ไพริดอกซีน (Pyridoxine)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรอาชานนท์ สมศักดิ์

ชื่อสามัญ: ไพริดอกซีน (Pyridoxine) Brand Name(s): ไพริดอกซีน (Pyridoxine), ไพริดอกซีน (Pyridoxine), ยาไพริดอกซีน (Pyridoxine), ไพริดอกซีน (Pyridoxine), ไพริดอกซีน (Pyridoxine) และ ไพริดอกซีน (Pyridoxine).

ข้อบ่งใช้

ยา ไพริดอกซีน ใช้สำหรับ

ยา ไพริดอกซีน (Pyridoxine) หรือวิตามินบี 6 (Vitamin B6) ใช้เพื่อป้องกันหรือรักษาระดับวิตามินบี 6 ต่ำ ในผู้ที่ได้รับวิตามินจากอาหารไม่เพียงพอ คนส่วนใหญ่ที่รับประทานอาหารตามปกตินั้น ไม่จำเป็นต้องรับวิตามินบี 6 เพิ่มเติม แต่สภาวะบางอย่าง เช่น โรคพิษสุรา (alcoholism) โรคตับ ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (overactive thyroid) และหัวใจล้มเหลว หรือการใช้ยาบางอย่าง เช่น ไอโซไนอาซิด (isoniazid) ไซโคลเซรีน (cycloserine) ไฮดราลาซีน (hydralazine) หรือเพนนิซิลลามีน (penicillamine) นั้นสามารถทำให้ระดับของวิตามินบี 6 ต่ำได้ วิตามินบี 6 นั้นนั้นมีบทบาทสำคัญในร่างกาย เนื่องจากเป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาระดับสุขภาพของเส้นประสาท ผิวหนัง และเซลล์เม็ดเลือดแดง

เคยมีการใช้ ยาไพริดอกซีน เพื่อป้องกันหรือรักษาความผิดปกติของเส้นประสาทบางอย่าง เช่น ภาวะปลายประสาทอักเสบ (peripheral neuropathy) ที่เกิดจากยาบางชนิด เช่น ไอโซไนอาซิด นอกจากนี้ยังเคยเพื่อรักษาความผิดปกติทางพันธุกรรมบางอย่าง เช่น ภาวะมีกรดแซนธูเรนิกในปัสสาวะ (xanthurenic aciduria) ภาวะออกซาเลตในปัสสาวะสูง (hyperoxaluria) หรือภาวะมีโฮโมซีสทีนในปัสสาวะ (homocystinuria) (homocystinuria)

วิธีการใช้ยา ไพริดอกซีน

รับประทานวิตามินนี้พร้อมกับอาหารหรือรับประทานแยกต่างหาก โดยปกติแล้วจะรับประทานเพียงวันละครั้ง ที่สำคัญควรทำตามแนวทางทั้งหมดบนฉลากหรือตามที่แพทย์กำหนด หากคุณไม่แน่ใจเกี่ยวกับข้อมูล โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

หากคุณใช้ยาแคปซูลรูปแบบออกฤทธิ์นาน ควรกลืนยาทั้งเม็ด อย่าบดหรือเคี้ยวยา เพราะเม็ดหรือแคปซูลรูปแบบออกฤทธิ์นาน เพราะจะทำให้ยาออกฤทธิ์ทั้งหมดมาในคราวเดียวและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง นอกจากนี้ยังไม่ควรตัดแบ่งเม็ดยารูปแบบออกฤทธิ์นาน เว้นแต่ว่ายาจะมีเส้นแบ่ง และแพทย์หรือเภสัชกรสั่งให้ทำ ควรกลืนยาทั้งเม็ดหรือยาที่แบ่งแล้วลงไป โดยไม่ต้องบดหรือเคี้ยวยา หากคุณใช้ยาแบบผง ควรผสมยากับน้ำในปริมาณที่เหมาะสม แล้วคนให้เข้ากัน ดื่มยาทันที และไม่ควรเตรียมยาไว้ล่วงหน้า

ส่วนขนาดยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับ สภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา และควรรับประทานวิตามินนี้เป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ง่ายต่อการจำควรรับประทานในเวลาเดียวกันทุกวัน

แจ้งให้แพทย์ทราบ หากอาการของคุณไม่หายไปหรือแย่ลง หากคุณคิดว่าอาจจะมีปัญหาทางการแพทย์ที่รุนแรงควรรับการรักษาในทันที

การเก็บรักษายา ไพริดอกซีน

ยาไพริดอกซีน ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาไพริดอกซีน บางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัย โปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาไพริดอกซีนลงในชักโครก หรือเทยาลงในท่อระบายน้ำ ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยา ไพริดอกซีน

ก่อนใช้ยา ไพริดอกซีน แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมี สารไม่ออกฤทธิ์ ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนการใช้วิตามินนี้ โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ

ในช่วงขณะการตั้งครรภ์ การใช้วิตามินนี้มีความปลอดภัยหากใช้ในขนาดที่แนะนำ

วิตามินนี้สามารถเข้าสู่น้ำนมแม่ และได้รับการพิจารณาว่าปลอดภัยขณะการให้นมบุตร หากใช้ในขนาดยาที่แนะนำ โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยานี้

ยาไพริดอกซีน จัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ หมวด A โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อสตรีมีครรภ์ โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาไพริดอกซีน

ยาไพริดอกซีนนั้นไม่มีผลข้างเคียงหากใช้ในขนาดที่แนะนำ

หากแพทย์สั่งให้คุณใช้ยานี้ โปรดจำไว้ว่าแพทย์พิจารณาแล้วว่ามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง คนจำนวนมากที่ใช้ยานี้ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรงใดๆ

ยาไพริดอกซีนสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงได้หากใช้ในขนาดสูงเป็นเวลานาน โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้น แต่รุนแรงดังต่อไปนี้ ได้แก่ ปวดหัว คลื่นไส้ ง่วงซึม เหน็บชาที่แขนหรือขา

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวว โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้ และอาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ได้แก่

  • อัลเทรทามีน (altretamine)
  • ซิสพลาติน (cisplatin)
  • เฟนิโทอิน (phenytoin)

วิตามินนี้อาจส่งผลกระทบต่อผลในห้องทดลองบางอย่าง เช่น การตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารยูโรบิลิโนเจน (urobilinogen) และอาจทำให้ผลการตรวจเป็นเท็จได้ หากต้องมีการตรวจประเภทนี้ ควรแจ้งให้บุคลากรในห้องทดลองและแพทย์ทุกคนทราบว่าคุณกำลังใช้วิตามินนี้อยู่

ยาไพริดอกซีน อาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาไพริดอกซีนอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาไพริดอกซีนอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทหรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาไพริดอกซีนสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะขาดวิตามินหรือแร่ธาตุเนื่องจากยา

ภาวะประสาทอักเสบเนื่องจากยา (Drug Induced Neuritis)

  • ไซโคลเซรีน (Cycloserine): 100 ถึง 300 มก./วัน แบ่งรับประทาน
  • ไอโซไนอาซิด (Isoniazid) หรือเพนนิซิลลามีน (penicillamine): 100 ถึง 200 มก./วัน รับประทานเป็นเวลา 3 สัปดาห์ หรือ 25 ถึง 100 มก./วัน เพื่อป้องกัน
  • ยาคุมกำเนิดแบบรับประทาน: รับประทาน 25 ถึง 30 มก./วัน

ภาวะเป็นพิษเฉียบพลัน (Acute Intoxication)

  • ไฮดราลาซีน (Hydralazine): 25 มก./กก. หนึ่งในสามของขนาดยาควรให้ด้วยการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อและส่วนที่เหลือหยอดเข้าหลอดเลือดดำ นานกว่า 3 ชั่วโมง
  • ไอโซไนอาซิด (Isoniazid): 1 ถึง 4 กรัม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำสำหรับครั้งแรก แล้วตามด้วย 1 กรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุกๆ 30 นาทีจนกระทั่งครบขนาดยาที่ต้องการ (อาจให้พร้อมกับยาต้านชักอื่น [anticonvulsants] เท่าที่จำเป็น) ขนาดยาโดยรวมควรเท่ากับปริมาณการรับประทานยาไอโซไนอาซิด
  • การรับประทานเห็ด (Gyromitra): 25 มก./กก. หยอดยาเข้าหลอดเลือดดำนานกว่า 15 ถึง 30 นาที ให้ซ้ำเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ได้ขนาดยาสูงสุดที่ 15 ถึง 20 กรัม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อเสริมอาหาร

ภาวะขาดยาไพริดอกซีน (Pyridoxine Deficiency)

  • 10 ถึง 25 มก./วัน รับประทาน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ตามด้วย 2 ถึง 5 มก./วัน จากผลิตภัณฑ์วิตามินรวม

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะโลหิตจาง (Anemia)

  • ภาวะซิเดโรบลาสแต่กำเนิด (Sideroblastic): รับประทาน 200 ถึง 600 มก. ต่อวัน หากมีการตอบสนองที่เพียงพอ อาจลดขนาดยาลงมาที่รับประทาน 30 ถึง 50 มก. ต่อวัน
  • หากไม่มีการตอบสนองต่อการรักษาหลังจากผ่านไป 1 ถึง 2 เดือนหลังจากรักษาด้วยยาไพริดอกซีน ควรพิจารณาการรักษาด้วยวิธีอื่น

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน

อาการคลื่นไส้อาเจียนจากการตั้งครรภ์

  • 25 มก. รับประทานทุกๆ 8 ชั่วโมง

ข้อควรระวัง

  • เคยมีรายงานอาการ Drug dependence ในผู้ป่วยที่เกิดอาการถอนยาจากการใช้ยาที่ขนาด 200 มก. ต่อวัน
  • ยาไพริดอกซีน (Pyridoxine) ควรให้โดยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ
  • มีรายงานพบโรคทางระบบประสาทรับความรู้สึก (Sensory neuropathy) กับการเสื่อมของแกนประสาท (axonal degeneration) จากการใช้ยาไพริดอกซีนในขนาดสูงหนึ่งครั้ง (10 กรัม) ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำ ในนานๆ ครั้งอาจเกิดได้จากการให้ยาขนาดต่ำเป็นเวลานาน

คำแนะนำอื่นๆ

  • ฉีดยาไพริดอกซีนโดยการฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างช้าๆ
  • เมื่อฉีดยาในขนาดสูง ควรมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ และความดันโลหิต
  • ยาไพริดอกซีนแบบรับประทานสามารถรับประทานพร้อมกับอาหารหรือรับประทานแยกต่างหาก
  • การถ่ายปัสสาวะมี 4-กรดไพริดอกซีน (4-pyridoxic acid) น้อยกว่า 0.1 มก./24 ชั่วโมง นั้นหมายถึงเป็นภาวะขาด
  • วิตามินบี 6 (ยาไพริดอกซีน) พบได้ในเนื้อสัตว์ ตับ ขนมปังธัญพืชและซีเรียล ถั่วเหลือง ผัก ไข่ ถั่วลิสง วอลนัท และข้าวโพด

ปริมาณสารอาหารที่เพียงพอในแต่ละวัน (AI) ในผู้ใหญ่

  • อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 19 ถึง 50 ปี: 1.3 มก./วัน
  • อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 51 ปี: ผู้ชาย: 1.7 มก./วัน ผู้หญิง: 1.5 มก./วัน

ขนาดยาไพริดอกซีนสำหรับเด็ก

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาภาวะขาดวิตามินหรือแร่ธาตุเนื่องจากยา

ภาวะประสาทอักเสบเนื่องจากยา (ไซโคลเซรีน ไอโซไนอาซิด ไฮดราลาซีน และเพนนิซิลลามีน)

  • การรักษา: 10 ถึง 50 มก./วัน
  • การป้องกัน: 1 ถึง 2 มก./กก./วัน

ภาวะเป็นพิษฉับพลัน

  • ไฮดราลาซีน: 25 มก./กก. หนึ่งในสามของขนาดยาควรให้ด้วยการฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อและส่วนที่เหลือหยอดเข้าหลอดเลือดดำ นานกว่า 3 ชั่วโมง
  • ไอโซไนอาซิด: การรับประทานปริมาณที่ทราบอย่างรวดเร็ว (Acute ingestion of known amount): ขนาดยาเริ่มต้น: ขนาดยาไพริดอกซีนทั้งหมดเท่ากับปริมาณการรับประทานยาไอโซไนอาซิด (ขนาดยาสูงสุด: 70 มก./กก. สูงสุดถึง 5 กรัม) ให้ที่อัตรา 0.5 ถึง 1 กรัม/นาที จนกระทั่งหยุดชัก หรือครบขนาดยาเริ่มต้นสูงสุด อาจให้ซ้ำทุกๆ 5 ถึง 10นาทีเท่าที่จำเป็นเพื่อควรคุมอาการชักที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และ/หรือความเป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง (CNS toxicity) หากหยุดชักก่อนครบขนาดยาเริ่มต้นที่คำนวณไว้ ให้หยอดยาไพริดอกซีนที่เหลืออยู่นานกว่า 4 ถึง 6 ชั่วโมง การรับประทานปริมาณที่ทราบอย่างรวดเร็ว:ขนาดยาเริ่มต้น: 70 มก./กก. (ขนาดยาสูงสุด: 5 กรัม) ให้ที่อัตรา 0.5 ถึง 1 กรัม/นาที อาจให้ซ้ำทุกๆ 5 ถึง 10นาทีเท่าที่จำเป็นเพื่อควรคุมอาการชักที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และ/หรือความเป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง
  • การรับประทานเห็ด (สกุลไจโรมิตรา [Gyromitra]): ฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำ 25 มก./กก.อาจให้ซ้ำเท่าที่จำเป็นจนถึงขนาดยาโดยรวมสูงสุด 15 ถึง 20 กรัม

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อเสริมอาหาร

ภาวะขาดไพริดอกซีน (Pyridoxine Deficiency)

  • 5 ถึง 25 มก./วัน รับประทาน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ตามด้วย 1.5 ถึง 2.5 มก./วัน จากผลิตภัณฑ์วิตามินรวม

ขนาดยาสำหรับเด็กเพื่อรักษาอาการชัก (Seizures)

อาการชักที่พึ่งพายาไพริดอกซีน (Pyridoxine-dependent seizures)

  • 10 ถึง 100 มก. รับประทาน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำในตอนเริ่มต้น ตามด้วยรับประทาน 2 ถึง 100 มก. ต่อวัน

ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้รับในแต่ละวัน (RDA) ในเด็ก:

  • 1 ถึง 3 ปี: 0.5 มก./วัน
  • 4 ถึง 8 ปี: 0.6 มก./วัน

ปริมาณสารอาหารที่เพียงพอในแต่ละวัน ในเด็ก:

  • 0 ถึง 6 เดือน: 0.1 มก./วัน
  • 7 ถึง 12 เดือน: 0.3 มก./วัน
  • 9 ถึง 13 ปี: 1 มก./วัน

ผู้ชาย:

  • อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 14 ปี: 1.3 มก./วัน

ผู้หญิง:

  • อายุมากกว่าหรือเท่ากับ 14 ปี: 1.2 มก./วัน

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน
  • สารละลายสำหรับฉีด
  • ยาแคปซูลสำหรับรับประทาน
  • ยาผงสำหรับผสม

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

Review Date: สิงหาคม 8, 2019 | Last Modified: สิงหาคม 8, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย