ไมโซพรอสทอล (Misoprostol)

โดย ทบทวนบทความโดย เภสัชกรวิสสุตา ชั้นประเสริฐ

ชื่อสามัญ: ไมโซพรอสทอล (Misoprostol) Brand Name(s): ไมโซพรอสทอล (Misoprostol), ไมโซพรอสทอล (Misoprostol), ไมโซพรอสทอล (Misoprostol) และ ไมโซพรอสทอล (Misoprostol).

ข้อบ่งใช้

ยาไมโซพรอสทอลใช้สำหรับ

ยาไมโซพรอสทอล (Misoprostol) ใช้เพื่อป้องกันแผลในกระเพาะอาหารขณะที่กำลังใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หรือนาพรอกเซน (naproxen) โดยเฉพาะหากคุณมีความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือเคยมีแผลมาก่อน ยาไมโซพรอสทอล จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงจากแผลในกระเพาะอาหาร เช่น อาการเลือดออก ยานี้จะช่วยปกป้องเยื่อบุกระเพาะอาหารโดยการลดปริมาณของกรดที่มาสัมผัส

ยานี้ยังใช้ร่วมกับยาอื่น อย่างยามิฟีพริสโตน (mifepristone) เพื่อสิ้นสุดการตั้งครรภ์ (การแท้งบุตร)

วิธีการใช้ยาไมโซพรอสทอล

ขนาดยาขึ้นอยู่กับสภาวะทางการแพทย์และการตอบสนองต่อการรักษา

หากคุณใช้ยานี้เพื่อป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร รับประทานยานี้ โดยปกติคือวันละสี่ครั้งหลังมื้ออาหารและก่อนนอนเพื่อลดโอกาสในการเกิดอาการท้องร่วง หรือตามที่แพทย์กำหนด

หากคุณใช้ยานี้เพื่อให้แท้งบุตร ควรรับประทานยาตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด

หากคุณใช้ยานี้เพื่อเริ่มการคลอดบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพจะสอดยานี้เข้าทางช่องคลอด

หลีกเลี่ยงการใช้ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียมขณะที่กำลังใช้ยานี้ เนื่องจากอาจทำให้อาการท้องร่วงรุนแรงขึ้น หากคุณจำเป็นต้องใช้ยาลดกรด โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อช่วยเลือกยาให้คุณ

สำหรับการป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร ควรใช้ยานี้อย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่คุณกำลังใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ ควรใช้ยาเป็นประจำเพื่อให้ได้ประโยชน์จากยาสูงสุด และควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน

โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการของคุณไม่หายไปหรือแย่ลง

การเก็บรักษายาไมโซพรอสทอล

ยาไมโซพรอสทอล ควรเก็บที่อุณหภูมิห้อง หลีกเลี่ยงแสงหรือความชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาเกิดความเสียหาย ไม่ควรเก็บยานี้ในห้องน้ำหรือช่องแช่แข็ง ยาไมโซพรอสทอลบางยี่ห้ออาจจะต้องเก็บรักษาแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบฉลากยาหรือสอบถามเภสัชกรเสมอ เพื่อความปลอดภัยโปรดเก็บยาให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

ไม่ควรทิ้งยาไมโซพรอสทอลลงในชักโครก หรือเทลงในท่อระบายน้ำ เว้นแต่ได้รับคำแนะนำให้ทำเช่นนั้น ควรกำจัดยาด้วยวิธีที่ถูกต้องเมื่อยาหมดอายุ หรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โปรดสอบถามเภสัชกรเพิ่มเติม เกี่ยวกับวิธีการกำจัดยาที่ถูกต้อง

ข้อควรระวังและคำเตือน

ข้อควรรู้ก่อนใช้ยาไมโซพรอสทอล

ก่อนใช้ยาไมโซพรอสทอล แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบหากคุณแพ้ต่อยานี้ หรือหากคุณเป็นโรคภูมิแพ้อื่นๆ ยานี้อาจมีส่วนประกอบไม่ออกฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือปัญหาอื่น โปรดปรึกษาเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

ก่อนใช้ยานี้ แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์ของคุณ โดยเฉพาะหากคุณมีโรคดังต่อไปนี้

  • โรคกระเพาะ หรือโรคลำไส้ เช่น โรคลำไส้อักเสบ (inflammatory bowel disease)
  • มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดอาการมดลูกแตกหากให้ยานี้ทางช่องคลอด เช่น เคยผ่าคลอด เคยผ่าตัดมดลูก เคยตั้งครรภ์ห้าครั้งขึ้นไป
  • การดื่มสุราและสูบบุหรี่ทุกวัน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร ควรจำกัดปริมาณการดื่มสุราและหยุดสูบบุหรี่ โปรดปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

หากคุณกำลังใช้ยานี้ร่วมกับยามิฟีพริสโตนเพื่อสิ้นสุดการตั้งครรภ์ ในนานๆ ครั้งอาจจะเกิดอาการแท้งไม่สมบูรณ์ เป็นเรื่องสำคัญมากที่แพทย์จะต้องเฝ้าสังเกตคุณอย่างใกล้ชิดและควรไปตามนัดแพทย์เพื่อติดตามความคืบหน้าทุกครั้ง ควรรับคำแนะนำอย่างชัดเจนจากแพทย์เกี่ยวกับผู้ที่ควรติดต่อและสิ่งที่ควรทำในกรณีฉุกเฉิน อาจจะเกิดอาการเลือดออกจากช่องคลอดหลังจากที่คุณใช้ยาร่วมกัน แต่โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณเกิดอาการที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้น เช่น อาการเลือดออกจากช่องคลอดอย่างรุนแรงหรือเป็นเวลานาน สัญญาณของการติดเชื้อ (เป็นไข้หรือหนาวสั่น) หรือหมดสติ

ห้ามใช้ยานี้เพื่อป้องกันแผลในกระเพาะอาหารขณะตั้งครรภ์เนื่องจากโอกาสในการเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนคำเตือน) หากคุณอยู่ในวัยเจริญพันธ์ ควรใช้การคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพขณะที่กำลังใช้ยาไมโซพรอสทอลและเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนหรือครบหนึ่งรอบการมีประจำเดือนหลังจากที่คุณหยุดใช้ยานี้ หากคุณตั้งครรภ์หรือคิดว่าอาจจะตั้งครรภ์ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันที

ยานี้สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้ แต่ไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อทารก โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนให้นมบุตร

ความปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความเสี่ยงในสตรีที่ใช้ยานี้ในช่วงการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อหาประโยชน์และความเสี่ยงก่อนการใช้ยา

ยาไมโซพรอสทอลจัดอยู่ในประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์ หมวด X โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

การจัดประเภทของยาที่มีความเสี่ยงต่อผู้ตั้งครรภ์โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกามีดังนี้

  • A= ไม่มีความเสี่ยง
  • B= ไม่พบความเสี่ยงในการวิจัยบางชิ้น
  • C= อาจจะมีความเสี่ยง
  • D= มีหลักฐานแสดงถึงความเสี่ยง
  • X= ห้ามใช้
  • N= ไม่ทราบแน่ชัด

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงของการใช้ยาไมโซพรอสทอล

อาจเกิดอาการคลื่นไส้หรือปวดท้องอย่างรุนแรง หากอาการเหล่านี้ไม่หายไปหรือรุนแรงขึ้นโปรดแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรในทันที

โปรดจำไว้ว่าการที่แพทย์ให้คุณใช้ยาตัวนี้เนื่องจากคำนวณแล้วว่ายามีประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ และคนที่ใช้ยานี้ส่วนใหญ่ไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรงใดๆ

อาการท้องร่วงนั้นพบได้มากจากการใช้ยาไมโซพรอสทอลและมักจะเกิดประมาณสองสัปดาห์หลังจากเริ่มใช้ยานี้และเป็นนานประมาณหนึ่งสัปดาห์ โปรดบริโภคน้ำและแร่ธาตุหรืออิเล็กโทรไลต์ (electrolytes) ให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำอาการท้องร่วงบ่อยครั้ง ในบางครั้งอาจจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและแร่ธาตุในปริมาณมากได้ โปรดแจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากคุณมีสัญญาณที่รุนแรงเกี่ยวกับภาวะขาดน้ำและภาวะแร่ธาตุไม่สมดุลดังต่อไปนี้ วิงเวียนอย่างรุนแรง ปัสสาวะน้อยลง มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจหรืออารมณ์ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หัวใจเต้นช้าหรือผิดปกติ

แจ้งให้แพทย์ทราบในทันทีหากเกิดผลข้างเคียงที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นแต่รุนแรงดังต่อไปนี้ มีปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือนหรือประจำเดือนผิดปกติ มีเลือดออกจากช่องคลอดอย่างผิดปกติหรือมามาก

การแพ้ยาที่รุนแรงต่อยานี้ ค่อนข้างเกิดขึ้นได้ยาก แต่จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ทันท่วงที อาการของการแพ้รุนแรงมีดังนี้ ผดผื่น คันหรือบวม (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลิ้น และลำคอ) วิงเวียนขั้นรุนแรง หายใจติดขัด

ไม่ใช่ทุกคนจะเจอกับผลข้างเคียงเหล่านี้อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร

ปฏิกิริยาของยา

ปฏิกิริยากับยาอื่น

ยาไมโซพรอสทอลอาจเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นที่คุณกำลังใช้อยู่ ซึ่งอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น คุณควรจะบอกแพทย์หรือเภสัชกรของคุณว่า คุณกำลังใช้ยาอะไรอยู่บ้าง (ทั้งยาตามใบสั่งแพทย์ ยาที่ซื้อได้เอง และสมุนไพรต่างๆ) เพื่อความปลอดภัย โปรดอย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนขนาดยาใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์

ปฏิกิริยากับอาหารหรือแอลกอฮอล์

ยาไมโซพรอสทอลอาจมีปฏิกิริยากับอาหารหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา หรือเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียง โปรดปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

ปฏิกิริยากับอาการโรคอื่น

ยาไมโซพรอสทอลอาจส่งผลให้อาการโรคของคุณแย่ลง หรือส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา โปรดแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบถึงสภาวะโรคของคุณก่อนใช้ยาเสมอ

ขนาดยา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

ขนาดยาไมโซพรอสทอลสำหรับผู้ใหญ่

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenal Ulcer)

200 ไมโครกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง หลังมื้ออาหารและก่อนนอน

ขนาดยาปกติ

100 ถึง 200 ไมโครกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง

คำแนะนำ

ควรดำเนินการรักษาตลอดระยะเวลาที่ใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์

การใช้งาน

เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนจากแผลในกระเพาะอาหาร เช่นผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ที่ใช้ร่วมยาขณะที่เป็นโรคที่ทำให้อ่อนเพลีย หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดแผลในกระเพาะอาหาร (เช่นเคยมีแผลในกระเพาะอาหารมาก่อน)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

200 ไมโครกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง หลังมื้อาหารและก่อนนอน

ขนาดยาปกติ 100 ถึง 200 ไมโครกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง

คำแนะนำ ควรดำเนินการรักษาตลอดระยะเวลาที่ใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์

การใช้งาน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนจากแผลในกระเพาะอาหาร เช่นผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ที่ใช้ร่วมยาขณะที่เป็นโรคที่ทำให้อ่อนเพลีย หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดแผลในกระเพาะอาหาร (เช่นเคยมีแผลในกระเพาะอาหารมาก่อน)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อป้องกันแผลเปื่อยที่เกิดจากยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์

200 ไมโครกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง หลังมื้อาหารและก่อนนอน

ขนาดยาปกติ 100 ถึง 200 ไมโครกรัม รับประทานวันละ 4 ครั้ง

คำแนะนำ ควรดำเนินการรักษาตลอดระยะเวลาที่ใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์

การใช้งาน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนจากแผลในกระเพาะอาหาร เช่นผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ที่ใช้ร่วมยาขณะที่เป็นโรคที่ทำให้อ่อนเพลีย หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดแผลในกระเพาะอาหาร (เช่นเคยมีแผลในกระเพาะอาหารมาก่อน)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อทำให้ปากมดลูกเปิด (Cervical Ripening)

คำแนะนำจากวิทยาลัยสูติแพทย์และนรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา

25 ไมโครกรัม สอดช่องคลอดทุกๆ 3 ถึง 6 ชั่วโมง

– ผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องใช้ยาในขนาด 50 ไมโครกรัม ทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ

– ผู้ผลิตระบุว่าการใช้ยานอกเหนือจากข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยอมรับนั้นควรจะสงวนไว้สำหรับการใช้ในโรงพยาบาลเท่านั้น

– ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่ายานี้จะเป็นวิธีสำหรับการคลอดที่มีประสิทธิภาพ มากกว่า (เทียบกับยาออกซิโทซิน [oxytocin]) ในผู้ป่วยก่อนการตั้งครรภ์ 28 สัปดาห์

– ขนาดยาที่สูงนั้นอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่สูงในการเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ เช่นภาวะมดลูกหดรัดตัวมากกว่า 5 ครั้งภายใน 10 นาที (uterine tachysystole) โดยมีอัตราการเต้นของหัวใจลดลงที่อนตรายถึงชีวิต

– ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาระหว่างช่วงไตรมาสที่ 3 หรือในผู้ป่วยที่เคยผ่าคลอดหรือเคยรับการผ่าตัดครั้งใหญ่ที่มดลูก

การใช้งาน เพื่อทำให้ปากมดลูกเปิดและเริ่มต้นการคลอดสำหรับผู้หญิงที่ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์คลอด (premature rupture of membranes)

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อเริ่มต้นการคลอดบุตร

คำแนะนำจากวิทยาลัยสูติแพทย์และนรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา

25 ไมโครกรัม สอดช่องคลอดทุกๆ 3 ถึง 6 ชั่วโมง

-ผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องใช้ยาในขนาด 50 ไมโครกรัม ทุกๆ 6 ชั่วโมง

คำแนะนำ

-ผู้ผลิตระบุว่าการใช้ยานอกเหนือจากข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยอมรับนั้นควรจะสงวนไว้สำหรับการใช้ในโรงพยาบาลเท่านั้น

-ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่ายานี้จะเป็นวิธีสำหรับการคลอดที่มีประสิทธิภาพ มากกว่า (เทียบกับยาออกซิโทซิน) ในผู้ป่วยก่อนการตั้งครรภ์ 28 สัปดาห์

-ขนาดยาที่สูงนั้นอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่สูงในการเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ เช่นภาวะมดลูกหดรัดตัวมากกว่า 5 ครั้งภายใน 10 นาที (uterine tachysystole) โดยมีอัตราการเต้นของหัวใจลดลงที่อนตรายถึงชีวิต

-ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาระหว่างช่วงไตรมาสที่ 3 หรือในผู้ป่วยที่เคยผ่าคลอดหรือเคยรับการผ่าตัดครั้งใหญ่ที่มดลูก

การใช้งาน เพื่อทำให้ปากมดลูกเปิดและเริ่มต้นการคลอดสำหรับผู้หญิงที่ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนเจ็บครรภ์คลอด

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด (Postpartum Bleeding)

คำแนะนำจากวิทยาลัยสูติแพทย์และนรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา

800 ถึง 1000 ไมโครกรัม สอดทวารหนักหนึ่งครั้ง

การใช้งาน เพื่อรักษาภาวะตกเลือดหลังคลอด

คำแนะนำจากสมาพันธ์นรีเวชวิทยาและสูติศาสตร์ระหว่างประเทศ (International Federation of Gynecology Obstetrics)

600 ไมโครกรัม รับประทาน หรือ 800 ไมโครกรัม อมใต้ลิ้นหนึ่งครั้งทันทีหลังจากคลอดบุตร

คำแนะนำ

-ผู้ผลิตระบุว่าการใช้ยานอกเหนือจากข้อบ่งใช้ที่ได้รับการยอมรับนั้นควรจะสงวนไว้สำหรับการใช้ในโรงพยาบาลเท่านั้น

-ก่อนให้ยา ควรคลำตรวจท้องเพื่อยืนยันว่าไม่มีทารกคนอื่นในมดลูกอีก

-ขนาดยานั้นไม่ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย

-การใช้ยานี้เพิ่มจากการใช้ยาออกซิโทซินนั้นไม่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นแต่ความเสี่ยงในการเกิดอาการไม่พึงประสงค์อาจจะเพิ่มขึ้น

การใช้งาน เพื่อป้องกันภาวะตกเลือดหลังคลอดในกรณีที่ไม่มียาออกซิโทซิน

ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่เพื่อการแท้งบุตร

คำแนะนำจากวิทยาลัยสูติแพทย์และนรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา

ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์

-การแท้งตั้งแต่ช่วงแรก 800 ไมโครกรัม สอดช่องคลอดหนึ่งครั้ง อาจให้ยาครั้งที่สองหากไม่มีการตอบสนองต่อการให้ยาครั้งแรก โดยไม่เร็วกว่า 3 ชั่วโมงหลังจากให้ยาครั้งแรก และโดยปกติจะให้ภายใน 7 วัน

-การแท้งไม่สมบูรณ์ 600 ไมโครกรัม รับประทานหนึ่งครั้ง

-การแท้งค้าง (Missed Abortion) 800 ไมโครกรัม สอดช่องคลอด หรือ 600 ไมโครกรัม อมใต้ลิ้นหนึ่งครั้ง อาจให้ยาซ้ำทุกๆ 3 ชั่วโมงเพิ่มอีก 2 ครั้ง

คำแนะนำ

-ควรให้ยาแก้ปวด

-ผู้ป่วยที่มีเลือดอาร์เอชลบ (Rh(D) negative) และไม่ไวต่อแสง (unsensitized) ควรให้อาร์เอชอิมมิวโนโกลบูลิน (Rh(D)-immune globulin) ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากให้ยาครั้งแรก

-การรักษาเพิ่มเติมควรจะทำภายใน 7 ถึง 14 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าขับออกอย่างสมบูรณ์

-หากการรักษาล้มเหลว ผู้ป่วยอาจจะเลือกว่าจะทำการรักษาแบบประคับประคอง (expectant management) หรือ ดูดเนื้อรกออกพร้อมกับขูดมดลูก (suction curettage)

การใช้งาน เพื่อรักษาการแท้งตั้งแต่ช่วงแรก การแท้งไม่สมบูรณ์ หรือการแท้งค้าง

การปรับขนาดยาสำหรับไต

อาจต้องมีการปรับขนาดยา แต่ยังไม่มีคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางที่เฉพาะเจาะจง ควรระมัดระวัง

คำแนะนำอื่นๆ

คำแนะนำการใช้ยา

-ควรรับประทานยาพร้อมกับอาหาร และยาครั้งสุดท้ายควรรับประทานก่อนนอน

-เมื่อใช้ยานี้เพื่อสิ้นสุดการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ควรถอดห่วงคุมกำเนิด (intrauterine devices) ก่อนใช้ยา

การเก็บรักษา

-เก็บให้พ้นจากความชื้น เก็บไว้ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส

ทั่วไป

-การรักษานั้นไม่แสดงให้เห็นถึงการลดความเสี่ยงในการเกิดแผลในลำไส้เล็กตอนต้นในผู้ป่วยที่ใช้ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์

-เคยมีการเกิดอาการทางเดินขี้เทา (Meconium passage) ขี้เท้าปนในน้ำคร่ำ (meconium staining of amniotic fluid) การผ่าคลอด การช็อกของมารดา มารดาเสียชีวิต หัวใจทารกเต้นช้า และทารกเสียชีวิต หลังจากใช้ยาในรูปแบบยาเม็ดเพื่อการคลอดบุตร

-การทดลองแบบควบคุมนานกว่า 3 เดือนเคยแสดงให้เห็นการลดความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร แต่ยานี้จะไม่มีประสิทธิภาพจากอาการปวดหรือไม่สบายในระบบทางเดินอาหารที่เกี่ยวข้องกับยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์เทียบกับยาหลอก

-การตั้งครรภ์ครั้งใหม่สามารถเกิดได้ระหว่างการขับลูกและการกลับมาเริ่มมีประจำเดือน ควรกลับมาคุมกำเนิดต่อในทันที

การเฝ้าระวัง

-อวัยวะสืบพันธุ์ อาการเลือดออกจากช่องคลอด

-เลือด สัญญาณและอาการของภาวะขาดน้ำ

-อื่นๆ การแท้งไม่สมบูรณ์ ภาวะรกค้าง (retained placenta)

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

-ผู้ป่วยไม่ควรให้ยานี้แก่ผู้อื่น

-ผู้ป่วยที่สิ้นสุดการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ควรจะหลีกเลี่ยงการเดินทางไกลจากศูนย์สั่งจ่ายยาจนกว่าจะมีหลักฐานถึงการขับลูกจนสมบูรณ์แล้ว

-ผู้ป่วยควรรับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินหากมีสัญญาณหรืออาการของการติดเชื้อหรือมีเลือดออกจากช่องคลอดมากเกินไปขณะที่กำลังใช้ยานี้

-ผู้ป่วยที่มีโอกาสที่จะตั้งครรภ์ควรใช้วิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพขณะที่กำลังรับการรักษา ผู้ป่วยควรหยุดการรักษาและควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพในทันทีหากตั้งครรภ์

-ผู้ป่วยควรได้รับคำแนะนำให้อ่านแผ่นพับข้อมูลที่แถมมาทุกครั้งที่เติมยา

ขนาดยาไมโซพรอสทอลสำหรับเด็ก

ยังไม่มีการพิสูจน์ความความปลอดภัยและประสิทธิภาพของขนาดยานี้สำหรับผู้ป่วยเด็ก ยานี้อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจกับความปลอดภัยของยาก่อนการใช้ยา สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดติดต่อกับแพทย์หรือเภสัชกร

รูปแบบของยา

ความแรงและรูปแบบของยามีดังนี้

  • ยาเม็ดสำหรับรับประทาน

กรณีฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด

หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือใช้ยาเกินขนาด ควรแจ้งเหตุฉุกเฉินหรือนำส่งห้องฉุกเฉินใกล้บ้านโดยทันที

กรณีลืมใช้ยา

หากคุณลืมใช้ยาควรรีบใช้ในทันทีที่นึกได้ หรือถ้าหากใกล้ถึงเวลาใช้ยาครั้งต่อไป ให้ข้ามรอบไปใช้ยาตามตารางปกติได้เลย ไม่ควรเพิ่มปริมาณยา

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: มิถุนายน 4, 2019 | Last Modified: มิถุนายน 4, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน