กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เป็นชื่อทางการแพทย์สำหรับภาวะหัวใจวาย (heart attack) ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต

คำจำกัดความ

กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันคืออะไร

กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Acute myocardial infarction) หรือ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เป็นชื่อทางการแพทย์สำหรับภาวะหัวใจวาย (heart attack) ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต เกิดขึ้นเมื่อกระแสเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจถูกขัดขวางอย่างเฉียบพลัน ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อ

หัวใจจำเป็นต้องได้รับออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ อย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย หัวใจมีหลอดเลือดใหญ่ 2 เส้น และหลอดเลือดสาขาที่ทำหน้าที่ลำเลียงลำเลียงออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ หากหลอดเลือดหัวใจหลอดใดหลอดหนึ่งหรือสาขาใดสาขาหนึ่งมีการอุดกั้นทันที หัวใจก็จะขาดออกซิเจน ซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่า “หัวใจขาดเลือด” (cardiac ischemia)

หากภาวะหัวใจขาดเลือดคงอยู่เป็นเวลานานเกินไป กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดจะตาย ภาวะนี้เรียกว่าหัวใจวาย หรือเป็นที่รู้จักว่าเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือเรียกตามตัวว่า “กล้ามเนื้อหัวใจตาย” (death of heart muscle)

ภาวะหัวใจวายส่วนใหญ่กินเวลาหลายชั่วโมง ดังนั้นจึงอย่ารีรอที่จะขอความช่วยเหลือ ในบางกรณี ก็ไม่มีอาการใดๆ แต่หัวใจวายส่วนใหญ่ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก

กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันพบได้บ่อยเพียงใด

กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันส่งผลต่อผู้ป่วยได้ในทุกวัย โรคนี้สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

อาการทั่วไปของกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ได้แก่

  • มีแรงกดหรืออาการแน่นในหน้าอก
  • อาการปวดในหน้าอก หลัง ขากรรไกร และบริเวณอื่นๆ ของร่างกายส่วนบนที่มีอาการนานกว่า 2-3 นาที หรือหายไปแล้วกลับมาเป็นใหม่
  • หายใจลำบาก
  • เหงื่อออก
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • กังวล
  • ไอ
  • เวียนศีรษะ
  • หัวใจเต้นเร็ว

ไม่ใช่ทุกคนที่อยู่ในภาวะหัวใจวายแล้วจะมีอาการเช่นเดียวกันหรือระดับความรุนแรงของอาการเหมือนกัน อาการเจ็บหน้าอกมักมีการรายงานมากที่สุดทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย อย่างไรก็ดี ผู้หญิงมีโอกาสมากกว่าที่จะเกิดอาการดังต่อไปนี้

  • หายใจลำบาก
  • ปวดขากรรไกร
  • ปวดหลังส่วนบน
  • เวียนศีรษะ
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน

ในความเป็นจริงแล้ว มีการรายงานว่าผู้หญิงที่มีภาวะหัวใจวายมักมีอาการเหมือนกับอาการของไข้หวัดใหญ่

อาจมีอาการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

มักเกิดจากอาการอุดกั้นในหลอดเลือดหัวใจหนึ่งหลอดหรือมากกว่า การอุดกั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากการก่อตัวของคราบพลัคซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากไขมัน คอเลสเตอรอล และของเสียในเซลล์ มีปัจจัยหลายประการที่อาจทำให้เกิดการอุดกั้นในหลอดเลือดหัวใจ ดังนี้

  • คอเลสเตอรอลไม่ดี คลอเรสเตอรอลไม่ได้ไม่ดีไปเสียทั้งหมด แต่คลอเรสเตอรอลชนิด LDL สามารถติดอยู่บนผนังหลอดเลือดและก่อให้เกิดคราบพลัคได้
  • ไขมั่นอิ่มตัว ไขมันอิ่มตัวยังอาจทำให้เกิดการก่อตัวของคราบพลัคในหลอดเลือดได้ ไขมันอิ่มตัวพบได้ส่วนใหญ่ในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งได้แก่ เนื้อวัว เนย และเนยแข็ง
  • ไขมันทรานส์ ไขมันอีกประเภทหนึ่งที่ทำให้เกิดหลอดเลือดหัวใจอุดกั้นคือไขมันทรานส์หรือไขมันเติมไฮโดรเจนซึ่งมักผลิตขึ้นโดยการสังเคราะห์และสามารถพบได้ในอาหารแปรรูปทั่วไป

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการสำหรับกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เช่น

ความดันโลหิตสูง อัตราความเสี่ยงสูงขึ้นหากมีความดันโลหิตสูง โดยความดันโลหิตปกติจะมีค่าต่ำกว่า 120/80 mm Hg (มิลลิเมตรของปรอท) ขึ้นอยู่กับอายุของแต่ละคน

ระดับคลอเรสเตอรอลสูง ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงเพิ่มความเสี่ยงสำหรับกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาจจำเป็นต้องลดคลอเรสเตอรอลโดยการเปลี่ยนแปลงอาหารหรือโดยใช้ยาบางชนิดที่เรียกว่าสตาติน (statins)

ระดับไตรกลีเซอไรด์สูง ระดับไตรกลีเซอรได์สูงยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นหัวใจวาย ไตรกลีเซอไรด์ที่สะสมอยู่ในร่างกายทำให้เกิดการก่อตัวของคราบพลัคในหลอดเลือด

โรคเบาหวานและระดับน้ำตาลในเลือดสูง เบาหวานเป็นภาวะหนึ่งที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดหรือกลูโคสเพิ่มสูงขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจทำให้หลอดเลือดเสียหายและทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery disease) ได้ในที่สุด

โรคอ้วน โอกาสในการเป็นหัวใจวายจะมีมากขึ้นหากมีน้ำหนักเกินมาก โรคอ้วนสัมพันธ์กับภาวะต่างๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นหัวใจวาย ซึ่งได้แก่

  • โรคเบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง
  • ระดับคอเลสเตอรอลสูง
  • ระดับไตรกลีเซอไรด์สูง

การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ทำให้เกิดความเสี่ยงของภาวะหัวใจวาย และยังอาจทำให้เกิดภาวะและโรคหลอดเลือดหัวใจอื่นๆ ได้อีกด้วย

อายุ ความเสี่ยงในการเป็นหัวใจวายเพิ่มขึ้นตามอายุ ผู้ชายมีความเสี่ยงมากขึ้นหลังจากอายุ 45 ปี และผู้หญิงมีความเสี่ยงมากขึ้นหลังจากอายุ 55 ปี

ประวัติครอบครัว ผู้ป่วยมีโอกาสมากขึ้นที่จะเป็นหัวใจวายหากมีประวัติครอบครัวเคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน โดยความเสี่ยงมักมีสูงขึ้นหากมีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้ชายเป็นโรคหัวใจก่อนอายุ 55 ปี หรือหากมีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้หญิงเป็นโรคหัวใจก่อนอายุ 65 ปี

ปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดหัวใจวาย ได้แก่

  • ความเครียด
  • การขาดการออกกำลังกาย
  • การใช้ยาเสพติดบางประเภท ซึ่งได้แก่ โคเคน และเแอมเฟตามีน
  • มีประวัติเคยเป็นครรภ์เป็นพิษหรือความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

เพื่อวินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจวายหรือไม่ แพทย์จะฟังเสียงหัวใจเพื่อตรวจหาอาการผิดปกติต่างๆ ของอัตราการเต้นของหัวใจ แพทย์อาจวัดความดันโลหิตด้วย

นอกจากนี้ อาจมีการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อวัดค่ากิจกรรมทางไฟฟ้าของหัวใจ การตรวจเลือดยังสามารถใช้เพื่อตรวจหาโปรตีนที่สัมพันธ์กับความเสียหายที่เกิดกับหัวใจ เช่น โทรโพนิน (troponin)

การวินิจฉัยวิธีอื่นๆ ได้แก่

  • การทดสอบภาวะวิกฤต เพื่อดูว่าหัวใจตอบสนองต่อสถานการณ์บางประการได้อย่างไร เช่น การออกกำลังกาย
  • การฉีดสีร่วมกับการสวนหลอดเลือดหัวใจเพื่อตรวจหาบริเวณที่มีการอุดกั้นในหลอดเลือด
  • การตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงเพื่อช่วยระบุตำแหน่งของหัวใจที่มีการทำงานผิดปกติ

การรักษากล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

การผ่าตัดขยายเส้นเลือดอาจใช้เพื่อขยายหลอดเลือดที่ลำเลียงเลือดไปยังหัวใจ

ในระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะใส่ท่อยาวและเล็กผ่านทางเส้นเลือดไปยังบริเวณที่มีการตีบตัน แล้วแพทย์จะเป่าบอลลูนขนาดเล็กที่ติดกับสายสวนเพื่อเปิดหลอดเลือดออก ทำให้กระแสเลือดไหลเวียนได้ แพทย์ยังอาจใช้ขดลวดตาข่าย (stent) ใส่เข้าไปในบริเวณที่มีการตีบตันเพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดปิดอีก

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยบางราย แพทย์ยังอาจจำเป็นต้องผ่าตัดบายพาสหัวใจโดยเป็นการเปลี่ยนทางเดินหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดง ทำให้เลือดสามารถไหลเวียนไปโดยรอบบริเวณที่ตีบตันได้ การทำบายพาสหัวใจในบางครั้งดำเนินการหลังจากมีภาวะหัวใจวายทันที อย่างไรก็ดี ในผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีการดำเนินการในเวลาหลายวันหลังจากมีภาวะหัวใจวาย จึงทำให้หัวใจมีเวลาฟื้นตัวได้

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ยาจำนวนมากเพื่อรักษาหัวใจวายได้

  • ยาละลายลิ่มเลือด (Blood thinner) เช่น ยาแอสไพริน มักใช้สลายลิ่มเลือดและทำให้กระแสเลือดไหลผ่านหลอดเลือดที่ตีบตันได้ดีขึ้น
  • ยาสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic) มักใช้ละลายลิ่มเลือด
  • ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet drug) เช่น ยาโคลพิโดเกรล (clopidogrel) สามารถใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นใหม่และป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดที่มเกิดขึ้นแล้วมีขนาดใหญ่ขึ้น
  • ยาไนโตรกลีเซอริน (Nitroglycerin) สามารถใช้เพื่อขยายหลอดเลือด
  • ยากลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta-blocker) ลดความดันโลหิตและคลายกล้ามเนื้อหัวใจ สามารถช่วยจำกัดความรุนแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหัวใจได้
  • ยากลุ่มเอซีอี อินฮิบิเตอร์ (ACE inhibitor) ยังสามารถใช้เพื่อลดความดันโลหิตและลดความตึงเครียดที่หัวใจได้
  • ยาแก้ปวด (Pain reliever) อาจใช้ลดอาการปวดใด ๆ ที่คุณอาจเป็นอยู่

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองที่ช่วยจัดการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้จัดการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้

อาหาร: ให้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพซึ่งได้แก่ ธัญพืชเต็มเมล็ด ผัก ผลไม้ และโปรตีนที่ไม่มีไขมัน นอกจากนี้ ยังควรลดปริมาณน้ำตาล ไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ และคลอเรสเตอรอล โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และคลอเรสเตอรอลสูง

การออกกำลังกาย: การออกกำลังกายหลายครั้งต่อสัปดาห์ยังทำให้ระบบหัวใจหลอดเลือดดีขึ้น แต่หากมีภาวะหัวใจวายเมื่อไม่นานมานี้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มแผนการออกกำลังกายใหม่

เลิกสูบบุหรี่: การเลิกสูบบุหรี่จะลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจวายและทำให้สุขภาพหัวใจและปอดดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงการรับควันบุหรี่จากการสูบบุหรี่มือสองด้วย

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

 

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 2, 2019 | Last Modified: มกราคม 2, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย