ความดันเลือดที่เพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยเรียกว่า ความดันโลหิตสูงขั้นต้น (Prehypertension) มักจะกลายเป็นโรคความดันโลหิตสูง (hypertension) ในภายหลัง เว้นเสียแต่ว่าคุณจะปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

คำจำกัดความ

โรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นคืออะไร

ความดันเลือดที่เพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยเรียกว่า โรคความดันโลหิตสูงขั้นต้น (Prehypertension) มักจะกลายเป็นโรคความดันโลหิตสูง (hypertension) ในภายหลัง เว้นเสียแต่ว่าคุณจะปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เช่น ออกกำลังกายให้มากขึ้น และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นและโรคความดันโลหิตสูงนั้น เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (heart attack) โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) และโรคหัวใจล้มเหลว (heart failure)

การอ่านค่าระดับความดันเลือดนั้นมีสองตัวเลข เลขตัวบนหมายถึง ระดับความดันที่หลอดเลือดแดงขณะที่หัวใจบีบตัว (systolic pressure) เลขตัวล่างคือ ระดับความดันที่หลอดเลือดแดงในช่วงระหว่างการเต้นของหัวใจ (diastolic pressure) โรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นจะมีค่าความดันโลหิตตัวบนอยู่ระหว่าง 120 ถึง 139 มม.ปรอท หรือมีค่าความดันโลหิตตัวล่างอยู่ที่ 80 ถึง 89 มม.ปรอท

โรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นพบได้บ่อยได้แค่ไหน

มากกว่าครึ่งของผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า 18 ปี มักจะเป็นโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้น หรือโรคความดันโลหิตสูง วัดจากค่าเฉลี่ยของการอ่านค่าความดันสองครั้ง หรือมากกว่า จากการพบหมอสองครั้งหรือมากกว่า คุณอาจจะคิดว่า โรคความดันโลหิตสูงมาพร้อมกับอายุที่มากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญปฏิเสธถึงเรื่องนี้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษากับแพทย์

อาการ

อาการโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นเป็นอย่างไร

โรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นมักไม่แสดงอาการ และที่จริงแล้ว แม้แต่โรคความดันโลหิตสูงขั้นรุนแรง ก็อาจจะไม่แสดงอาการเช่นกัน

วิธีเดียวที่จะบ่งชี้การเป็นโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นก็คือ การติดตามอ่านค่าความดันโลหิตของคุณเอง วัดความดันโลหิตทุกครั้งที่คุณไปพบหมอ หรือคุณสามารถวัดค่าความดันโลหิตที่บ้าน ได้ด้วยเครื่องวัดความดันโลหิตที่บ้าน

อาจจะมีอาการอย่างอื่น นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษาหมอของคุณ

ควรไปพบหมอเมื่อไร

ควรให้หมออ่านค่าความดันโลหิตของคุณอย่างน้อยทุกๆ สองปีนับตั้งแต่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป คุณอาจจำเป็นต้องอ่านค่าความดันโลหิตถี่ขึ้น หากคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้น หรือมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

สาเหตุ

สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้น

ปัจจัยใดๆ ก็ตามที่เพิ่มแรงดันให้กับผนังหลอดเลือดแดงนั้นสามารถนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นทั้งสิ้น ภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) ซึ่งทำให้เกิดการสะสมของไขมันที่หลอดเลือดแดงนั้นสามารถนำไปสู่การเกิดความดันโลหิตสูงได้ ในบางครั้งโรคแฝงต่าง ๆ ก็สามารถทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นได้เช่นกัน โรคที่มีความเป็นไปได้ว่า สามารถนำไปสู่การเกิดโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้น หรือโรคความดันโลหิต มีดังนี้

  • ภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis)
  • ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Obstructive sleep apnea)
  • โรคไต (Kidney disease)
  • โรคต่อมหมวกไต (Adrenal disease)
  • โรคต่อมไทรอยด์ (Thyroid disease)

ยาบางชนิด ทั้งยาคุมกำเนิด ยาแก้หวัด ยาลดน้ำมูก ยาแก้ปวดที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา และยาตามใบสั่งยา อาจทำให้เกิดการเพิ่มของความดันโลหิตได้ชั่วคราว ยาเสพติด เช่น โคเคนและแอมเฟตามีน ก็อาจทำให้เกิดผลแบบเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ระดับความดันเลือดมักจะเพิ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้น

มีปัจจัยเสี่ยงสำหรับการเกิดโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นอยู่มากมาย เช่น

  • มีภาวะน้ำหนักเกิน ปัจจัยเสี่ยงในขั้นต้นคือการมีภาวะน้ำหนักเกิน ยิ่งมวลร่างกายของคุณใหญ่มากเท่าไหร่ เลือดก็ยิ่งต้องส่งออกซิเจนและสารอาหารไปที่เนื้อเยื่อมากเท่านั้น ปริมาณเลือดที่หมุนเวียนผ่านเส้นเลือดเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกันกับแรงดันที่ผนังหลอดเลือดแดง
  • คนในวัยหนุ่มสาว จะมีโอกาสในการเป็นโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้น มากกว่าผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง และความเสี่ยงในการเกิดความดันโลหิตสูง จะเพิ่มขึ้นตามอายุ
  • โรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นพบมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ตลอดช่วงวัยกลางคน หรืออายุประมาณ 45 ปีนั้นโรคความดันโลหิตสูงจะพบมากในผู้ชาย ขณะที่ผู้หญิงจะเริ่มเป็นความดันโลหิตสูงหลังจากที่อายุ 65 ปีขึ้นไป
  • ความดันโลหิตสูงนั้นพบมากในคนผิวสี ในช่วงวัยกลางคน คนผิวสีมักจะเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าคนผิวขาว
  • ประวัติการมีโรคความดันโลหิตสูงในครอบครัว โรคความดันโลหิตสูงนั้นมักจะถ่ายทอดกันในครอบครัว หากญาติสายตรง เช่น พ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคความดันโลหิตสูง คุณก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ด้วยเช่นกัน
  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย การไม่ออกกำลังกายสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและภาวะน้ำหนักเกิน
  • รับประทานอาหารที่เค็มจัด (โซเดียมสูง) หรือมีโพแทสเซียมต่ำ โซเดียมและโพแทสเซียมคือสารอาหารสำคัญ ที่ร่างกายใช้ในการควบคุมความดันโลหิต หากคุณมีปริมาณโซเดียมมากเกินไป หรือโพแทสเซียมต่ำเกินไป คุณก็จะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  • ใช้ยาเส้น สูบบุหรี่ เคี้ยวยาเส้น หรือแม้แต่การอยู่ใกล้คนที่สูบบุหรี่ (บุหรี่มือสอง) สามารถเพิ่มโอกาสในเกิดโรคความดันโลหิตสูง
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 2 แก้วต่อวัน สำหรับผู้ชายที่อายุ 65 ปีลงไป หรือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 1 แก้วต่อวัน สำหรับผู้หญิงทุกช่วงวัย หรือผู้ชายที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปนั้น สามารถเพิ่มโอกาสที่จะเพิ่มระดับความดันโลหิตได้ หนึ่งแก้วเท่ากับ เบียร์ 12 ออนซ์ ไวน์ 5 ออนซ์ หรือสุรา 80 พรูฟ (40 ดีกรี) 1.5 ออนซ์
  • โรคเรื้อรังบางอย่าง เช่น โรคไต โรคเบาหวาน และโรคหยุดหายใจขณะหลับ สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นได้

แม้ว่าโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้น และโรคความดันโลหิตสูง จะพบมากในผู้ใหญ่ แต่เด็กก็อาจมีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน เด็กบางคนอาจจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากปัญหาที่ไตหรือหัวใจ ในเด็กส่วนใหญ่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง มีผลมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดี เช่น รับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ น้ำหนักเกิน และไม่ออกกำลังกาย

การวินิจฉัยโรคและการรักษา

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้น

การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง คุณต้องทำการวัดค่าความดันโลหิต คุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญจะใช้ปลอกแขนที่พองได้สวมเข้าที่แขน และวัดค่าความดันโลหิต โดยใช้เครื่องวัดความดัน

การอ่านค่าความดันโลหิตที่มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรปรอท (มม.ปรอท) นั้น มีสองตัวเลข เลขตัวบนหมายถึง ระดับความดันที่หลอดเลือดแดงขณะที่หัวใจบีบตัว (systolic pressure) เลขตัวล่างคือ ระดับความดันที่หลอดเลือดแดงในช่วงระหว่างการเต้นของหัวใจ (diastolic pressure)

ค่าความดันโลหิตตามปกติคือต่ำกว่า 120/80 มม.ปรอท สามารถจัดแบ่งเกณฑ์การวัดค่าความดันได้ดังนี้

โรคความดันโลหิตสูงขั้นต้น มีค่าความดันที่หลอดเลือดแดงขณะที่หัวใจบีบตัวอยู่ระหว่าง 120 ถึง 139 มม.ปรอท หรือมีค่าความดันที่หลอดเลือดแดงในช่วงระหว่างการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 80 ถึง 89 มม.ปรอท

โรคความดันโลหิตสูงระดับที่ 1 มีค่าความดันที่หลอดเลือดแดง ขณะที่หัวใจบีบตัวอยู่ระหว่าง 140 ถึง 159 มม.ปรอท หรือมีค่าความดันที่หลอดเลือดแดง ในช่วงระหว่างการเต้นของหัวใจอยู่ระหว่าง 90 ถึง 99 มม.ปรอท

โรคความดันโลหิตสูงระดับที่ 2 มีค่าความดันที่หลอดเลือดแดงขณะที่หัวใจบีบตัวอยู่ที่ 160 มม.ปรอท หรือมากกว่านั้น หรือมีค่าความดันที่หลอดเลือดแดงในช่วงระหว่างการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 100 มม.ปรอท หรือมากกว่านั้น

เนื่องจากระดับความดันโลหิตนั้นค่อนข้างที่จะขึ้นๆ ลงๆ การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้น จึงขึ้นอยู่กับค่าเฉลี่ยของการอ่านค่าความดันโลหิตสองครั้งหรือมากกว่า ซึ่งวัดแบบเดียวกันในโอกาสที่ต่างกัน โดยปกติแล้วควรวัดค่าความดันโลหิตที่แขนทั้งสองข้างเพื่อดูว่า มีความแตกต่างหรือไม่ คุณหมออาจขอให้คุณจดบันทึกค่าระดับความดันโลหิตของคุณ ที่บ้านและที่ทำงาน เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมอีกด้วย

คุณหมออาจแนะนำให้คุณตรวจวัดค่าความดันโลหิตตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า ambulatory blood pressure monitoring ซึ่งจะทำให้เห็นค่าที่ถูกต้อง ของการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตในวันปกติ ทั้งกลางวันและกลางคืน อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์นี้ไม่ได้มีทุกศูนย์การแพทย์ และแทบไม่ถูกนำมาใช้งาน

วิธีรักษาโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้น

โรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นถือเป็นสัญญาณเตือน ที่หมายถึงว่าคุณกำลังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง ขึ้นอยู่กับค่าความดันโลหิตของคุณ และปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคหัวใจ คุณอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์บางอย่าง กลยุทธ์ที่จะช่วยจัดการโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นมีดังนี้

  • ลดน้ำหนัก การมีน้ำหนักเกิน จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดความดันโลหิตสูง การลดน้ำหนักจะสามารถช่วยลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การลดน้ำหนักอย่างพอดี สามารถช่วยป้องกันไม่ให้ 20% ของผู้มีภาวะน้ำหนักเกิน ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้นนั้น กลายเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยให้คุณน้ำหนักลดได้ และยังสามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตได้อีกด้วย
  • รับประทานอาหารจำพวกผลไม้ ผัก ธัญพืช ปลา และนมไขมันต่ำให้มาก งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการกินอาหารแบบที่เรียกว่า Dash Diet สามารถช่วยลดและป้องกันโรคความดันโลหิตสูง อาหารแบบนี้จะมีค่าโซเดียมต่ำ และมีโพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม โปรตีน และใยอาหารสูง
  • ลดปริมาณการบริโภคเกลือและโซเดียม อาหารที่มีปริมาณโซเดียม (เกลือ) สูง สามารถเพิ่มความดันโลหิตได้ ในขณะที่อาหารที่มีโซเดียมต่ำ สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ ปริมาณที่ควรรับประทานโซเดียมคือต่ำกว่า 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน (เกลือประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ)
  • รับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ และคอเลสเตอรอลต่ำ อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง (เช่น เนื้อสัตว์และนมไขมันสูง) ไขมันทรานส์สูง (เช่น มาการีน ขนมขบเคี้ยว และขนมอบทั้งหลาย) และคอเลสเตอรอลสูง (เช่น เครื่องในสัตว์ นมไขมันสูง และไข่แดง) อาจนำไปสู่การเกิดภาวะน้ำหนักเกิน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งได้
  • รับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักหรืออาหารมังสวิรัติ เพิ่มอาหารที่มีโปรตีนสูงจากถั่วเหลือง เพิ่มปริมาณการรับประทานผักและผลไม้ โดยการเพิ่มอย่างละหนึ่งส่วน โดยอาจจะเพิ่มผลไม้ 1 ส่วนในมื้อกลางวัน และเพิ่มผัก 1 ส่วนในมื้อเย็น
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป สามารถเพิ่มความดันโลหิตได้ ควรจำกัดปริมาณดื่มไม่เกิด 2 แก้ว/วัน สำหรับผู้ชาย และไม่เกิน 1 แก้ว/วัน สำหรับผู้หญิง
  • ควรตรวจวัดค่าความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ รับรู้ค่าความดันของคุณ และแจ้งให้หมอทราบ หากค่าความดันของคุณนั้นเพิ่มสูงขึ้น
  • คุณสามารถคอยจับตาดูค่าความดันโลหิตของคุณได้ ในช่วงระหว่างที่ไม่ได้ไปพบหมอ ด้วยเครื่องวัดความดันโลหิตแบบใช้ด้วยตนเองที่บ้าน
  • ปรึกษาหมอเรื่องความดันโลหิตของคุณ ถามเกี่ยวกับการออกกำลัง หรือการรับประทานอาหาร ว่าสามารถลดความเสี่ยงของคุณ ในการเกิดความดันโลหิตสูงได้หรือไม่

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการเยียวยาตนเองแบบไหนที่จะช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูงขั้นต้น

ลักษณะไลฟ์สไตล์และการเยียวยาด้วยตนเองต่อไปนี้ อาจจะช่วยรักษาอาการของคุณได้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลองรับประทานอาหารต้านโรคความดันโลหิตสูง (DASH diet) เลือกรับประทานผลไม้ ผัก ธัญพืช สัตว์ปีก ปลา และนมไขมันต่ำ บริโภคโพแทสเซียมให้มาก เพื่อช่วยเรื่องการลดความดันโลหิตได้ และรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ให้น้อยลง
  • รักษาระดับน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ การรักษาน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ หรือลดน้ำหนัก หากคุณมีภาวะน้ำหนักเกิน สามารถช่วยให้คุณควบคุมความดันโลหิต และลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพได้ หากคุณมีภาวะน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักประมาณ 2.3 กิโลกรัม (5 ปอนด์) สามารถลดระดับความดันโลหิตได้
  • ใช้เกลือให้น้อยลง แนะนำให้จำกัดปริมาณการบริโภคโซเดียมให้ต่ำกว่า 2,300 มก. ต่อวัน ปริมาณโซเดียมต่ำกว่า 1,500 มก.นั้นเหมาะสมสำหรับผู้ที่มาอายุมากกว่า 51 ปี คนผิวสีและผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไตเรื้อรังทุกช่วงอายุ ในขณะที่คุณสามารถลดปริมาณเกลือได้ ด้วยการไม่เติมเกลือเพิ่มในอาหาร อย่าลืมระวังปริมาณของเกลือในอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารแช่แข็ง ที่คุณรับประทานด้วย
  • ออกกำลังกายให้มากขึ้น การออกกำลังกายเป็นประจำ ช่วยให้คุณลดระดับความดันโลหิต ควบคุมความเครียด ลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพ และช่วยให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย
  • สำหรับผู้ใหญ่ส่วนมากที่มีสุขภาพที่ดี แนะนำให้ออกกำลังกายแบบปานกลาง (moderate aerobic activity) อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือออกกำลังกายแบบหนัก (vigorous aerobic activity) อย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ หรือทำทั้งสองผสมกัน และตั้งเป้าที่จะออกกำลังกายที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ อย่างน้อยสองวันต่อสัปดาห์
  • จำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากคุณเลือกที่จะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้ดื่มอย่างพอประมาณ สำหรับผู้ใหญ่ที่สุขภาพดี ผู้หญิงทุกช่วงอายุ และผู้ชายที่อายุมากกว่า 65 ปี ควรดื่มไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน ผู้ชายที่อายุต่ำกว่า 65 ปี ควรดื่มไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน 1 แก้วปริมาณเท่ากับเบียร์ 12 ออนซ์ ไวน์ 5 ออนซ์ หรือสุรา 80 พรูฟ (40 ดีกรี) 1.5 ออนซ์
  • อย่าสูบบุหรี่ ยาสูบสามารถทำให้เกิดความเสียหายบริเวณผนังหลอดเลือด และเพิ่มความเร็วในการเกิดการแข็งตัวของเส้นเลือด หากคุณสูบบุหรี่ ควรปรึกษากับหมอให้ช่วยคุณเลิกสูบบุหรี่
  • จัดการกับความเครียด พยายามลดความเครียดให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลองทำเทคนิคการจัดการกับสุขภาพ เช่น การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หายใจเข้าลึกๆ หรือใช้ยา การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับให้เพียงพอ ก็สามารถช่วยได้เช่นกัน

หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจให้ดีขึ้นถึงทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: สิงหาคม 11, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 11, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย