สิวเชื้อรา สิวยีสต์ แท้จริงแล้วใช่สิวหรือไม่ และจัดการได้อย่างไรบ้าง

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

หลายคนอาจเคยมีตุ่มนูนแดง หรือตุ่มหนองเล็กๆ ขึ้นตามหน้าผาก ไรผม หรือหน้าอก และคิดว่าตุ่มเหล่านั้นคือสิว แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมเป็นสิวแล้วถึงรู้สึกคันยิบๆ ยิ่งเหงื่อออกมากสิวก็ยิ่งคัน หากคุณมีอาการเหล่านี้ สิวของคุณอาจเป็น สิวเชื้อรา หรือสิวยีสต์ แต่พอรักษาด้วยยารักษาสิว แทนที่อาการจะดีขึ้นหรือหายขาด กลับยิ่งแย่ลง เพราะจริงๆ แล้ว นี่คือโรครูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา ไม่ใช่สิวแบบที่ใครหลายคนเข้าใจผิด จึงต้องทำความเข้าใจและรักษาให้ถูกวิธี

สิวเชื้อรา แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่

สิวเชื้อรา หรือที่เรียกกันว่าสิวยีสต์นั้น แท้จริงแล้วคือโรคที่เรียกว่า รูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา (Malassezia folliculitis หรือ Pityrosporum folliculitis) เกิดจากราประเภทยีสต์ในกลุ่มมาลาสซีเซีย (Malassezia) ที่มีอยู่บนผิวหนังตามธรรมชาติเจริญเติบโตมากผิดปกติ จนทำให้รูขุมขนอักเสบ เกิดเป็นตุ่มนูน หรือตุ่มหนอง (pustule) ขึ้นเป็นกระจุก บางครั้งอาจขึ้นเป็นตุ่มเล็กๆ คล้ายสิวหัวขาว ทำให้รู้สึกเจ็บ แสบ และคัน พบได้บ่อยบริเวณผิวหนังที่มีความมัน เช่น ใบหน้า ไรผม หน้าอก แผ่นหลัง แต่ก็สามารถพบที่ต้นแขน หลังมือ หรือน่องได้เช่นกัน

ลักษณะของรูขุมขนอักเสบจากเชื้อรานี้ ดูคล้ายสิว คนจึงมักเข้าใจผิดว่าเป็นสิว และเรียกกันว่าสิวเชื้อรา หรือสิวยีสต์ และรักษาด้วยยารักษาสิวทั่วไปจนอาจทำให้อาการแย่ลง แม้รูขุมขนอักเสบจากเชื้อราจะมีลักษณะเหมือนสิว ทำให้หลายคนเข้าใจผิด แต่หากพิจารณาดีๆ จะเห็นว่ารูขุมขนอักเสบจากเชื้อราและสิวนั้นแตกต่างกัน ที่เห็นได้เด่นชัดคือ อาการคัน เพราะหากเป็นสิวปกติจะไม่คัน ผู้ที่เป็นสิวเชื้อราบางรายจะยิ่งคันหนักขึ้นหลังทำกิจกรรมที่เหงื่อออกมาก เช่น ออกกำลังกาย อบเซาน่า อาบน้ำร้อน หากเกาอาจเกิดผื่นแดงลามไปทั่วบริเวณ ทั้งนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นเกลื้อน (Tinea Versicolor) หรือโรคผิวหนังอักเสบ (Seborrheic Dermatitis) ที่เรียกว่าโรคเซ็บเดิร์มร่วมด้วย โรครูขุมขนอักเสบจากเชื้อรานี้ หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจลุกลามถึงขั้นเป็นโรครูขุมขนอักเสบรุนแรง สร้างความเจ็บปวดทรมาน ทำให้ขนหลุดร่วงถาวรและเป็นแผลเป็นได้อีกด้วย

สาเหตุของสิวเชื้อรา

รูขุมขนอักเสบจากเชื้อราเกิดจากเชื้อราบนผิวหนังเจริญเติบโตมากผิดปกติ ซึ่งอาจมาจากปัจจัยเหล่านี้

  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศ โดยเฉพาะ ผ้าใยสังเคราะห์ ทำให้เหงื่อออกมาก ยีสต์ที่ชอบอากาศร้อน ชื้น จึงเจริญเติบโตได้ดีเกินไป
  • ทาผลิตภัณฑ์กันแดดหรือบำรุงผิวที่มันเกินไป เช่น น้ำมันมะพร้าว ทำให้รูขุมขนอุดตัน
  • เป็นคนผิวมัน ซึ่งน้ำมันบนผิวคืออาหารของยีสต์
  • ระบบภูมิคุ้มกันมีปัญหาจึงควบคุมจุลินทรีย์ได้
  • เครียดหรือเหนื่อยล้า
  • เป็นโรคเบาหวาน
  • กินยากลุ่มสเตียรอยด์ เช่น ยาเพรดนิโซน (Prednisolone)
  • กินยาปฏิชีวนะ ทำให้ตัวยาไปกำจัดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราชนิดนี้จึงเติบโตมากเกินไป
  • กินยาคุมกำเนิด
  • น้ำหนักตัวมากเกินไป ทำให้เหงื่อออกเยอะขึ้นและเสื้อผ้าคับขึ้น

โรคนี้รักษาและป้องกันได้อย่างไรบ้าง

ผลการศึกษาพบว่า ยาต้านเชื้อราชนิดกิน (itraconazole) สามารถรักษาสิวเชื้อราได้ดีที่สุด แต่บางคนที่มีทั้งสิวจริงๆ และสิวเชื้อรา แพทย์อาจสั่งจ่ายยาสเตียรอยด์ชนิดทาและครีมแต้มสิวควบคู่ไปด้วย สำหรับคนที่ต้องการรักษาสิวเชื้อราหรือรูขุมขนอักเสบจากเชื้อราด้วยตัวเอง ก็สามารถหาซื้อยาสระผมที่มีตัวยาซีลีเนียม ซัลไฟด์(selenium sulfide) เป็นส่วนประกอบ มาทาฟอกไว้ประมาณ 10 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือทายาทาฆ่าเชื้อรา เช่น อีโคนาโซล (econazole) นอกจากนี้คุณยังสามารถทาน้ำมันทีทรีเจือจางบริเวณที่เป็นสิวเชื้อราวันละสองครั้ง หรืออาบน้ำเกลือเพื่อทำให้ผิวแห้งขึ้นและลดอาการติดเชื้อได้

สิวเชื้อราไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การทำความสะอาดร่างกายเป็นประจำทุกวัน หรือใช้สบู่และแชมพูต้านเชื้อรา อาจช่วยควบคุมไม่ให้เชื้อราเจริญเติบโตบนผิวหนังมากเกินไป รวมไปถึงการกินโพรไบโอติกส์ เช่น โยเกิร์ต ผักผลไม้ดอง มิโซะซุป ควบคู่ไปกับการกินยาปฏิชีวนะ ก็ช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อราที่เจริญมากผิดปกติได้เช่นกัน

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

อ่านเพิ่มเติม:

แหล่งที่มา
สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย
บทความนี้ก็น่าสนใจเหมือนกัน