ตาล้า เกิดจากการใช้สายตาอย่างหนัก เช่น การขับรถยนต์ การอ่านหนังสือ หรือใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน แต่ในบางกรณี ตาล้าอาจเป็นสัญญาณของโรคประจำตัวที่ต้องรับการรักษา

คำจำกัดความ

ตาล้าคืออะไร

ตาล้า (Eyestrain) หรือ อาการเมื่อยล้าทางสายตา หรือ อาการเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อตา เป็นอาการที่พบได้ทั่วไป เกิดจากการใช้สายตาอย่างหนัก เช่น การขับรถยนต์ การอ่านหนังสือ หรือใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน สายตาล้ามักไม่มีอาการรุนแรง แต่มีข้อควรระวังทั่วไปที่สามารถช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการสายตาล้าได้ แต่ในบางกรณี สายตาล้าอาจเป็นสัญญาณของโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา

ตาล้าพบบ่อยเพียงใด

ตาล้าพบได้บ่อยมาก และส่งผลต่อคนทุกวัย แต่สามารถป้องกันได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของตาล้า

อาการทั่วไปของตาล้า ได้แก่

  • ปวด อ่อนล้า แสบ หรือคันตา
  • ตาแฉะหรือตาแห้ง
  • มองเห็นไม่ชัดหรือมองเห็นภาพซ้อน
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดคอ ปวดไหล่ หรือปวดหลัง
  • ตาไวต่อแสงมากขึ้น
  • มีปัญหาในการเพ่งมอง
  • รู้สึกว่าไม่สามารถลืมตาได้

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการต่างๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

คุณควรไปพบหมอเมื่อมีอาการใดๆ ดังต่อไปนี้

  • เคืองตา
  • มองเห็นภาพซ้อน
  • การมองเห็นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
  • มีอาการเรื้อรังแม้จะมีการดูแลตัวเองอย่างดีแล้ว

สาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้เกิดตาล้า

  • จ้องหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ เป็นเวลานาน
  • อ่านหนังสือโดยไม่พักสายตา
  • ขับรถในระยะทางไกลและทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ต้องเพ่งมองเป็นเวลานาน
  • สัมผัสแสงสว่างหรือแสงจ้า
  • ฝืนมองภาพในสภาพแสงน้อย
  • มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับดวงตา เช่น ตาแห้งหรือมีปัญหาเกี่ยวกับสายตาผิดปกติ
  • มีความเครียดหรืออ่อนเพลีย
  • การสัมผัสอากาศแห้งหรือลมจากพัดลม เครื่องทำลมร้อน หรือระบบปรับอากาศ

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดตาล้า

ปัจจัยความเสี่ยงของการเกิดอาการสายตาล้ามีหลายประการ เช่น

  • ใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวันอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
  • ทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ใช้สายตาอย่างหนัก เช่น อ่านหนังสือเป็นเวลานานหรือแม้กระทั่งดูโทรทัศน์เป็นเวลานาน
  • อาศัยอยู่ในสภาพอากาศแห้ง
  • ไม่ได้เข้ารับตรวจวัดค่าสายตาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดสอบตาสำหรับการมองเห็นในระยะกลาง

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการตาล้า

จักษุแพทย์จะถามคำถามเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการตาล้า และอาจมีทดสอบการมองเห็น

การรักษาอาการตาล้า

โดยทั่วไปแล้ว การรักษาอาการตาล้าคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมประจำวันหรือสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วย ในบางราย อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาโรคประจำตัวเกี่ยวกับดวงตา

สำหรับบางคน การสวมใส่แว่นสายตาที่สั่งทำสำหรับกิจกรรมเฉพาะ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์หรือการอ่านหนังสือจะช่วยบรรเทาอาการตาล้า โดยแพทย์อาจแนะนำให้บริหารดวงตาอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้สามารถโฟกัสในระยะทางที่แตกต่างกันได้

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับอาการตาล้า

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการปฏิบัติตนขั้นพื้นฐานดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้รับมือกับอาการตาล้าได้

  • ปรับแสงไฟ เมื่อดูโทรทัศน์ ดวงตาจะทำงานหนักน้อยลงหากลดความสว่างของไฟห้องลง เมื่ออ่านหนังสือหรือทำงานในระยะใกล้ พยายามให้แสงไฟเข้าทางด้านหลังเพื่อให้แสงตกลงบนหน้าหนังสือหรืองานที่กำลังทำ หากกำลังอ่านหนังสือที่โต๊ะ ควรใช้โคมไฟและตั้งไว้ด้านหน้าโคมไฟจะส่องแสงไปยังหน้าหนังสือซึ่งจะสามารถป้องกันไม่ให้แสงไฟส่องไปยังดวงตาโดยตรง
  • พักสายตา เมื่อทำงานในระยะใกล้ ให้พักสายตาเป็นระยะ และผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อตา ด้วยการบริหารเพื่อคลายกล้ามเนื้อตา โดยวางข้อศอกลงบนโต๊ะและหงายฝ่ามือขึ้น ทิ้งน้ำหนักไปข้างหน้าและวางศีรษะลงบนมือทั้งสองข้าง วางตำแหน่งศีรษะเพื่อให้มือปิดตาได้พอดี และกางนิ้วมือออกไปยังหน้าผาก จากนั้น หลับตาและหายใจเข้าลึกๆ ผ่านทางจมูก โดยกลั้นหายใจไว้ 4 วินาที แล้วค่อยหายใจออก จากนั้น ให้หายใจเข้าลึกๆ ทำแบบนี้เป็นเวลา 15 ถึง 30 วินาที โดยสามารถทำซ้ำได้หลายครั้งในระหว่างวัน
  • จำกัดเวลามองดูหน้าจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กซึ่งมักไม่รู้ว่าการจ้องหน้าจอเป็นเวลานานจะทำให้เกิดสายตาล้า และไม่รู้ว่าควรพักตาอย่างสม่ำเสมอ
  • ใช้น้ำตาเทียม น้ำตาเทียมที่จำหน่ายทั่วไปสามารถช่วยป้องกันและบรรเทาอาการตาแห้ง อันที่จริง แม้จะไม่มีอาการก็ควรใช้น้ำตาเทียมเพื่อให้ดวงตามีน้ำหล่อลื่นอยู่เสมอ ทั้งยังป้องกันการเกิดอาการใหม่ โดยแพทย์สามารถแนะนำน้ำตาเทียมที่ดีและปลอดภัยได้ โดยเฉพาะน้ำตาเทียมที่ไม่มีสารกันเสียนั้น สามารถใช้ได้บ่อยตามต้องการ
    ส่วนน้ำตาเทียมที่มีสารกันเสีย ไม่ควรใช้เกินสี่ครั้งต่อวัน และห้ามใช้น้ำตาเทียมที่รักษาอาการตาแดงเนื่องจากอาจทำให้อาการตาแห้งแย่ลง
  • ปรับปรุงคุณภาพอากาศบริเวณโดยรอบ การปรับเปลี่ยนบางอย่างอาจช่วยป้องกันอาการตาแห้ง เช่น การใช้เครื่องทำความชื้น การปรับเครื่องปรับอุณหภูมิเพื่อลดการเป่าอากาศ และการหลีกเลี่ยง
    การสูบบุหรี่ การย้ายเก้าอี้ไปยังบริเวณใหม่อาจหลีกเลี่ยงอากาศแห้งและลมที่พัดมากระทบสายตาและใบหน้าได้
  • เลือกสวมใส่แว่นสายตาที่เหมาะสม หากคุณจำเป็นต้องใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์และต้องใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้พิจารณาซื้อแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับการทำงานกับคอมพิวเตอร์ ควรปรึกษานักตรวจปรับสายตาเกี่ยวกับการเคลือบเลนส์และระดับสีของเลนส์ที่อาจช่วยการมองเห็นอีกด้วย หากต้องขับรถระยะทางไกล ควรใส่แว่นตากันแดดที่มีเลนส์กันแสงและคุณสมบัติป้องกันรังสียูวี

การใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นสาเหตุทั่วไปของอาการสายตาล้า หากต้องทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำ ขั้นตอนการดูแลตนเองดังต่อไปนี้สามารถช่วยรักษาอาการตาล้าได้

  • หมั่นกะพริบตาเพื่อกระตุ้นดวงตา คนจำนวนมากกระพริบตาน้อยกว่าปกติเมื่อทำงานกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจทำให้ตาแห้งได้ การกระพริบตาทำให้เกิดน้ำตาที่ทำให้ดวงตาชุ่มชื้นและกระตุ้นดวงตา ควรกะพริบตาบ่อยๆ จนเป็นนิสัยเมื่อต้องจ้องมองหน้าจอ
  • พักสายตา ให้พักสายตาโดยการละสายตาจากหน้าจอบ่อยๆ ตลอดทั้งวัน โดยลองใช้กฎ 20-20-20 กล่าวคือ ในทุกๆ 20 นาที ให้มองไปวัตุใดวัตถุหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป 20 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที
  • ตรวจสอบแสงไฟและลดแสงจ้า แสงไฟส่องสว่างและแสงจ้าที่มากเกินไปจะทำให้ดวงตาอ่อนล้าและทำให้มองหน้าจอได้ยากสายตาพร่า อาการที่รุนแรงที่สุดโดยทั่วไปเกิดจากแสงที่มาจากด้านบนหรือจากด้านหลัง ซึ่งได้แก่แสงฟลูออเรสเซนต์และแสงแดด ให้ลองปิดไฟเหนือศีรษะบางส่วนหรือทั้งหมด หากจำเป็นต้องใช้แสงไฟสำหรับการเขียนหรือการอ่าน ให้ใช้หลอดไฟตั้งโต๊ะที่สามารถปรับได้ และปิดบานเกล็ดหรือม่าน และไม่ควรวางหน้าจอไว้ด้านหน้าหน้าต่างหรือกำแพงสีขาวโดยตรง และควรใช้วัสดุกันแสงติดไว้ที่หน้าจอ
  • ปรับหน้าจอ ให้วางหน้าจอไว้ข้างหน้าโดยให้ห่างจากตัวประมาณหนึ่งช่วงแขนเพื่อให้หน้าจออยู่ในระดับสายตาหรือต่ำกว่า การปรับเก้าอี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมก็สามารถช่วยได้อีกทางหนึ่ง
  • ใช้ที่วางเอกสาร หากจำเป็นต้องอ่านเอกสารในขณะที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ให้วางเอกสารไว้ในที่วางเอกสารที่ออกแบบให้วางไว้ระหว่างแป้นพิมพ์และหน้าจอ ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ให้วางไว้ด้านข้าง ควรเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะกับการทำงานของตนเอง จุดประสงค์หลักก็คือ การลดการปรับสายตาและการหันคอและศีรษะไปมาตลอดเวลานั่นเอง
  • ปรับการตั้งค่าหน้าจอ ให้ปรับขนาดตัวอักษรเพื่อใหอ่านได้ง่ายขึ้น และปรับความแตกต่างของสีและความสว่างในระดับที่เหมาะสม
  • ทำความสะอาดหน้าจอ หมั่นเช็ดฝุ่นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำ ฝุ่นทำให้ความแตกต่างของระดับสีหน้าจอลดลงและทำให้เกิดแสงจ้าและเป็นปัญหาเกี่ยวกับการสะท้อนแสง

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: ธันวาคม 29, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 29, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย