ไตอะกาไบน์ (Tiagabine)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: ไตอะกาไบน์ (Tiagabine) Brand Name(s): ไตอะกาไบน์ (Tiagabine), ไตอะกาไบน์ (Tiagabine) และ ไตอะกาไบน์ (Tiagabine).

ข้อบ่งใช้

ยาไตอะกาไบน์ใช้สำหรับ

ยาไตอะกาไบน์ (Tiagabine) ใช้ร่วมกับยาอื่นเพื่อรักษาอาการชัก อย่างโรคชักเฉพาะที่ (focal seizures) ยานี้ทำงานโดยการลดการแพร่กระจายของอาการชักภายในสมอง เรียกว่าเป็นยากันชัก (anticonvulsant) หรือยาต้านชัก (anti-epileptic drug)

เมื่อใช้ยาไตอะกาไบน์เพื่อรักษาภาวะอื่นนอกเหนือจากโรคลมชัก (epilepsy) อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรง รวมถึงอาการชักในผู้ที่ไม่เคยมีอาการชักมาก่อน โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

วิธีการใช้ยาไตอะกาไบน์

รับประทานยานี้พร้อมกับอาหารตามที่แพทย์กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง แพทย์อาจจะสั่งให้คุณเริ่มใช้ยาในขนาดต่ำแล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดยา ในช่วงสัปดาห์แรกของการรักษามักจะใช้ยานี้วันละครั้ง สำหรับสัปดาห์ต่อมา แพทย์อาจจะเพิ่มจำนวนครั้งการใช้ยาไปเป็นวันละ 2 ถึง 4 ครั้ง ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างระมัดระวัง

โดยปกติมักจะไม่ใช้ยาไตอะกาไบน์เพียงแค่ชนิดเดียว อย่าหยุดใช้ยาต้านชักอื่นๆ นอกเสียจากแพทย์จะสั่งให้ทำเช่นนั้น

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์ การตอบสนองต่อการรักษา และยาอื่นที่คุณกำลังใช้ โปรดแจ้งให้แพทย์และเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาทั้งหมดที่คุณกำลังใช้ (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่หาซื้อเอง และสมุนไพรต่างๆ)

ใช้ยานี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

อย่าหยุดใช้ยานี้โดยไม่ปรึกษากับแพทย์ ภาวะบางอย่าง เช่นอาการชัก อาจจะแย่ลงหากหยุดใช้ยาอย่างกะทันหัน ควรค่อยๆ ลดขนาดยาของคุณลงมา

หากคุณหยุดใช้ยานี้เป็นเวลาหลายวัน โปรดปรึกษากับแพทย์ถึงวิธีการกลับมาเริ่มใช้ยานี้อีกครั้ง คุณอาจจะต้องเริ่มต้นใช้ยาที่ขนาดต่ำแล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดยาขึ้นมาอีกครั้ง

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการชักของคุณรุนแรงขึ้น

การเก็บรักษายาไตอะกาไบน์

ยาไตอะกาไบน์ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาไตอะกาไบน์บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาไตอะกาไบน์ลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาไตอะกาไบน์

ก่อนใช้ยาไตอะกาไบน์ ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะ โรคตับ ความผิดปกติทางจิตใจหรืออารมณ์ เช่น โรคซึมเศร้าหรือมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย หรือมีอาการชักไม่หยุดอย่างภาวะชักต่อเนื่อง (status epilepticus)

ยานี้อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนหรือง่วงซึม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือกัญชานั้นอาจทำให้อาการวิงเวียนหรือง่วงซึมรุนแรงขึ้นได้ อย่าขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำกิจกรรมที่ต้องการความตื่นตัวจนกว่าคุณจะสามารถทำได้อย่างปลอดภัย จำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปรึกษาแพทย์หากคุณใช้กัญชา

ผู้สูงอายุอาจจะมีปฏิกิริยาไวต่อผลของยานี้ได้มากกว่า โดยเฉพาะอาการวิงเวียนหรือสับสน ผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้มได้ ฃ

ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ควรใช้ยานี้เมื่อจำเป็นเท่านั้น โปรดปรึกษาความเสี่ยงและประโยชน์กับแพทย์

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ายานี้สามารถส่งผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้หรือไม่ โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ยาไตอะกาไบน์จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด C โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาไตอะกาไบน์

อาจเกิดอาการวิงเวียน ง่วงซึม ปวดท้อง ท้องร่วง ประหม่า เหนื่อยล้า หรือสั่นเทาเกิดขึ้น หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่าการที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น อ่อนแรง มีปัญหากับการตั้งสมาธิหรือการจดจ่อ พูดจาติดขัด สับสน

มีคนส่วนน้อยที่ใช้ยากันชักเมื่อมีอาการชัก เป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorder) หรืออาการปวด แล้วอาจมีอาการซึมเศร้า หรือมีความคิดหรือพยายามฆ่าตัวตาย รวมทั้งมีปัญหาทางจิตใจหรืออารมณ์

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากในทันทีหากคุณ คนในครอบครัว หรือผู้ดูแลของคุณสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันหรือผิดปกติเกี่ยวกับอารมณ์ ความคิด หรือพฤติกรรม รวมถึงสัญญาณของอาการซึมเศร้า ความคิดหรือการพยายามฆ่าตัวตาย มีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง

ควรรับการรักษาในทันทีหากคุณมีภาวะชักต่อเนื่อง อาการนี้เป็นผลข้างเคียงที่พบยากแต่รุนแรงมาก

การแพ้ยาขั้นรุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที โดยอาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจจะมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่ ยาออริสแตต (orlistat)

แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณใช้ยาอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม ทั้งแอลกอฮอล์ กัญชา ยาต้านฮีสตามีน (antihistamines) เช่น เซทิริซีน (cetirizine) หรือไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine) ยานอนหลับหรือยาสำหรับอาการวิตกกังวล เช่น อัลปราโซแลม (alprazolam) โลราเซแพม (lorazepam) หรือโซลพิเดม (zolpidem) ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่นคาริโซโพรดอล (carisoprodol) หรือไซโคลเบนซาพรีน (cyclobenzaprine) และยาบรรเทาอาการปวดแบบเสพติด (narcotic pain relievers) เช่น โคเดอีน (codeine) หรือไฮโดรโคโดน (hydrocodone)

ควรตรวจสอบฉลากของยาทั้งหมด เช่น ยาแก้แพ้ หรือยาแก้ไอแก้หวัด เนื่องจากอาจมีส่วนประกอบที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมได้ โปรดสอบถามแพทย์เกี่ยวกับวิธีการใช้ยาเหล่านี้อย่างปลอดภัย

ยาไตอะกาไบน์อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาไตอะกาไบน์อาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาไตอะกาไบน์อาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาไตอะกาไบน์สำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาโรคลมชัก

ผู้ป่วยที่ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดี (enzyme-inducing AED regimens)

-ขนาดยาเริ่มต้น 4 มก. รับประทานวันละครั้ง ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาต้านชักที่ใช้ร่วมกันนอกเสียจากจะมีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์

-การปรับขนาดยา อาจเพิ่มขนาดยาทั้งหมดต่อวันขึ้น 4 ถึง 8 มก. ต่อสัปดาห์ จนกว่าจะได้รับการตอบสนองทางการแพทย์ หรือเพิ่มขึ้นสูงถึง 56 มก./วัน ขนาดยาต่อวันทั้งหมดควรแบ่งให้วันละ 2 ถึง 4 ครั้ง

-ขนาดยาสูงสุด 56 มก./วัน (แบ่งให้ 2 ถึง 4 ครั้ง)

ผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดี

-ความเข้นข้นของระดับพลาสม่าของยานี้โดยประมาณในผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดีนั้นเป็นสองเท่าของผู้ป่วยที่ใช้ที่ไม่ได้ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดี อาจจำเป็นต้องลดขนาดยาลงและค่อยๆ ปรับขนาดยา

คำแนะนำ

-ควรรรับประทานยานี้พร้อมกับอาหาร

-อย่างเริ่มต้นใช้ยาในขนาดที่สูง

-ไม่ควรเพิ่มขนาดยาอย่างรวดเร็ว และ/หรือ เพิ่มขนาดยาครั้งละมากๆ

-หากคุณไม่ได้ใช้ยาตามกำหนด ผู้ป่วยไม่ควรชดเชยยาที่ขาดไปโดยการเพิ่มขนาดยาในครั้งถัดไป หากคุณไม่ได้ใช้ยาหลายครั้ง อาจต้องปรับขนาดยาอีกครั้ง

-อาจต้องปรับขนาดยาเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงในสถานะการเหนี่ยวนำเอ็นไซม์ของผู้ป่วยที่เป็นผลมาจากการเพิ่มขนาดยา การหยุดใช้ยา หรือการเปลี่ยนขนาดยาเหนี่ยวนำเอ็นไซม์

การใช้งาน เป็นการเสริมการรักษาในการรักษาอาการชักบางส่วน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการชัก

ผู้ป่วยที่ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดี

-ขนาดยาเริ่มต้น 4 มก. รับประทานวันละครั้ง ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาต้านชักที่ใช้ร่วมกันนอกเสียจากจะมีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์

-การปรับขนาดยา อาจเพิ่มขนาดยาทั้งหมดต่อวันขึ้น 4 ถึง 8 มก. ต่อสัปดาห์ จนกว่าจะได้รับการตอบสนองทางการแพทย์ หรือเพิ่มขึ้นสูงถึง 56 มก./วัน ขนาดยาต่อวันทั้งหมดควรแบ่งให้วันละ 2 ถึง 4 ครั้ง

-ขนาดยาสูงสุด 56 มก./วัน (แบ่งให้ 2 ถึง 4 ครั้ง)

ผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดี

-ความเข้นข้นของระดับพลาสม่าของยานี้โดยประมาณในผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดีนั้นเป็นสองเท่าของผู้ป่วยที่ใช้ที่ไม่ได้ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดี อาจจำเป็นต้องลดขนาดยาลงและค่อยๆ ปรับขนาดยา

คำแนะนำ

-ควรรรับประทานยานี้พร้อมกับอาหาร

-อย่างเริ่มต้นใช้ยาในขนาดที่สูง

-ไม่ควรเพิ่มขนาดยาอย่างรวดเร็ว และ/หรือ เพิ่มขนาดยาครั้งละมากๆ

-หากคุณไม่ได้ใช้ยาตามกำหนด ผู้ป่วยไม่ควรชดเชยยาที่ขาดไปโดยการเพิ่มขนาดยาในครั้งถัดไป หากคุณไม่ได้ใช้ยาหลายครั้ง อาจต้องปรับขนาดยาอีกครั้ง

-อาจต้องปรับขนาดยาเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงในสถานะการเหนี่ยวนำเอ็นไซม์ของผู้ป่วยที่เป็นผลมาจากการเพิ่มขนาดยา การหยุดใช้ยา หรือการเปลี่ยนขนาดยาเหนี่ยวนำเอ็นไซม์

การใช้งาน เป็นการเสริมการรักษาในการรักษาอาการชักบางส่วน

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้งาน

ควรรรับประทานยานี้พร้อมกับอาหาร

ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาต้านชักที่ใช้ร่วมกันนอกเสียจากจะมีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

-ผู้ป่วยควรได้รับแจ้งว่ามีคู่มือการใช้ยาอยู่และผู้ป่วยควรอ่านคู่มือก่อนใช้ยานี้

ขนาดยาไตอะกาไบน์สำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาโรคลมชัก

ผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 12 ปี ไม่มีการกำหนดแนวทางการใช้ยา

ผู้ป่วยอายุ 12 ปีขึ้นไปที่ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดี

-ขนาดยาเริ่มต้น 4 มก. รับประทานวันละครั้ง ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาต้านชักที่ใช้ร่วมกันนอกเสียจากจะมีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์

-การปรับขนาดยา อาจเพิ่มขนาดยาทั้งหมดต่อวันขึ้น 4 มก. ช่วยเริ่มสัปดาห์ที่ 2 หลังจากนั้น อาจเพิ่มขนาดยาทั้งหมดต่อวันขึ้น 4 ถึง 8 มก. ต่อสัปดาห์ จนกว่าจะได้รับการตอบสนองทางการแพทย์ หรือหรือเพิ่มขึ้นสูงถึง 32 มก./วัน (แบ่งใช้วันละ 2 ถึง 4 ครั้ง) ผู้ป่วยวัยรุ่นในจำนวนน้อยเคยสามารถทนยาได้สูงกว่า 32 มก./วัน ในระยะเวลาสั้นๆ

ผู้ป่วยอายุ 12 ปีขึ้นไปที่ไม่ได้ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดี

-ความเข้นข้นของระดับพลาสม่าของยานี้โดยประมาณในผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดีนั้นเป็นสองเท่าของผู้ป่วยที่ใช้ที่ไม่ได้ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดี อาจจำเป็นต้องลดขนาดยาลงและค่อยๆ ปรับขนาดยา

คำแนะนำ

-ควรรรับประทานยานี้พร้อมกับอาหาร

-อย่าเริ่มต้นใช้ยาในขนาดที่สูง

-ไม่ควรเพิ่มขนาดยาอย่างรวดเร็ว และ/หรือ เพิ่มขนาดยาครั้งละมากๆ

-หากคุณไม่ได้ใช้ยาตามกำหนด ผู้ป่วยไม่ควรชดเชยยาที่ขาดไปโดยการเพิ่มขนาดยาในครั้งถัดไป หากคุณไม่ได้ใช้ยาหลายครั้ง อาจต้องปรับขนาดยาอีกครั้ง

-อาจต้องปรับขนาดยาเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงในสถานะการเหนี่ยวนำเอ็นไซม์ของผู้ป่วยที่เป็นผลมาจากการเพิ่มขนาดยา การหยุดใช้ยา หรือการเปลี่ยนขนาดยาเหนี่ยวนำเอ็นไซม์

การใช้งาน เป็นการเสริมการรักษาสำหรับเด็กที่อายุ 12 ปีขึ้นไปในการรักษาอาการชักบางส่วน

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการชัก

ผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 12 ปี ไม่มีการกำหนดแนวทางการใช้ยา

ผู้ป่วยอายุ 12 ปีขึ้นไปที่ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดี

-ขนาดยาเริ่มต้น 4 มก. รับประทานวันละครั้ง ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยาต้านชักที่ใช้ร่วมกันนอกเสียจากจะมีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์

-การปรับขนาดยา อาจเพิ่มขนาดยาทั้งหมดต่อวันขึ้น 4 มก. ช่วยเริ่มสัปดาห์ที่ 2 หลังจากนั้น อาจเพิ่มขนาดยาทั้งหมดต่อวันขึ้น 4 ถึง 8 มก. ต่อสัปดาห์ จนกว่าจะได้รับการตอบสนองทางการแพทย์ หรือหรือเพิ่มขึ้นสูงถึง 32 มก./วัน (แบ่งใช้วันละ 2 ถึง 4 ครั้ง) ผู้ป่วยวัยรุ่นในจำนวนน้อยเคยสามารถทนยาได้สูงกว่า 32 มก./วัน ในระยะเวลาสั้นๆ

ผู้ป่วยอายุ 12 ปีขึ้นไปที่ไม่ได้ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดี

-ความเข้นข้นของระดับพลาสม่าของยานี้โดยประมาณในผู้ป่วยที่ไม่ได้ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดีนั้นเป็นสองเท่าของผู้ป่วยที่ใช้ที่ไม่ได้ใช้ยาในสูตรเอ็นไซม์อินดิวเซอร์เออีดี อาจจำเป็นต้องลดขนาดยาลงและค่อยๆ ปรับขนาดยา

คำแนะนำ

-ควรรรับประทานยานี้พร้อมกับอาหาร

-อย่างเริ่มต้นใช้ยาในขนาดที่สูง

-ไม่ควรเพิ่มขนาดยาอย่างรวดเร็ว และ/หรือ เพิ่มขนาดยาครั้งละมากๆ

-หากคุณไม่ได้ใช้ยาตามกำหนด ผู้ป่วยไม่ควรชดเชยยาที่ขาดไปโดยการเพิ่มขนาดยาในครั้งถัดไป หากคุณไม่ได้ใช้ยาหลายครั้ง อาจต้องปรับขนาดยาอีกครั้ง

-อาจต้องปรับขนาดยาเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงในสถานะการเหนี่ยวนำเอ็นไซม์ของผู้ป่วยที่เป็นผลมาจากการเพิ่มขนาดยา การหยุดใช้ยา หรือการเปลี่ยนขนาดยาเหนี่ยวนำเอ็นไซม์

การใช้งาน เป็นการเสริมการรักษาสำหรับเด็กที่อายุ 12 ปีขึ้นไปในการรักษาอาการชักบางส่วน

การปรับขนาดยาสำหรับไต

ไม่มีการปรับขนาดยาที่แนะนำ

การปรับขนาดยาสำหรับตับ

ลดขนาดยา และ/หรือ เว้นระยะเวลาระหว่างการใช้ยาให้นานขึ้น

การปรับขนาดยา

-ควรพิจารณาการปรับขนาดยาเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงในสถานะการเหนี่ยวนำเอ็นไซม์ของผู้ป่วยที่เป็นผลมาจากการเพิ่มขนาดยา การหยุดใช้ยา หรือการเปลี่ยนขนาดยาเหนี่ยวนำเอ็นไซม์

-หากไม่ได้ใช้ยาหลายครั้ง ควรประเมินผลหากมีข้อบ่งชีี้ทางการแพทย์ให้เริ่มปรับขนาดยาอีกครั้ง

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: มิถุนายน 4, 2019 | Last Modified: มิถุนายน 4, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน