โรคเหงือกกับความดันโลหิตสูง เกี่ยวข้องกันอย่างไร

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงอาจคาดไม่ถึงว่า สุขภาพช่องปากเกี่ยวข้องกับโรคความดันโลหิตสูงด้วย เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่าโรคเหงือก (Gum disease) เกี่ยวข้องกับโรคความดันโลหิตสูง และการรักษาโรคเหงือกส่งผลต่อค่าความดันโลหิต มาดูกันว่า โรคเหงือกกับความดันโลหิตสูง เกี่ยวข้องกันอย่างไร

โรคเหงือก คืออะไร

โรคเหงือก (Gum disease) คือโรคที่มีอาการอักเสบเกิดขึ้นที่เหงือก โดยเริ่มต้นขึ้นจากอาการเหงือกอักเสบ (Gingivitis) ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในเหงือก โดยสัญญาณเริ่มต้นได้แก่ เหงือกบวมแดงและมีเลือดออกขณะแปรงฟัน ถ้าเหงือกอักเสบไม่ได้รับการรักษาก็จะนำไปสู่การเป็นโรคปริทันต์ (Periodontitis) ซึ่งเนื้อเยื่อรอบฟันและกระดูกจะถูกทำลาย เป็นเหตุให้ฟันโยกและหลุดออกในที่สุด

โรคเหงือกกับความดันโลหิตสูง เกี่ยวข้องกันอย่างไร

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Hypertension ให้ข้อมูลว่า โรคเหงือก (Gum disease) หรือโรคปริทันต์ (Periodontitis) อาจรบกวนการควบคุมความดันโลหิตสูง โดยนักวิจัยได้ตรวจสอบประวัติทางการแพทย์ และประวัติทันตกรรมของผู้ป่วยมากกว่า 3,600 รายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง

ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เป็นโรคเหงือกมีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อยารักษาโรคความดันโลหิตสูงน้อยกว่า และสามารถบรรลุเป้าหมายในการมีค่าความดันโลหิตที่ถือว่าสุขภาพดีน้อยกว่า 20% เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ที่มีสุขภาพช่องปากที่ดี

นอกจากนี้ นายแพทย์เดวิท พีโทพาลี แผนกศัลยกรรมช่องปากแห่ง University of L’Aquila ประเทศอิตาลี ให้ข้อมูลว่า แพทย์ควรใส่ใจกับสุขภาพช่องปากของผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคยได้รับการรักษาโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) และควรกระตุ้นให้คนไข้ที่มีสัญญาณของโรคปริทันต์อักเสบใส่ใจดูแลสุขภาพช่องปาก

เพิ่มเติมไปกว่านั้นยังมีอีกงานวิจัยที่พบว่า การรักษาโรคเหงือก หรือโรคปริทันต์ ยังสามารถช่วยลดความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญ โดยงานวิจัยนี้ได้ทำการทดลองในผู้ป่วยชาวจีนที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูง งานวิจัยพบว่า

  • 1 เดือนหลังจากได้รับการรักษาโรคเหงือก ค่าความดันโลหิตซิสโตลิก (systolic blood pressure) หรือค่าความดันโลหิตค่าบน ลดลงประมาณ 3 จุดในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคเหงือก แต่สำหรับค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิก (diastolic blood pressure) ไม่พบความแตกต่าง
  • 3 เดือนหลังจากได้รับการรักษาโรคเหงือก ค่าความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงประมาณ 8 จุด และค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิกลดลงประมาณ 4 จุดในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคเหงือก
  • 6 เดือนหลังจากได้รับการรักษาโรคเหงือก ค่าความดันโลหิตซิสโตลิกลดลงประมาณ 13 จุด และค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิกลดลงประมาณ 10 จุดในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคเหงือก

ดังนั้น การรักษาโรคเหงือกจึงอาจช่วยลดความดันโลหิตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยงานวิจัยนี้ได้จัดแสดงในงานประชุมวิชาการ American Heart Association’s Scientific Sessions 2017 ที่จัดโดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา

ป้องกันโรคเหงือกได้อย่างไร

การรักษาโรคเหงือกขึ้นอยู่กับระยะของโรค และสุขภาพร่างกายของคุณ โดยการรักษาโรคเหงือกจะมีตั้งแต่การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด ที่เป็นการควบคุมการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ไปจนถึงการรักษาด้วยการผ่าตัดที่ต้องซ่อมแซมเนื้อเยื่อภายในช่องปาก

การป้องกันโรคเหงือก สามารถทำได้โดยการดูแลสุขภาพช่องปาก ดังต่อไปนี้

  • แปรงฟันทุกวัน แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันวันละ 1 ครั้ง
  • พบทันตแพทย์ ควรไปพบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน
  • บ้วนปาก บ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปาก เพื่อลดแบคทีเรียในช่องปากที่เป็นสาเหตุของโรคเหงือก
  • เลิกบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่มีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคเหงือกมากกว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ 7 เท่า
  • บรรเทาความเครียด ความเครียดอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ และยากที่จะต่อสู้กับการติดเชื้อ
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ การได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอจะช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น เพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ นอกจากนี้การกินอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างอาหารที่มีวิตามินอี เช่น ผักใบเขียว และวิตามินซี เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว จะช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อในร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงการขบฟัน การขบฟันหรือกัดฟันจะทำให้เนื้อเยื่อที่รองรับฟันเกิดความเสียหาย

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน