โพรแพนธิลีน (Propantheline)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: โพรแพนธิลีน (Propantheline) Brand Name(s): โพรแพนธิลีน (Propantheline).

ข้อบ่งใช้

ยาโพรแพนธิลีนใช้สำหรับ

ยาโพรแพนธิลีน (Propantheline) ใช้ร่วมกับยาอื่นเพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ยานี้ออกฤทธิ์โดยลดการปล่อยกรดในกระเพาะอาหาร

วิธีการใช้ยาโพรแพนธิลีน

รับประทานยานี้ก่อนอาหาร 30 นาทีและก่อนนอน หรือตามที่แพทย์สั่ง

ขนาดยาขึ้นอยู่กับโรคและการตอบสนองต่อการรักษา

ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ผลที่ดีที่สุด เพื่อช่วยจำ รับประทานยานี้ในเวลาเดียวกันของแต่ละวัน

แจ้งให้แพทย์ทราบหากยังคงมีอาการหรืออาการแย่ลง

การเก็บรักษายาโพรแพนธิลีน

คุณควรเก็บยาโพรแพนธิลีนไว้ในอุณหภูมิห้อง รวมถึงเก็บให้พ้นจากแสงและความชื้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับยา คุณไม่ควรเก็บยาโพรแพนธิลีนไว้ให้ห้องน้ำหรือตู้เย็น ยาโพรแพนธิลีนแต่ละยี่ห้ออาจมีวิธีเก็บแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญคือการอ่านคำแนะนำการเก็บรักษายาบนฉลากผลิตภัณฑ์ หรือสอบถามเภสัชกร เพื่อความปลอดภัย คุณควรเก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คุณไม่ควรทิ้งยาโพรแพนธิลีนลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำอย่างนั้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือทิ้งยาเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่จำเป็นต้องใช้ยาอีกต่อไป ปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีทิ้งยาอย่างปลอดภัย

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาโพรแพนธิลีน

ก่อนใช้ยาโพรแพนธิลีน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณแพ้ยาชนิดนี้ รวมถึงหากคุณมีอาการแพ้อื่นๆ ยาตัวนี้อาจมีส่วนผสมที่ไม่ได้ออกฤทธิ์ แต่อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้หรือปัญหาอื่นๆ ปรึกษาเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติการเจ็บป่วย โดยเฉพาะโรคต้อหิน โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารหรือลำไส้ผิดปกติ รวมถึงโรคลำไส้อุดตัน ลำไส้เล็กตีบ (pyloroduodenal stenosis) โรคอะคาเลเซีย (Achalasia) และภาวะลำไส้บีบตัวน้อย ภาวะปัสสาวะลำบากเช่นต่อมลูกหมากโต ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน โรคตับ โรคไต ความดันโลหิตสูง โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดเช่นหัวใจวาย โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี ภาวะหัวใจเต้นเร็ว ปัญหาเกี่ยวกับหลอดอาหารเช่นโรคกรดไหลย้อน ความผิดปกติที่ระบบประสาทเช่นระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม ท้องเสีย มีปัญหาเรื่องการหายใจเช่นหอบหืด หรือโรคลำไส้อักเสบชนิดเป็นแผลอย่างรุนแรง (ulcerative colitis)

ก่อนจะเข้ารับการผ่าตัด แจ้งให้แพทย์หรือทันตแพทย์ทราบ หากคุณกำลังใช้ยานี้

ยานี้อาจทำให้คุณวิงเวียนศีรษะ ง่วงซึม หรือมองเห็นไม่ชัดเจน แอลกอฮอล์หรือกัญชา อาจทำให้อาการของคุณรุนแรงยิ่งขึ้น อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักรหรือทำกิจกรรมใดๆ ที่จำเป็นต้องอาศัยความตื่นตัว จนกว่าจะแน่ใจว่าคุณสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้อย่างปลอดภัย จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ ปรึกษาแพทย์หากคุณใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค

ยานี้อาจทำให้เหงื่อออกลดลง เพื่อป้องกันฮีทสโตรก หลีกเลี่ยงการอยู่ท่ามกลางอากาศที่ร้อนเกินไป ในห้องเซาน่า หรือการออกกำลังรวมถึงกิจกรรมที่ต้องใช้แรงอย่างหนัก

แนะนำให้ผู้สูงอายุใช้ยาอย่างระมัดระวัง เพราะอาจตอบสนองต่อผลข้างเคียงได้ง่าย

ระหว่างตั้งครรภ์ ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับข้อดีและความเสี่ยงจากการใช้ยานี้ระหว่างตั้งครรภ์

ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่ายานี้ซึมเข้าไปในน้ำนมหรือไม่ ปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ไม่มีการศึกษาในผู้หญิงที่เพียงพอ ที่จะระบุความเสี่ยงขณะที่ใช้ยาโพรแพนธิลีน ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เสมอ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้นก่อนรับประทานยาโพรแพนธิลีน อ้างอิงจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ยาโพรแพนธิลีนจัดเป็นยากลุ่มเสี่ยงสำหรับสตรีมีครรภ์ประเภท C

ต่อไปนี้คือประเภทความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา

· A = ไม่เสี่ยง

· B = ไม่พบความเสี่ยงในงานวิจัยบางชิ้น

· C = อาจจะมีความเสี่ยง

· D = มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง

· X = ห้ามใช้

· N = ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาโพรแพนธิลีน

อาจมีอาการปากแห้ง เหงื่อออกเพิ่มขึ้น เวียนศีรษะ ง่วงซึม สายตาพร่า ม่านตาขยาย คลื่นไส้/อาเจียน หรือท้องผูก ถ้าอาการใดๆ เหล่านี้ไม่หายไปหรือแย่ลง แจ้งแพทยืหรือเภสัชกรในทันที

โปรดระลึกไว้ว่า แพทย์ได้จ่ายยานี้เนื่องจากตัดสินใจแล้วว่า นี่จะมีประโยชน์ต่อคุณ มากกว่าความเสี่ยงที่เกิดจากผลข้างเคียง หลายคนใช้ยานี้แล้วไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงใดๆ
แจ้งให้แพทย์ทราบทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่น่าเกิดขึ้นแต่รุนแรงเหล่านี้ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ ปวดตา หรือความดันขึ้นตา หายใจเร็วและแรง ปัสสาวะลำบาก
ไม่ค่อยมีอาการแพ้ยาที่รุนแรงเท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม รีบเข้ารับการรักษาทันที หากคุณสังเกตเห็นอาการแพ้ที่รุนแรง ได้แก่ เกิดผื่น คันผิวหรือผิวบวม (โดยเฉพาะที่ใบหน้า ลิ้นหรือลำคอ) วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง มีปัญหาเรื่องการหายใจ
ไม่ใช่ทุกคนที่จะแสดงอาการอันเนื่องมาจากผลข้างเคียงเหล่านี้ อาจมีผลข้างเคียงอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีความกังวลเรื่องผลข้างเคียง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาชนิดอื่นที่อาจทำปฏิกิริยากับยานี้ ได้แก่ ยาที่ลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อ เช่น ยาไดไซโคลมีน (dicyclomine) ยากลุ่มเบลลาดอนนา อัลคาลอยด์ (belladonna alkaloid) เช่น ยาสโคโปลามีน (scopolamine) ยาอะโทรปีน (atropine) ยารักษาการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ (antiarrhythmic drug) เช่น ยาควินิดีน (quinidine) ยารักษาโรคพาร์กินสันบางชนิด เช่น ยาเบนซ์โทรปีน (benztropine) และยาไตรเฮกซิเนฟิดิล (trihexyphenidyl) ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroid) เช่น ยาเพรดนิโซน (prednisone) ยาไดจอกซิน (digoxin) ชนิดค่อยๆ ละลาย ยาที่ขึ้นอยู่กับกรดในกระเพาะอาหาร เช่น ยาคีโตโคนาโซล (ketoconazole) ยายับยั้งเอนไซม์โมโนเอมีนออกซิเดส (MAO inhibitor) เช่น ยาไอโซคาร์บอกซาซิด (isocarboxazid) ยาลีเนโซลิด (linezolid) ยาเมธิลีนบลู (imethylene blue) ยาโมโคลบีไมด์ (moclobemide) ยาฟีเนลซีน (phenelzine) ยาโปรคาร์บาซีน (procarbazine) ยาราซาจิลีน (rasagiline) ยาซาฟินาไมด์ (safinamide) ยาเซลเลจิลีน (selegiline) ยาทรานิลไซโปรมีน (tranylcypromine) ยาฟีโนไทอาไซน์ (phenothiazine) เช่น ยาคลอโปรมาซีน (chlorpromazine) โพแทสเซียมชนิดเม็ดและแคปซูล ยาแพรมลินไทด์ ยารักษาอาการซึมเศร้ากลุ่มไตรไซคลิก (tricyclic antidepressant) ยาอะมิทริปไทลีน (amitriptyline)

แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ หากคุณใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ง่วงนอนอย่างยาแก้ปวดโอปิออยด์ (opioid pain) หรือยาแก้ไออย่างยาโคดีน (codeine) และยาไฮโดรโคโดน (hydrocodone) แอลกอฮอล์ กัญชา ยานอนหลับหรือคลายเครียด เช่น ยาอัลปราโซแลม (alprazolam) ยาลอราซีแพม (lorazepam) และยาโซลพิเดม (zolpidem) ยาคลายกล้ามเนื้ออย่างยาคาริโซโพดอล (carisoprodol) และยาไซโคลเบนซาพรีน (cyclobenzaprine) หรือยาแอนตี้ฮิสตามีนอย่าง ยาเซทิริซีน (cetirizine) และยาไฮเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine)

ตรวจสอบฉลากยา เช่น ยาแก้แพ้หรือยาแก้ไอและไข้หวัด เนื่องจากยาอาจมีส่วนประกอบที่ทำให้ง่วงซึม ถามเภสัชกรเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างปลอดภัย

ยาโพรแพนธิลีนอาจมีปฏิกิริยาต่อยาตัวอื่น ที่คุณกำลังรับประทานอยู่ และอาจส่งผลให้ยาที่คุณรับประทานออกฤทธิ์ต่างไปจากเดิม หรือเพิ่มความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่รุนแรง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยาที่อาจเป็นไปได้ คุณควรเก็บรายชื่อยาทั้งหมดที่คุณใช้ (ทั้งยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อได้เอง และผลิตภัณฑ์สมุนไพร) และแจ้งให้แพทย์รวมถึงเภสัชกรทราบ เพื่อความปลอดภัย อย่าเริ่มหรือ หยุดรับประทาน รวมถึงเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือยาอื่น

ยาโพรแพนธิลีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์ โดยเปลี่ยนฤทธิ์ยา หรือเพิ่มความเสี่ยงให้ที่จะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อรับทราบอาหารหรือแอลกอฮอล์ที่อาจทำปฏิกิริยากับยานี้ ก่อนรับประทานยา

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาโพรแพนธิลีนอาจส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ปฏิกิริยาของยาที่มีต่อร่างกาย อาจทำให้สุขภาพของคุณย่ำแย่ลง หรือเปลี่ยนฤทธิ์ของยา สิ่งสำคัญคือ โปรดแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบ เกี่ยวกับสุขภาพและโรคประจำตัวของคุณ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง ก่อนใช้ยาโพรแพนธิลีน

ขนาดยาโพรแพนธิลีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาแผลในทางเดินอาหาร

การรักษาเสริม

ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทานยาครั้งละ 15 มิลลิกรัมก่อนอาหาร 30 นาทีและ 30 มิลลิกรัมก่อนนอน (ขนาดยาทั้งหมด 75 กรัมต่อวัน)

ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงและผู้ป่วยที่มีความสูงไม่มากอาจรับประทานยาครั้งละ 7.5 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันก่อนอาหาร 30 นาที

ขนาดยาทั่วไปสำหรับเด็กเพื่อรักษาแผลในทางเดินอาหาร

การรักษาเสริม

ขนาดยาเริ่มต้น: รับประทานยา 7.5 มิลลิกรัมก่อนอาหาร 30 นาทีและ 30 มิลลิกรัมก่อนนอน (ขนาดยาทั้งหมด 75 กรัมต่อวัน)

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคไต

ผู้ผลิตแนะนำให้ระมัดระวังเมื่อใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคไต

การปรับขนาดยาสำหรับผู้ป่วยโรคตับ

ผู้ผลิตแนะนำให้ระมัดระวังเมื่อใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคตับ

การปรับขนาดยา

การปรับขนาดยาควรเป็นไปตามการตอบสนองและความทนต่อยา

ข้อควรระวัง

ยาโพรแพนธิลีนไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคต้อหิน โรคกระเพาะอาหารและลำไส้อุดตัน ระบบขับถ่ายปัสสาวะอุดตัน ลำไส้เล็กหย่อนในผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่สุขภาพไม่แข็งแรง เป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดเป็นแผลอย่างรุนแรง (severe ulcerative colitis) หรือภาวะลำไส้โป่งขยายในโรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ( Toxic megacolon complicating ulcerative colitis ) การปรับตัวของหลอดเลือดและหัวใจ ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่คงที่ ซึ่งมีภาวะเลือดออกอย่างรุนแรง และโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ควรใช้ยาโพรแพนธิลีนด้วยความระมัดระวัง ในผู้ป่วยสูงอายุ และผู้ป่วยที่ระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน โรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี ภาวะหัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง หรือไส้เลื่อนกระบังลม ที่สัมพันธ์กับหลอดอาหารอักเสบ ที่เป็นผลจากโรคกรดไหลย้อน

เนื่องจากยาคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อของกระเพาะอาหารและลำไส้เป็นยาที่มีฤทธิ์ต้านโคลีเนอร์จิค (anticholinergic drug) ตามเกณฑ์ของเบียร์ส (Beers criteria) ยาโพรแพนธิลีนเป็นยาที่ไม่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ

การใช้ยาเกินขนาดอาจทำให้เกิดอาการคล้ายได้รับพิษคิวแรร์ (curare-like action) ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และเป็นไปได้ว่าจะเป็นอัมพาต

คำแนะนำอื่นๆ

ยาโพรแพธิลีนอาจทำให้ง่วงซึมหรือมองเห็นไม่ชัดเจน ในระหว่างใช้ยานี้ ผู้ป่วยควรระมัดระวังในกิจกรรมที่ต้องใช้ความตื่นตัว เช่น การควบคุมยานพาหนะหรือเครื่องจักรอื่น รวมถึงทำงานที่เป็นอันตราย

ขนาดยาโพรแพนธิลีนสำหรับเด็ก

ไม่ได้มีการกำหนดขยาดยาสำหรับผู้ป่วยที่เป็นเด็ก ยานี้อาจไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก สิ่งที่สำคัญคือ ต้องศึกษาการใช้ยาอย่างปลอดภัยก่อนรับประทาน โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

รูปแบบของยา

ยายาโพรแพนธิลีนมีรูปแบบดังต่อไปนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • ยาผงสูตรผสม

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: กรกฎาคม 19, 2018 | Last Modified: กรกฎาคม 19, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย