ลดรอยสิว ให้หน้าสวยใส ทำยังไงได้บ้าง เรามีวิธีดีๆ มาบอกแล้ว

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ลดรอยสิว ถึงแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ยังพอมีวิธีดีๆ ที่ช่วยให้ปัญหารอยสิวนั้นดูลดเลือนลงได้ ซึ่งก็มีทั้งวิธีเยียวยาด้วยตัวเอง และการให้แพทย์ผิวหนังช่วยจัดการให้ ซึ่งนี่คือรายละเอียด

การเยียวยารอยสิวด้วยตัวเอง

ก่อนที่คุณจะทำการเยียวยารอยสิวใดๆ นั้น สิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือไปให้แพทย์ผิวหนังวินิจฉัยซะก่อน ซึ่งคุณหมอจะช่วยตัดสินใจได้ว่า จะใช้วิธีไหนเพื่อเยียวยาปัญหาสิวของคุณได้ดีที่สุด ซึ่งวิธีการเยียวยาด้วยตัวเองนั้นก็ได้แก่…

  • กรดอัลฟ่าไฮดร็อกซี่ กรดชนิดนี้มักพบในผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นสำหรับการรักษาสิว เนื่องจากจะช่วยขจัดเซลล์ผิวและสิ่งที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนออกไป แถมยังช่วยลดเลือนรอยแผลเป็นให้เห็นได้น้อยลงด้วย กรดอ่อนๆ ชนิดนี้จะทำการลอกผิวชั้นบนสุดออกไป เพื่อช่วยจัดการกับปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ และรอยขุระขระต่างๆ
  • กรดแลคติค ผลการศึกษาวิจัยเมื่อปี 2010 พบว่าการใช้กรดแลคติดลอกผิวทุกๆ สองสัปดาห์เป็นเวลาสามเดือน จะช่วยทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนขึ้น และจุดด่างดำต่างๆ รวมทั้งรอยสิวดูลดเลือนลงด้วย ซึ่งการลอกผิวแบบนี้ต้องทำโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ยังมีเซรั่มหรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่างๆ ที่มีส่วนผสมของกรดชนิดนี้อยู่มากมาย ลองเลือกหามาใช้ดูนะ หรือจะลองใช้น้ำส้มสายชูแอปเปิล (Apple Cider Vinegar) ผสมน้ำให้เจือจางทำเป็นโทนเนอร์ก็ได้ เพราะมีกรดแลคติคตามธรรมชาติอยู่เหมือนกัน
  • เรตินอล ครีมเรตินอลนอกจากจะกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยทำให้รอยสิวดูเรียบเนียนขึ้นได้ด้วย นอกจากนี้ยังช่วยแก้ปัญหารอยดำ และรอยแผลเป็นดูดีขึ้นด้วย แต่เรตินอลมักจะทำให้เกิดผลข้างเคียง คือจะทำให้ผิวไวต่อแสงแดดเป็นพิเศษ ฉะนั้นจึงควรทาครีมกันแดดทุกวันเวลาที่ใช้อะไรที่มีส่วนผสมของเรตินอล
  • กรดซาลิไซลิค เรามักพบกรดซาลิไซลิคอยู่ในเคลนเซอร์ที่ใช้ทำความสะอาดผิวหน้า และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลปัญหาสิวอยู่มากมาย เนื่องจากกรดชนิดนี้จะช่วยแก้ปัญหารูขุมขนอุดตัน ลดรอยบวมและรอยแดง รวมทั้งช่วยลอกผิวในบริเวณที่มีปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องรอยสิวได้ดีที่สุดอย่างหนึ่งเลย แต่อาจก่อให้เกิดผิวแห้งหรืออาการระคายเคืองได้ ฉะนั้นไม่ควรใช้บ่อย และควรใช้ในบริเวณที่มีปัญหาเท่านั้น

การรักษารอยสิวในคลีนิคความงาม

ถ้าการเยียวยาปัญหารอยสิวด้วยตัวเองใช้ไม่ได้ผล คุณก็ควรไปพบแพทย์ผิวหนังหรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจะได้ใช้วิธีการรักษาดังต่อไปนี้

  • การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี (Dermabrasion) นี่เป็นวิธีรักษารอยแผลเป็นจากสิวที่ได้ผลวิธีหนึ่ง โดยใช่การพ่นเกร็ดอัญมณีที่มีขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายละเอียดๆ เพื่อทำการขัดลอกผิวที่เป็นปัญหาออกไป ซึ่งการกรอผิววิธีนี้จะทำให้ลึกถึงชั้นหนังแท้เลย ข้อดีของการกรอผิวด้วยวิธีนี้คือไม่ต้องดูแลหลังการทำมากมายอะไร แต่ต้องอาศัยการทำอย่างต่อเนื่องจึงจะมองเห็นผลชัดเจน การกรอผิวแบบนี้เหมาะกับการรักษารอยสิวแบบหลุมตื้นและหลุมกว้าง แต่ก็ช่วยให้รอยสิวแบบหลุมลึกดูตื้นขึ้นได้เหมือนกัน
  • การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peels) การลอกผิวด้วยสารเคมีเป็นการใช้กรดที่มีความเข้มข้นสูง ในการลอกผิวชั้นบนสุดออกไป เพื่อทำให้แผลเป็นที่เป็นหลุมลึกดูตื้นขึ้น ซึ่งมีอยู่หลากหลายแบบและหลากหลายความเข้มข้น จึงควรปรึกษากับแพทย์ผิวหนัง ว่าแบบไหนเหมาะจะใช้รักษารอยสิวของคุณได้ดีที่สุด ซึ่งการลอกผิวด้วยสารเคมีนี้มักจะเหมาะกับรอยสิวที่เป็นหลุมลึก
  • การใช้เลเซอร์ลอกผิว (Laser Resufacing) การใช้เลเซอร์ก็มีหลักการเดียวกับการลอกหน้าด้วยสารเคมี และการกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณีนั่นแหละ จุดประสงค์คือการลอกผิวชั้นบนสุดออกไป แต่วิธีนี้จะช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วกว่า แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องใช้ผ้าพันแผลปิดเอาไว้จนกว่าแผลจะหายดี การรักษาด้วยเลเซอร์เหมาะกับรอยสิวทุกชนิด และคนผิวขาวมักจะเห็นผลดีกว่าคนผิวคล้ำ
  • การฉีดสารเติมเต็ม (Fillers) สารเติมเต็มนี้อาจจะทำขึ้นจากคอลลาเจน ไขมันของตัวคุณเอง หรือสารเติมเต็มชนิดอื่นๆ โดยจะใช้วิธีฉีดเข้าไปใต้ผิว เพื่อทำให้รอยบุ๋มจากสิวดูอิ่มเอิบและเรียบเนียนขึ้น ซึ่งสารเติมเต็มส่วนใหญ่จะอยู่ได้นานประมาณ 6 ถึง 18 เดือนเท่านั้น จึงต้องมีการฉีดเติมอยู่เรื่อยๆ
  • ฟื้นฟูผิวหน้าด้วยเข็ม (Microneedling): วิธีการรักษาแบบใหม่นี้จะใช้ลูกกลิ้งที่มีเข็มขนาดเล็กๆ กลิ้งลงไปบนผิวในบริเวณที่เป็นรอยแผลเป็น เพื่อทำให้เกิดแผลเล็กๆ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเยียวยา มีหลักฐานยืนยันว่าการฟื้นฟูผิวหน้าด้วยเข็มแบบนี้ ช่วยทำให้รอยสิวดูตื้นขึ้น แต่อาจต้องใช้เวลาถึง 9 เดือนกว่าจะมองเห็นผลที่ชัดเจน แต่เป็นวิธีที่ปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียง
  • การฉีดยา: เป็นการใช้ยาต่างๆ ฉีดเข้าไปเพื่อทำให้รอยสิวนูนๆ ดูนิ่มและแบนลง ซึ่งยาพวกนี้ก็ได้แก่ คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ยาเคมีบำบัดสูตร 5-FU และอินเตอร์เฟอรอน (Interferon) ซึ่งการฉีดยาแบบนี้จะต้องทำทุกสองถึงสามสัปดาห์

Hello Health Group  ไม่ได้ให้คำปรึกษาทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน