กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน เป็นปัญหาเกี่ยวกับการทำงานเกี่ยวกับการกักเก็บปัสสาวะของกระเพาะปัสสาวะที่ทำให้เกิดอาการปวดปัสสาวะอย่างกะทันหัน และอาจหยุดได้ยากเพราะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน ทำให้ปัสสาวะเล็ดโดยไม่ตั้งใจ

คำจำกัดความ

กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินคืออะไร

กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (Overactive bladder) เป็นปัญหาเกี่ยวกับการทำงานเกี่ยวกับการกักเก็บปัสสาวะของกระเพาะปัสสาวะที่ทำให้เกิดอาการปวดปัสสาวะอย่างกะทันหัน และอาจหยุดได้ยากเพราะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน ทำให้ปัสสาวะเล็ดโดยไม่ตั้งใจ

มีกล้ามเนื้อจำนวนมากที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการขับปัสสาวะ ทำให้กล้ามเนื้อในหลายบริเวณอาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้

สุขภาพของกระเพาะปัสสาวะและไต การกลั้นปัสสาวะ และปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินได้

กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินพบได้บ่อยเพียงใด

กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินส่งผลต่อประชากรหลายล้านคนทั่วโลก จากข้อมูลของ The National Association for Continence (NAFC) สหรัฐอเมริกา ผู้ใหญ่จำนวน 1 ใน 5 รายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ได้รับผลกระทบจากกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินหรืออาการต่างๆ ที่เกิดกะทันหันและเกิดขึ้นซ้ำบ่อย โดยจำนวนร้อยละ 85 เป็นผู้หญิง นอกจากนี้ ผู้หญิง 1 ใน 4 คน มีอาการปัสสาวะเล็ดได้ในบางครั้ง

อย่างไรก็ดี โรคนี้สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน

ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินอาจก่อให้เกิดอาการต่างๆ ดังนี้

  • รู้สึกปวดปัสสาวะกะทันหันซึ่งควบคุมได้ยาก
  • กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และเกิดปัสสาวะเล็ดโดยไม่ตั้งใจซึ่งเกิดขึ้นหลังจากอาการปวดปัสสาวะโดยทันที
  • ปัสสาวะบ่อย โดยปกติแล้ว คนส่วนใหญ่ปัสสาวะประมาณ 8 ครั้งหรือมากกว่าในเวลา 24 ชั่วโมง
  • ตื่นกลางดึกเพื่อปัสสาวะมากกว่า 2 ครั้ง
  • แม้ว่าอาจจะเข้าห้องน้ำได้ทันเวลาเมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะ การปัสสาวะบ่อยอย่างกะทันหันและการปัสสาวะในเวลากลางคืนอาจรบกวนชีวิตปประจำวันได้

ควรไปพบหมอเมื่อใด

ถึงแม้ว่าจะพบได้มากในผู้สูงอายุ แต่ไม่ใช่อาการปกติของการมีอายุมากขึ้น หากพบว่ามีอาการต่างๆ ที่รบกวนชีวิตประจำวัน ควรพิจารณาถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทางเลือกต่างๆ ในการจัดการ วิธีการรักษาทางการแพทย์ก็เป็นทางเลือกที่ช่วยได้

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน

สาเหตุยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่อาจเป็นเพราะกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะทำงานมากเกินไปและบีบตัวผิดปกติ

โดยปกติแล้ว กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะจะคลายตัวในขณะที่กระเพาะปัสสาวะเริ่มมีน้ำปัสสาวะ ในขณะที่กระเพาะปัสสาวะค่อยๆ ขยายตัวออกและมีน้ำปัสสาวะอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ร่างกายจะกระตุ้นให้เรารู้สึกปวดปัสสาวะ คนส่วนใหญ่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ช่วงหนึ่งหลังจากเริ่มรู้สึกปวดปัสสาวะจนกระทั่งถึงเวลาที่สะดวกที่จะไปเข้าห้องน้ำ

อย่างไรก็ดี ในผู้ที่มีอาการกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน กระเพาะปัสสาวะอาจรู้สึกว่ามีน้ำปัสสาวะมากกว่าความเป็นจริง โดยกระเพาะปัสสาวะจะหดตัวได้เร็วขึ้นแม้ว่าน้ำปัสสาวะยังไม่เต็ม ทำให้ต้องการเข้าห้องน้ำทันที

ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของการเกิดกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน โดยอาการอาจรุนแรงขึ้นเมื่อมีความเครียด หรือเมื่อได้รับคาเฟอีนในชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฯลฯ

ในบางกรณี กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินยังเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคที่สัมพันธ์กับเส้นประสาทหรือสมองได้อีกด้วย เช่น

  • เกิดขึ้นหลังจากโรคหลอดเลือดสมอง
  • เกิดขึ้นร่วมกับโรคพาร์กินสัน
  • เกิดขึ้นร่วมกับโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
  • เกิดขึ้นหลังจากการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง

นอกจากนี้ อาการที่คล้ายกันอาจเกิดขึ้นหากมีการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะหรือมีนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

โดยอาการที่เกิดจากภาวะข้างต้นนี้ไม่จัดว่าอยู่ในกลุ่มอาการเฉพาะของ กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน เนื่องจากทราบสาเหตุชัดเจน

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน

อายุที่มากขึ้นเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของการเกิดกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน นอกจากนี้ ผู้สูงวัยยังมีความเสี่ยงสูงขึ้นในการเกิดโรคและอาการผิดปกติต่างๆ เช่น ต่อมลูกหมากโต และโรคเบาหวาน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ

คนจำนวนมากที่มีการรับรู้ทางสติปัญญาลดลงหลังจากเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หรือเกิดร่วมกับโรคอัลไซเมอร์ มักเกิดอาการกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินด้วยเช่นกัน การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในกรณีเช่นนี้สามารถจัดการได้ด้วยการจัดตารางการบริโภคของเหลว การขับปัสสาวะให้เป็นเวลาและทันเวลา การสวมใส่เสื้อผ้าที่ช่วยซึมซับปัสสาวะ และตารางการขับปัสสาวะ

นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินยังมีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมลำไส้ โดยควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีปัญหาดังกล่าว

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน

หากมีอาการปวดปัสสาวะผิดปกติ แพทย์จะทำการตรวจเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการติดเชื้อหรือเลือดปนในปัสสาวะ แพทย์ยังอาจต้องเช็กด้วยว่าผู้ป่วยสามารขับปัสสาวะออกมาหมดหรือไม่

นอกจากนี้ แพทย์จะตรวจหาอาการบ่งชี้ถึงปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการซึ่งได้แก่

  • ประวัติสุขภาพ
  • การตรวจร่างกายโดยเน้นบริเวณช่องท้องและอวัยวะเพศ
  • ตัวอย่างปัสสาวะเพื่อตรวจหาการติดเชื้อ การปนเลือด หรือสิ่งผิดปกติอื่นๆ
  • การตรวจทางประสาทวิทยาโดยเฉพาะที่อาจจำแนกปัญหาเกี่ยวกับประสาทหรือปฏิกิริยาตอบสนองฉับพลันที่ผิดปกติ

แพทย์อาจสั่งให้มีการตรวจพลศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อประเมินการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและความสามารถในการขับปัสสาวะว่าอยู่ในอัตราคงที่และขับออกได้ทั้งหมดหรือไม่ การตรวจดังกล่าวจำเป็นต้องมีการส่งต่อไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยมีวิธีการดังนี้

  • การวัดปัสสาวะที่หลงเหลือในกระเพาะปัสสาวะ ในการตรวจปัสสาวะที่ตกค้างหลังจากขับปัสสาวะ แพทย์จะให้มีการตรวจอัลตราซาวด์ที่กระเพาะปัสสาวะหรืออาจใส่สายสวนผ่านทางท่อปัสสาวะและไปยังกระเพาะปัสสาวะเพื่อระบายและวัดปัสสาวะที่หลงเหลืออยู่
  • การวัดอัตราการไหลของปัสสาวะ ในการวัดปริมาณและความเร็วในการขับปัสสาวะ ผู้เข้ารับการตวรจต้องปัสสาวะไปยังเครื่องมือวัดการไหลของปัสสาวะ เครื่องมือนี้จะแปลงข้อมูลเป็นกราฟบันทึกความเปลี่ยนแปลงในอัตราการไหลของปัสสาวะ
  • การทดสอบแรงดันกระเพาะปัสสาวะด้วยเครื่อง Cystometry เป็นการวัดแรงดันในกระเพาะปัสสาวะและบริเวณโดยรอบในระหว่างที่มีน้ำปัสสาวะอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ โดยแพทย์จะใช้สายสวนปัสสาวะเพื่อเติมน้ำอุ่นลงในกระเพาะปัสสาวะอย่างช้าๆ โดยสายสวนปัสสาวะอีกอันที่มีเครื่องมือตรวจวัดความดันติดตั้งอยู่จะถูกใส่เข้าไปในทวารหนักหรือในช่องคลอด การทดสอบนี้มักใช้กับผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับประสาทที่ส่งผลต่อไขสันหลัง

แพทย์จะอธิบายเกี่ยวกับผลการทดสอบให้ทราบและแนะนำวิธีการรักษาต่อไป

การรักษากระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน

แพทย์อาจจะแนะนำวิธีการรักษาหลายวิธีร่วมกันเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นทางเลือกแรกในการช่วยจัดการกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมักได้ผลดีและไม่มีผลข้างเคียง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่แนะนำ ได้แก่

  • การออกกำลังกายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน: การออกกำลังกายโดยการขมิบทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูดปัสสาวะแข็งแรง
  • น้ำหนักร่างกายที่เหมาะสม: หากมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักอาจบรรเทาอาการลง ทั้งยังช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ดได้อีกด้วย
  • การบริโภคของเหลว: แพทย์อาจแนะนำให้จำกัดการบริโภคของเหลวในปริมาณหนึ่งและอาจแนะนำเวลาที่เหมาะสมในการบริโภคด้วย
  • การขับถ่ายปัสสาวะซ้ำ: เพื่อช่วยในการขับปัสสาวะให้หมดเกลี้ยง โดยรอเวลา 2-3 นาทีหลังขับปัสสาวะครั้งแรกแล้วพยายามปัสสาวะอีกครั้ง

การใช้ยา

การใช้ยาที่ช่วยคลายกระเพาะปัสสาวะมีประโยชน์ในการบรรเทาอาการต่างๆ ของกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินและลดความถี่ในการเกิดปัสสาวะเล็ด ยาเหล่านี้ ได้แก่

  • ยาโทลเทอโรดีน (Tolterodine) อย่างเดทรอล (Detrol)
  • ยาดิโทรพิน เอ็กซ์แอล (Ditropan XL)
  • ยาอ็อกซีบูไทนิน (Oxybutynin) แบบแผ่นแปะผิวหนัง อย่างอ็อกซีทอรล (Oxytrol)
  • เจลอ็อกซีบูไทนิน (Oxybutynin) อย่างเจลนิค (Gelnique)
  • ยาทรอสเปียม (Trospium) อย่างแซงก์ตูร่า (Sanctura)
  • ยาโซลิเฟนาซิน (Solifenacin) อย่างเวสิแคร์ (Vesicare)
  • ยาดาริเฟนาซิน (Darifenacin) อย่างอีนาเบลกซ์ (Enablex)
  • ยามีราบีกรอน (Mirabegron) อย่างเมียร์บีทริก (Myrbetriq)
  • ยาฟีโซเทโรไดน์ (Fesoterodine) อย่างโทเวียซ (Toviaz)

การฉีดยาที่กระเพาะปัสสาวะ

  • โอนาโบทูลินัมท็อกซินเอ (OnabotulinumtoxinA) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโบทอกซ์ (Botox) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งจากแบคทีเรียที่ทำให้เกิดพิษจากอาหาร (Botulism) โดยแพทย์จะใช้โบท็อกซ์ปริมาณเพียงเล็กน้อยฉีดเข้าไปในเนื้อเยื่อกระเพาะปัสสาวะโดยตรง โดยจะทำให้กล้ามเนื้อไม่มีความรู้สึกเป็นบางส่วน
  • การวิจัยทางคลินิกแสดงให้เห็นว่าการฉีดยาที่กระเพาะปัสสาวะอาจมีประโยชน์สำหรับอาการปัสสาวะเล็ดรุนแรง แต่ไม่มีการยืนยันจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาสำหรับวัตถุประสงค์ในการใช้นี้ โดยในผู้ป่วยที่ไม่มีโรคเกี่ยวกับประสาท ผลของยาฉีดจะอยู่ชั่วคราว เพียงประมาณ 6-9 เดือน
  • ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงให้การขับปัสสาวะแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอื่นๆ อยู่แล้ว หากกำลังพิจารณาการรักษาด้วยโบทอกซ์ ควรศึกษาข้อมูลให้ดีและสามารถใช้สายสวนปัสสาวะอย่างถูกต้องด้วยตัวเองหากมีอาการปัสสาวะไม่ออก

การกระตุ้นประสาท

การควบคุมกระแสประสาทไปยังกระเพาะปัสสาวะสามารถทำให้อาการต่างๆ ของกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินดีขึ้นได้

วิธีการคือใช้สายลวดขนาดเล็กใส่เข้าไปใกล้เส้นประสาทบริเวณกระเบนเหน็บซึ่งจะทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังกระเพาะปัสสาวะ

ทั้งนี้ การผ่าตัดนี้มักมีการทดลองโดยใช้สายลวดชั่วคราว หรือในกรณีที่มีติดตั้งขั้วไฟฟ้าถาวรจะมีการทดลองให้มั่นใจก่อนการผ่าตัดนำเครื่องมือกระตุ้นชีพจรที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลงไปแทนที่ โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือเชื่อมต่อกับสายลวดแล้วส่งกระแสไฟฟ้าไปยังกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งคล้ายคลึงกับผลของเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

หากวิธีนี้บรรเทาอาการลงได้ สายลวดจะถูกเชื่อมต่อกับแบตเตอรี่ขนาดเล็กที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง

การผ่าตัด

การผ่าตัดเพื่อรักษากระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินมีไว้สำหรับผู้มีอาการรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาวิธีอื่น วัตถุประสงค์ของการผ่าตัดเพื่อให้กระเพาะปัสสาวกักเก็บน้ำปัสสาวะได้มากขึ้น รวมทั้งลดแรงดันในกระเพาะปัสสาวะ อย่างไรก็ดี ขั้นตอนเหล่านี้ไม่ช่วยบรรเทาอาการปวดกระเพาะปัสสาวะได้ ขั้นตอนของการผ่าตัดดังกล่าว ได้แก่

  • การผ่าตัดเพื่อเพิ่มความจุของกระเพาะปัสสาวะ ขั้นตอนนี้ใช้ชิ้นส่วนของลำไส้มาแทนที่พื้นที่บางส่วนของกระเพาะปัสสาวะ การผ่าตัดนี้ใช้ในกรณีที่มีอาการปัสสาวะเล็ดรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป หากผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดนี้ อาจจำเป็นต้องใช้สายสวนปัสสาวะเป็นระยะเพื่อช่วยขับปัสสาวะไปตลอดชีวิต
  • การผ่าตัดนำกระเพาะปัสสาวะออก วิธีนี้ใช้เป็นตัวช่วยสุดท้าย โดยเป็นการผ่าตัดนำกระเพาะปัสสาวะออกและติดตั้งเครื่องมือหรือเจาะช่องเปิดเพื่อติดถุงเข้ากับผิวหนังเพื่อทำหน้าที่กักเก็บปัสสาวะแทนกระเพาะปัสสาวะเดิม

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองที่ช่วยจัดการกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ดังต่อไปนี้อาจช่วยลดอาการต่างๆ ได้

  • รักษาน้ำหนักที่เหมาะสม หากมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักอาจช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ได้ ผู้ที่มีน้ำหนักมากกว่ายังคงมีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะเกิดภาวะปัสสาวะเล็ดจากแรงกด ซึ่งอาการจะดีขึ้นได้เมื่อน้ำหนักลดลง
  • จัดตารางการดื่มของเหลว ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณของเหลวที่ต้องการในแต่ละวัน ผู้ที่สามารถลดการดื่มของเหลวลงได้ประมาณร้อยละ 25 อาจมีอาการกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินลดลง
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลลกอฮอล์ หากเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลลกอฮอล์ทำให้อาการแย่ลง ควรหลีกเลี่ยง

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

 

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย