ตับวาย หรือ ตับล้มเหลว เป็นภาวะที่ไตได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้างเกินกว่าที่จะรักษาได้ และตับไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป ตับวายเป็นภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิตที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน

คำจำกัดความ

ตับวายคืออะไร

ตับวาย หรือ ตับล้มเหลว (Liver failure) เป็นภาวะที่ไตได้รับความเสียหายเป็นบริเวณกว้างเกินกว่าที่จะรักษาได้ และตับไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป ตับวายเป็นภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิตที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน มักเกิดขึ้นทีละน้อยแต่ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี อย่างไรก็ดี  อาจพบการเกิดภาวะตับวายเฉียบพลัน (acute liver failure) ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งสามารถตรวจพบในระยะเริ่มแรกได้ยาก

ตับวายพบได้บ่อยเพียงใด

ผู้ชายมีโอกาสเป็นได้มากกว่าผู้หญิง อย่างไรก็ดี สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของตับวาย

ตับวายมีอาการแตกต่างกันตามระยะของโรค ในระยะเริ่มแรก อาจไม่มีอาการใดๆ และวินิจฉัยได้ยาก เมื่อมีอาการแย่ลง อาจมีอาการต่างๆ ได้แก่

  • ไม่มีแรงจนถึงขั้นเป็นโรคออ่นเพลีย
  • เลือดออกได้ง่าย
  • เป็นแผลฟกช้ำได้ง่าย
  • เบื่ออาหาร
  • น้ำหนักลดหรือน้ำหนักขึ้นกะทันหัน
  • ผิวหรือตาขาวเป็นสีเหลือง (ดีซ่าน)
  • มีอาการคันที่ผิวหนัง
  • มีอาการบวมน้ำและบวมที่ข้อเท้า ขา และช่องท้อง (มักเป็นสัญญาณบ่งชี้เริ่มแรก)
  • ปัสสาวะมีสีน้ำตาลหรือสีส้ม
  • อุจจาระมีสีจาง
  • มึนงง สมาธิสั้น และบุคลิกภาพเปลี่ยน
  • มีเลือดปนในอุจจาระ
  • มีไข้
  • คลื่นไส้
  • มีเส้นเลือดขอดที่ผิวหนัง
  • หน้าอกโตในผู้ชาย

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการต่างๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของตับวาย

โรคตับอักเสบซี ไขมันพอกตับ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของภาวะตับวายที่พบได้มากที่สุด แต่ก็มีสาเหตุอื่นที่ทำให้ตับเสียหายนำไปสู่ภาวะเกิดตับวายได้ ซึ่งได้แก่

  • ภาวะไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนและโรคเบาหวาน
  • การติดเชื้อไวรัสที่ตับเรื้อรัง (ตับอักเสบบี ซี และดี โดยตับอักเสบดี พบได้น้อยมาก)
  • การเกิดหัวใจวายซ้ำในระยะสั้นๆ ซึ่งทำให้ของเหลวไหลกลับไปยังตับ
  • ท่อน้ำดีเกิดการอุดตัน ซึ่งขัดขวางการลำเลียงน้ำดีจากตับไปยังลำไส้เพื่อย่อยไขมัน ในผู้ใหญ่ ท่อน้ำดีอาจเกิดการอักเสบ อุดกั้น หรือมีพังผืดเนื่องจากโรคตับอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า โรคตับแข็งทางเดินน้ำดี
  • โรคถ่ายทอดทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น ซิสติกไฟโบรซิส (Cystic fibrosis)
  • โรคเกี่ยวกับการเก็บไกลโคเจน ซึ่งร่างกายไม่สามารถนำไกลโคเจนซึ่งเป็นน้ำตาลรูปแบบหนึ่งที่เปลี่ยนเป็นกลูโคสมาใช้เป็นแหล่งพลังงานของร่างกายได้
  • โรคที่เกิดจากการขาดสาร Alpha 1 antitrypsin deficiency ซึ่งเป็นการขาดเอนไซม์เฉพาะในตับ
  • โรคที่เกิดจากการทำงานของตับผิดปกติ เช่น ภาวะเหล็กเกิน ซึ่งเป็นภาวะที่เหล็กส่วนเกินถูกดูดซึมและสะสมในตับและอวัยวะอื่น ๆ และโรควิลสัน (Wilson’s disease) ซึ่งเกิดจากการสะสมตัวที่ผิดปกติของทองแดงในตับ

ถึงแม้ว่ามีความเป็นไปได้น้อย สาเหตุอื่นๆ ของภาวะตับวาย ได้แก่ ปฏิกิริยาต่อยาที่แพทย์สั่ง การสัมผัสสารพิษในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานาน หรือการติดเชื้อปรสิต

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดตับวาย

ปัจจัยความเสี่ยงสำหรับภาวะตับวายมีหลายประการ เช่น

  • โรคตับที่สัมพันธ์กับแอลกอฮอล์ เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปและเป็นสาเหตุของโรคตับที่ป้องกันได้ ซึ่งพบได้มากที่สุด
  • ตับอักเสบบี เป็นการติดเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายมากที่สุดผ่านทางการแลกเปลี่ยนสารคัดหลั่งของร่างกาย เช่น การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน การใช้อุปกรณ์ฉีดยาร่วมกันโดยไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ และการใช้อุปกรณ์สำหรับสักหรือเจาะร่างกายที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
  • โรคตับทางกรรมพันธุ์สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้จากรุ่นสู่รุ่น
  • การสัมผัสสารเคมีอาจทำให้ตับเสียหายได้โดยการทำให้เซลล์ตับระคายเคือง และก่อให้เกิดตับอักเสบ ปริมาณน้ำดีไปยังตับ

    ลดลง และการสะสมของไตรกลีเซอไรด์ สารเคมีต่างๆ เช่น anabolic steroids, vinyl chloride และ carbon tetrachloride สามารถทำให้เกิดมะเร็งตับได้

  • การใช้ยาอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen หรือ Tylenol) ในขนาดที่มากเกินไปก็เป็นสาเหตุที่พบได้ทั่วไปของภาวะตับวายเช่นกัน

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการตับวาย

ภาวะตับวายสามารถวินิจฉัยได้หลายวิธี ดังต่อไปนี้

  • การตรวจร่างกาย  ในระหว่างการตรวจร่างกาย แพทย์สามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับพื้นผิวและขนาดของตับ
  • การตรวจเลือด  หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคตับแข็ง คุณจะได้รับการตรวจเลือดเพื่อดูว่าเป็นโรคตับหรือไม่
  • การตรวจอื่นๆ ในบางกรณี มีการตรวจอื่นๆ เช่น การตรวจซีทีสแกน การตรวจอัลตราซาวนด์ หรือการตรวจด้วยรังสีเฉพาะทางที่เรียกว่า radioisotope liver/spleen scan
  • การตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อ แพทย์อาจตัดสินใจทำการวินิจฉัยโดยการตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อจากตับ
  • การผ่าตัด ในบางกรณี โรคตับแข็งมีการวินิจฉัยในระหว่างผ่าตัดเมื่อแพทย์สามารถมองเห็นตับทั้งหมดโดยสามารถตรวจโดยใช้เครื่องมือ laparoscope ซึ่งเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่สอดผ่านทางรอยผ่าขนาดเล็กเข้าไปในช่องท้อง

การรักษาตับวาย

ถึงแม้ว่าภาวะตับวายไม่มีการรักษาที่แน่ชัด แต่มีการรักษาบางประการที่สามาถหยุดยั้งหรือชะลอการลุกลาม ลดความเสียหายที่เกิดที่ตับ และลดอาการแทรกซ้อนได้ โดยการรักษาที่ใช้นั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคตับแข็งดังนี้

  • สำหรับโรคตับแข็งที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยต้องหยุดดื่มเพื่อยับยั้งการลุกลามของโรค
  • หากผู้ป่วยเป็นโรคตับอักเสบ แพทย์อาจสั่งให้ใช้สเตียรอยด์และยาต้านไวรัสเพื่อลดความเสียหายของเซลล์ตับ
  • สำหรับผู้ป่วยโรคตับแข็งที่เกิดจากโรคภูมิต้านตนเอง โรควิลสัน หรือภาวะเหล็กเกิน การรักษาจะแตกต่างกันออกไป
  • อาจมีการให้ยาแก่ผู้ป่วยเพื่อควบคุมอาการตับแข็ง อาการบวมน้ำ และการเกิดน้ำในช่องท้องควบคู่ไปกับการการลดปริมาณเกลือในอาหาร ยาขับปัสสาวะจะนำมาใช้เพื่อกำจัดของเหลวส่วนเกินและป้องกันอาการบวมน้ำไม่ให้เกิดขึ้นใหม่ โดยการรักษาการใช้ยาและควบคุมอาหารสามารถช่วยบรรเทาอาการทางสมองที่ได้รับผลกระทบจากโรคตับแข็งได้ อาจมีการให้ยาถ่าย (Laxatives) เช่น ยาแลคทูโลส (lactulose) เพื่อช่วยดูดซึมสารพิษต่างๆ และเร่งการกำจัดสารพิษออกจากลำไส้ควบคู่ไปด้วย
  • สุดท้ายแล้ว อาจจำเป็นต้องมีการปลูกถ่ายตับสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งขั้นรุนแรง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยีวยา

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองเพื่อรับมือกับภาวะตับวาย

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาดังต่อไปนี้จะช่วยให้คุณรับมือกับภาวะตับวายได้

  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พยายามจำกัดปริมาณและความถี่ในการดื่ม หากดื่มมากกว่า 2 หน่วยต่อวัน จะเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นโดยหนึ่งหน่วยการดื่มคือ หนึ่งแก้วไวน์ขนาด 5 ออนซ์ เบียร์หนึ่งกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ หรือสุราหนึ่งหน่วยขนาด 1 1/2 ออนซ์
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมทางเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันกับคู่นอนหลายคน
  • ระมัดระวังการใช้งานสารเคมีสังเคราะห์ต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและยาฆ่าแมลง หากสัมผัสสารเคมีอยู่เสมอ ให้สวมใส่เสื้อผ้าสำหรับป้องกันและหน้ากากปิดหน้าเพื่อป้องกันตัวเองจากสารเคมีอันตรายดังกล่าว
  • รับวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี
  • รับประทานอาหารที่สมดุลและมีไขมันต่ำซึ่งพบได้มากในผักและผลไม้ รวมทั้งรับประทานวิตามินชนิดต่างๆ ร่วมด้วย
  • รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ เนื่องจากไขมันร่างกายส่วนเกินสามารถทำให้เกิดไขมันพอกตับ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคตับได้

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: ธันวาคม 24, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 24, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย