์ 

ไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้กับยาดังต่อไปนี้ แพทย์อาจจะตัดสินใจไม่ใช้ยาในกลุ่มนี้เพื่อรักษาคุณ หรือเปลี่ยนยาบางตัวที่คุณกำลังใช้อยู่ 

  • ซิซาไพรด์ (Cisapride) 
  • โดรเนดาโรน (Dronedarone) 
  • เกรพาฟลอกซาซิน (Grepafloxacin) 
  • เมโซริดาซีน (Mesoridazine) 
  • เมโทโคลพราไมด์ (Metoclopramide) 
  • พิโมไซด์ (Pimozide) 
  • ไพเพอราควิน (Piperaquine) 
  • โซเดียมออกซีเบต (Sodium Oxybate) 
  • สปาร์ฟลอกซาซิน (Sparfloxacin) 
  • ไทโอริดาซีน (Thioridazine)  

โดยปกติแล้ว ไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้กับยาดังต่อไปนี้ แต่อาจจำเป็นในบางกรณี หากคุณได้รับใบสั่งยาทั้งคู่ร่วมกัน แพทย์อาจจะต้องเปลี่ยนขนาดยา หรือความถี่ในการใช้ยา ตัวหนึ่งหรือทั้งคู่ 

  • อะคริวาสทีน (Acrivastine) 
  • อัลฟูโซซิน (Alfuzosin) 
  • อะมิโอดาโรน (Amiodarone) 
  • อะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) 
  • อะม็อกซาปีน (Amoxapine) 
  • อะนากรีไลด์ (Anagrelide) 
  • อะโปมอร์ฟีน (Apomorphine) 
  • อะริพิพราโซล (Aripiprazole) 
  • อาร์เซนิกไตรออกไซด์ (Arsenic Trioxide) 
  • อะเซนาปีน (Asenapine) 
  • แอสเทมมีโซล (Astemizole) 
  • อะซิโธรมัยซิน (Azithromycin) 
  • บิวพรีนอร์ฟีน (Buprenorphine) 
  • บูโพรพิออน (Bupropion) 
  • บูเซอรีลิน (Buserelin) 
  • คาร์บินอกซามีน (Carbinoxamine) 
  • คลอโรควิน (Chloroquine) 
  • คลอร์โปรมาซีน (Chlorpromazine) 
  • ไซโปรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin) 
  • ไซตาโลแพรม (Citalopram) 
  • คลาริโทรมัยซิน (Clarithromycin) 
  • โคลมิพรามีน (Clomipramine) 
  • โคลซาปีน (Clozapine) 
  • คริสออททินอิบ (Crizotinib) 
  • ดาบราเฟนิบ (Dabrafenib) 
  • ดาซาทินิบ (Dasatinib) 
  • ดีลามานิด (Delamanid) 
  • เดซิพรามีน (Desipramine) 
  • เดสโลเรลิน (Deslorelin) 
  • ไดโซไพราไมด์ (Disopyramide) 
  • โดฟีทิไลด์ (Dofetilide) 
  • โดลาซีตรอน (Dolasetron) 
  • ดอมเพอริโดน (Domperidone) 
  • ดรอเพอริดอล (Droperidol) 
  • อิริโทรมัยซิน (Erythromycin) 
  • เอสซิตาโลแพรม (Escitalopram) 
  • เฟนทานิล (Fentanyl) 
  • ฟิงโกลิมอด (Fingolimod) 
  • ฟลีเคไนด์ (Flecainide) 
  • ฟลูโคนาโซล (Fluconazole) 
  • ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) 
  • กาติฟลอกซาซิน (Gatifloxacin) 
  • เกมิฟรอกซาซิน (Gemifloxacin) 
  • โกนาเดเรลิน (Gonadorelin) 
  • โกเซเรริน (Goserelin) 
  • แกรนิซีตรอน (Granisetron) 
  • ฮาโลแฟนทรีน (Halofantrine) 
  • ฮาโลเพอริดอล (Haloperidol) 
  • ฮิสเทรลิน (Histrelin) 
  • ไฮโดรโคโดน (Hydrocodone) 
  • ไฮโดรมอร์โฟน (Hydromorphone) 
  • ไอบูทิไลด์ (Ibutilide) 
  • ไอโลเพริโดน (Iloperidone) 
  • อิมิพรามีน (Imipramine) 
  • ไอราดิพีน (Isradipine) 
  • ไอวาบราดีน (Ivabradine) 
  • คีโตโคนาโซล (Ketoconazole) 
  • ลาพาทินิบ (Lapatinib) 
  • ลิวโพรไลด์ (Leuprolide) 
  • ลีโวฟลอกซาซิน (Levofloxacin) 
  • เลวอร์ฟานอล (Levorphanol) 
  • ลิเทียม (Lithium) 
  • โลปินาเวียร์ (Lopinavir) 
  • ลูมีแฟนทรีน (Lumefantrine) 
  • มีไคลซีน (Meclizine) 
  • เมโฟลควิน (Mefloquine) 
  • เมทาโดน (Methadone) 
  • เมไทรซาไมด์ (Metrizamide) 
  • เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) 
  • มิฟีพริสโตน (Mifepristone) 
  • มอร์ฟีน (Morphine) 
  • มอร์ฟีนซัลเฟตไลโปโซม (Morphine Sulfate Liposome) 
  • มอกซิฟลอกซาซิน (Moxifloxacin) 
  • เนฟาเรลิน (Nafarelin) 
  • นิโลตินิบ (Nilotinib) 
  • นอร์ฟลอกซาซิน (Norfloxacin) 
  • นอร์ทริปไทลีน (Nortriptyline) 
  • ออกทรีโอไทด์ (Octreotide) 
  • ออฟลอกซาซิน (Ofloxacin) 
  • ออนดาเซทรอน (Ondansetron) 
  • ออกซิโคโดน (Oxycodone) 
  • ออกซิมอร์ฟีน (Oxymorphone) 
  • พาลิเพอริโดน (Paliperidone) 
  • พาโซพานิบ (Pazopanib) 
  • เพนทามิดีน (Pentamidine) 
  • เพอฟลูเทรน ไลปิด ไมโครสเฟียร์ (Perflutren Lipid Microsphere) 
  • โพซาโคนาโซล (Posaconazole) 
  • โปรเคนเอไมด์ (Procainamide) 
  • โพรคาร์เบซีน (Procarbazine) 
  • โปรคลอเปอราซีน (Prochlorperazine) 
  • โพรพาฟีโนน (Propafenone) 
  • โพรทริบทีลีน (Protriptyline) 
  • ควิไทอะปีน (Quetiapine) 
  • ควินิน (Quinine) 
  • ราโนลาซีน (Ranolazine) 
  • ซาลเมเทอรอล (Salmeterol) 
  • ซาควินาเวียร์ (Saquinavir) 
  • ซีโวฟลูเรน (Sevoflurane) 
  • โซเดียมฟอสเฟต (Sodium Phosphate) 
  • โซเดียมฟอสเฟตไดเบสิค (Sodium Phosphate, Dibasic) 
  • โซเดียมฟอสเฟตโมโนเบสิค (Sodium Phosphate, Monobasic) 
  • โซลิเฟนาซิน (Solifenacin) 
  • โซราฟีนิป (Sorafenib) 
  • โซทาลอล (Sotalol) 
  • ซูนิทินิบ (Sunitinib) 
  • ซูโวเรแซนต์ (Suvorexant) 
  • ทาเพนทาดอล (Tapentadol) 
  • เทลาแวนซิน (Telavancin) 
  • เทลิโทรมัยซิน (Telithromycin) 
  • เทอร์เฟนาดีน (Terfenadine) 
  • เตตราเบนาซีน (Tetrabenazine) 
  • โทเรมิฟีน (Toremifene) 
  • ทรามาดอล (Tramadol) 
  • ฟีโนไทอาซีน (Trifluoperazine) 
  • ไทรมิพรามีน (Trimipramine) 
  • ทริปโทรีลิน (Triptorelin) 
  • ยูเมคลิดิเนียม (Umeclidinium) 
  • แวนเดทานิบ (Vandetanib) 
  • วาร์เดนาฟิล (Vardenafil) 
  • เวมูราเฟนิบ (Vemurafenib) 
  • โวริโคนาโซล (Voriconazole) 
  • ไซพราซิโดน (Ziprasidone) 
  • โซลพิเดม (Zolpidem)  

การใช้ยาดังต่อไปนี้ร่วมกันอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงบางอย่างได้ แต่การใช้ยาทั้งสองร่วมกัน อาจเป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ หากคุณได้รับใบสั่งยาทั้งคู่ร่วมกัน แพทย์อาจจะต้องเปลี่ยนขนาดยา หรือความถี่ในการใช้ยาตัวหนึ่งหรือทั้งคู่ 

  • เบลลาดอนนา (Belladonna) 
  • เบลลาดอนนา อัลคาลอยด์ (Belladonna Alkaloids) 
  • หมากสง (Betel Nut) 
  • อีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose) 
  • เมเพอริดีน (Meperidine) 
  • มิโดดรีน (Midodrine) 
  • เพแรมพาเนล (Perampanel) 
  • ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine)  

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาโปรเมทาซีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ 

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น 

ยาโปรเมทาซีนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ 

ปัญหาสุขภาพอื่นๆ อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพใดๆ โดยเฉพาะ

  • เป็นโรคสมองหรือมีการบาดเจ็บที่สมอง 
  • ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจหรือโรคปอด เช่น โรคหอบหืด โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) 
  • สภาพโคม่า (Comatose state) หรือหมดสติ
  • กลุ่มอาการราย (Reye’s syndrome) 
  • เคยเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea) ไม่ควรใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคนี้ 
  • คอกระเพาะปัสสาวะอุดตัน (Bladder-neck blockage) 
  • โรคไขกระดูก (Bone marrow disease) เช่น ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (agranulocytosis) ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (leukopenia) 
  • ต่อมลูกหมากโต (Enlarged prostate) 
  • โรคต้อหิน (Glaucoma) มุมปิด
  • โรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือด 
  • ลำไส้อุดตัน
  • โรคตับ (รวมไปถึงดีซ่าน) 
  • เคยเป็นโรคกลุ่มอาการนิวโรเล็ปติกร้ายแรง (Neuroleptic malignant syndrome) 
  • อาการกดการหายใจ (Respiratory depression) 
  • แผลในกระเพาะอาหาร
  • ทางเดินปัสสาวะอุดตัน (Urinary tract blockage) หรือปัสสาวะลำบาก ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง อาจทำให้อาการแย่ลงได้ 
  • โรคชัก ยานี้อาจเพิ่มโอกาสในการชัก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ใช้ยาแก้ปวดแบบเสพติด (narcotic) หรือยาระงับความรู้สึก (anesthetic medicines) 

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาโปรเมทาซีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาปฎิกิริยาภูมิแพ้เฉียบพลันรุนแรง (Anaphylaxis)

  • ฉีดยา: 25 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อหนึ่งครั้ง ตามด้วยเฝ้าสังเกตการตอบสนองอย่างใกล้ชิด อาจให้ยาซ้ำด้วยขนาดยานี้ภายใน 2 ชั่วโมงหากจำเป็น ควรเริ่มต้นการรักษาด้วยยาแบบรับประทานทันทีที่ทำได้หากจะเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง 
  • รับประทาน: ครั้งะ 25 มก. อาจให้ยาซ้ำด้วยขนาดยานี้ทุกๆ 4 ชั่วโมงหากจำเป็น 
  • ให้ยาทางทวารหนัก: ครั้งละ 25 มก. อาจให้ยาซ้ำด้วยขนาดยานี้ทุกๆ 4 ชั่วโมงหากจำเป็น 

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการแพ้  

  • รับประทานหรือให้ยาทางทวารหนัก: 12.5 มก. ก่อนมื้ออาหาร และ 25 มก. ก่อนนอนหากจำเป็น อีกทางเลือกคือให้ยาหนึ่งครั้ง 25 มก. ก่อนนอน หรือ 6.25 มก. ถึง 12.5 มก. วันละสามครั้ง 
  • ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ: 25 มก. อาจให้ยาซ้ำภายใน 2 ชั่วโมงหากจำเป็น

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis)

  • ฉีดยา: 25 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อหนึ่งครั้ง ตามด้วยเฝ้าสังเกตการตอบสนองอย่างใกล้ชิด อาจให้ยาซ้ำด้วยขนาดยานี้ภายใน 2 ชั่วโมงหากจำเป็น ควรเริ่มต้นการรักษาด้วยยาแบบรับประทานทันทีที่ทำได้หากจะเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง 
  • รับประทาน: 25 มก. รับประทานก่อนนอน อีกทางเลือกคือ 12.5 มก. ก่อนมื้อเย็น และให้อีกครั้งก่อนนอนเพื่อผลในการต้านฮีสตามีน 
  • ให้ยาทางทวารหนัก: 25 มก. รับประทานก่อนนอน อีกทางเลือกคือ 12.5 มก. ก่อนมื้อเย็น และให้อีกครั้งก่อนนอนเพื่อผลในการต้านฮีสตามีน 
  • ยังไม่มีการพิสูจน์ความปลอดภัยในการใช้ยาโปรเมทาซีนในระยะยาวเพื่อรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อทำให้ง่วง (Light Sedation) 

  • ฉีดยา: 25 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อหนึ่งครั้ง ตามด้วยเฝ้าสังเกตการตอบสนองอย่างใกล้ชิด อาจเพิ่มขนาดยาไปถึง 50 มก. เพื่อให้ได้ผลทางการแพทย์ที่ต้องการ 
  • รับประทาน: 25 มก.หนึ่งครั้ง อาจเพิ่มขนาดยาไปถึง 50 มก. เพื่อให้ได้ผลทางการแพทย์ที่ต้องการ 
  • ให้ยาทางทวารหนัก: 25 มก.หนึ่งครั้ง อาจเพิ่มขนาดยาไปถึง 50 มก. เพื่อให้ได้ผลทางการแพทย์ที่ต้องการ 

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการเมารถ (motion sickness)

  • รับประทานหรือให้ยาทางทวารหนัก: 25 มก. 30 ถึง 60 นาทีก่อนการเดินทาง แล้วให้ทุกๆ 12 ชั่วโมงหากจำเป็น

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน

  • รับประทาน ให้ยาทางทวารหนัก ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ: 12.5 ถึง 25 มก. ทุกๆ 4 ถึง 6 ชั่วโมงหากจำเป็น

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่สำหรับการใช้ร่วมกับสารประเภทโอพิออยด์ (Opiate Adjunct) 

  • รับประทาน ให้ยาทางทวารหนัก ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ: 25 ถึง 50 มก. ทุกๆ 4 ชั่วโมงหากจำเป็นเพื่อเพิ่มผลของการใช้ยาโอปิออยด์ (opioids) ควบคู่กันไป 

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาลมพิษ (urticaria)

  • ฉีดยา: 25 มก. ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อหนึ่งครั้ง ตามด้วยเฝ้าสังเกตการตอบสนองอย่างใกล้ชิด อาจให้ยาซ้ำด้วยขนาดยานี้ภายใน 2 ชั่วโมงหากจำเป็น ควรเริ่มต้นการรักษาด้วยยาแบบรับประทานทันทีที่ทำได้หากจะเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง 
  • รับประทาน: 25 มก. รับประทานก่อนนอน อีกทางเลือกคือ 12.5 มก. ก่อนมื้อเย็น และให้อีกครั้งก่อนนอนเพื่อผลในการต้านฮีสตามีน 
  • ให้ยาทางทวารหนัก: 25 มก. รับประทานก่อนนอน อีกทางเลือกคือ 12.5 มก. ก่อนมื้อเย็น และให้อีกครั้งก่อนนอนเพื่อผลในการต้านฮีสตามีน  

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อให้นอนหลับ (Sedation) 

  • รับประทาน ให้ยาทางทวารหนัก ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ 25 ถึง 50 มก./ครั้ง

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการเวียนศีรษะ (Vertigo) 

อาการเวียนศีรษะฉับพลัน: 

  • ขนาดยาเริ่มต้น: 25 มก. รับประทาน ให้ยาทางทวารหนัก ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ
  • ขนาดยาปกติ: 12.5 ถึง 50 มก. ทุกๆ 4 ถึง 8 ชั่วโมง
  • ขนาดยาสูงสุดในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 75 มก. 

ขนาดยาโปรเมทาซีนสำหรับเด็ก 

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการแพ้

  • อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 2 ปี: รับประทานหรือให้ยาทางทวารหนัก: 0.1 มก./กก./ครั้ง ทุกๆ 6 ชั่วโมงในตอนกลางวัน และ 0.5 มก./กก./ครั้ง ก่อนนอนหากจำเป็น 

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการป่วยจากการเคลื่อนไหว (motion sickness)

  • อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 2 ปี: รับประทานหรือให้ยาทางทวารหนัก: 0.5 มก./กก. (ไม่เกิน 25 มก.) 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง แล้วให้ทุกๆ 12 ชั่วโมงหากจำเป็น 

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน

  • อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 2 ปี: รับประทาน ให้ยาทางทวารหนัก ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ: 0.25 ถึง 1 มก./กก./ครั้ง (ไม่เกิน 25 มก.) 4 ถึง 6 ครั้งต่อวันหากจำเป็น

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาให้หลับ (Sedation) 

  • อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 2 ปี: รับประทาน ให้ยาทางทวารหนัก ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ: 0.5 ถึง 1 มก./กก./ครั้ง (ไม่เกิน 25 มก.) ทุกๆ 6 ชั่วโมงหากจำเป็น
  • อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 2 ปี: การระงับความปวดก่อนการผ่าตัด (Preoperative analgesia) : ฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือกล้ามเนื้อ: 1.1 มก./กก. หนึ่งครั้งร่วมกับการระงับความปวดหรือระงับประสาท (ในขนาดยาที่ลดลง) และใช้ร่วมกับยาที่ออกฤทธิ์คล้ายอะโทรปีน (atropine-like agent) (ในขนาดยาที่เหมาะสม) หมายเหตุ: ขนาดของยาโปรเมทาซีนไม่ควรเกินครึ่งหนึ่งของขนาดยาที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ 

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้:

ยาเม็ด: 12.5 มก. 25 มก. 50 มก.

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

อาการใช้ยาเกินขนาดมีดังต่อไปนี้ 

  • หายใจติดขัด
  • หายใจช้าหรือหยุดหายใจ 
  • วิงเวียน 
  • เวียนศีรษะ
  • เป็นลม
  • หมดสติ
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • กล้ามเนื้อแข็งเกร็งเคลื่อนไหวลำบาก 
  • สูญเสียการเคลื่อนไหวอย่างสอดประสาน
  • มือและเท้ามีการเคลื่อนไหวในลักษณะบิดแบบต่อเนื่อง
  • ปากแห้ง
  • รูม่านตาขยายกว้าง
  • หน้าแดง
  • คลื่นไส้
  • ท้องผูก
  • ตื่นเต้นหรือร้อนรนผิดปกติ 
  • ฝันร้าย

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: ตุลาคม 20, 2018 | Last Modified: ตุลาคม 20, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย