กรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease: GERD)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

กรดไหลย้อน เป็นโรคเรื้อรังเกี่ยวกับการย่อยอาหารที่ส่งผลต่อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง ทำให้เกิดอาการแสบร้อนที่กลางอก หรืออาหารไม่ย่อยจากกรดเกิน

คำจำกัดความ

กรดไหลย้อนคืออะไร

กรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease: GERD) เป็นโรคเรื้อรังเกี่ยวกับการย่อยอาหารที่ส่งผลต่อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง คนจำนวนมากเป็นโรคกรดไหลย้อน ซึ่งรวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ด้วย โรคกรดไหลย้อนทำให้เกิดอาการแสบร้อนที่กลางอก หรืออาหารไม่ย่อยจากกรดเกิน

กรดไหลย้อนเกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารรั่วซึมไปสู่หลอดอาหาร ซึ่งทำให้เกิดการระคายเคืองและอาจเกิดบาดแผลได้ ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากหูรูดหลอดอาหารเสียหาย เมื่อหูรูดหลอดอาหารปิดไม่สนิท สิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารจึงเกิดรั่วไปยังหลอดอาหารได้

กรดไหลย้อนพบบ่อยเพียงใด

โรคกรดไหลย้อนพบได้บ่อยมาก และส่งผลต่อผู้ป่วยได้ทุกวัย แต่สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของกรดไหลย้อน

คุณอาจพบว่าเป็นโรคกรดไหลย้อนหากมีอาการดังต่อไปนี้

  • รู้สึกแสบร้อนในหน้าอก ซึ่งในบางครั้งลุกลามไปยังลำคอ โดยเกิดร่วมกับมีรสชาติเปรี้ยวในปาก
  • เจ็บหน้าอก
  • กลืนลำบาก
  • ไอแห้ง
  • เสียงแหบหรือเจ็บคอ
  • มีการไหลกลับของอาหารหรือของเหลวรสเปรี้ยว
  • รู้สึกมีก้อนในคอ

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

ควรไปพบหมอหรือเข้ารับการทดสอบเพื่อวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน เมื่อมีสิ่งบ่งชี้และอาการเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือหากกรดไหลย้อนนั้นทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน โรคกรดไหลย้อนสามารถรักษาได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์และการใช้ยาที่หาซื้อได้ทั่วไป ในบางครั้ง จำเป็นต้องใช้ยาที่มีฤทธิ์รุนแรงหรือแม้กระทั่งการผ่าตัดเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ

สาเหตุ

สาเหตุกรดไหลย้อน

กรดในกระเพาะอาหารหรือน้ำดีที่ไหลสู่หลอดอาหารจัดว่าเป็นสาเหตุหลักของกรดไหลย้อน

ตามธรรมชาติแล้ว อาหารและของเหลวที่รับประทานจะไหลลงไปยังกระเพาะอาหาร หูรุดหลอดอาหารส่วนล่างที่อยู่โดยรอบหลอดอาหารส่วนล่างจะคลายตัวเพื่อให้อาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร หลังจากนั้น หูรูดจะปิดอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี หากมีความผิดปกติหรือการอ่อนแรงเกิดขึ้นในลิ้นปิดเปิดนี้ จะทำให้สิ่งที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลกลับขึ้นไปยังหลอดอาหาร ซึ่งเป็นภาวะของกรดไหลย้อน เมื่อเกิดเหตุการณ์ซ้ำๆ จะทำให้เกิดอาการอื่นๆ เกี่ยวกับการย่อยอาหารผิดปกติได้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกรดไหลย้อน

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคกรดไหลย้อนมีหลายประการ เช่น

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน

แพทย์จะดูอาการต่างๆ เพื่อวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน และอาจมีการทดสอบบางประการเพื่อยืนยันการวินิจฉัย เช่น

  • การตรวจวัดค่าความเป็นกรดด่างในหลอดอาหารและคอหอยส่วนล่าง เป็นเวลา 24 ชั่วโมง
  • การใช้กล้องส่องตรวจ โดยใช้กล้องส่องเข้าไปในหลอดอาหารและเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อมาทำการทดสอบต่อไป
  • การทดสอบอื่นๆ ที่วัดการเคลื่อนไหวของหลอดอาหารเพื่อตรวจวัดความดันในหลอดอาหาร
  • การตรวจเอ็กซเรย์ระบบย่อยอาหารส่วนบนโดยใช้แบเรียมและ
    สารผสมจากน้ำเพื่อเคลือบระบบย่อยอาหารภายใน ซึ่งจะทำให้มองเห็นหลอดอาหารได้ชัดเจนขึ้น

การรักษาโรคกรดไหลย้อน

สามารถรักษาโรคกรดไหลย้อนด้วยตนเองโดยการใช้ยาที่วางจำหน่ายทั่วไป ได้แก่

  • ยาลดกรด ที่ทำให้กรดในกระเพาะอาหารสมดุล เช่น ยามาล็อกซ์ (Maalox) ยาไมแลนตา (Mylanta) ยาเกลูซิล (Gelusil) ยากาวิสคอน (Gaviscon) ยาโรเลดส์ (Rolaids) และยาทัมส์ (Tums) ซึ่งสามารถบรรเทาอาการได้อย่างรวดเร็ว
  • ยาในกลุ่มยับยั้งตัวรับเอช ทู (H-2-receptor blocker) ได้แก่ ยาไซเมทิดีน (Cimetidine) อย่างทาทาเมต เอชบี (Tagamet HB) ยาฟาโมทิดีน (Famotidine) อย่างเป๊ปซิด เอซี (Pepcid AC) ยาไนซาทิดีน (Nizatidine) อย่างเอซิด เออาร์ (Axid AR) หรือยารานิทิดีน (Ranitidine) อย่างแซนแทค (Zantac)
  • ยาที่ยับยั้งการสร้างกรดและรักษาหลอดอาหาร ได้แก่ ยาแลนโซปราโซล (Lansoprazole) อย่างพรีวาซิด 24 เอชอาร์ (Prevacid 24 HR) และยาโอมีพราโซล (omeprazole) อย่างพริโลเซ็ค (Prilosec) และ เซเจอริด (Zegerid)

ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือขั้นตอนการรักษาอื่นๆ หากอาการแย่ลงและการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อจัดการกับกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนสามารถควบคุมได้โดยการเปลี่ยนลักษณะนิสัยบางประการที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ป่วย โดยมีข้อคำแนะนำดังนี้

  • ควบคุมน้ำหนักร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่คับเกินไป
  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นอาการแสบร้อนที่กลางอก เช่น อาหารทอด ซอสมะเขือเทศ ช็อกโกแลต อาหารรสจัด หัวหอม
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อใหญ่
  • หลีกเลี่ยงการนอนหลังรับประทานอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: กรกฎาคม 12, 2019 | Last Modified: กรกฎาคม 12, 2019