ติ่งเนื้อปากมดลูก หรือเนื้องอกปากมดลูก (Cervical polyps)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

ติ่งเนื้อปากมดลูก หรือเนื้องอกปากมดลูก เป็นก้อนเนื้อขนาดเล็กและยาวที่เติบโตในบริเวณปากมดลูก พบได้มากที่สุดในผู้หญิงในช่วงอายุ 40 และ 50 ปี ที่มีบุตรมากกว่าหนึ่งคน

คำจำกัดความ

ติ่งเนื้อปากมดลูก หรือเนื้องอกปากมดลูกคืออะไร

ติ่งเนื้อปากมดลูก หรือเนื้องอกปากมดลูก (Cervical polyps) เป็นก้อนเนื้อขนาดเล็กและยาวที่เติบโตในบริเวณปากมดลูก ซึ่งมีลักษณะเป็นโพรงแคบ ตั้งอยู่บริเวณส่วนล่างของมดลูก ปากมดลูกเป็นส่วนเชื่อมโพรงมดลูกกับช่องคลอดส่วนบน โดยทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอสุจิที่เดินทางไปผสมกับไข่ ในระหว่างการคลอด ปากมดลูกจะมีขนาดเล็กลงและขยายกว้างขึ้น ทำให้ทารกผ่านออกมาทางช่องคลอดได้

ติ่งเนื้อเป็นโครงสร้างเปราะบางที่เติบโตจากขั้วที่ฝังรากลงบนพื้นผิวของปากมดลูกหรือภายในโพรงมดลูก หากพบว่ามีติ่งเนื้อ มักมีเพียงจุดเดียว หรือ 2-3 จุด เป็นอย่างมาก ติ่งเนื้อปากมดลูกมักไม่ร้ายแรงและไม่ใช่มะเร็ง โรคมะเร็งปากมดลูก
มักไม่ได้เกิดจากติ่งเนื้อ แต่เกิดจากไวรัสพาพิโลมาสายพันธุ์มนุษย์ (human papilloma virus: HPV) หรือเชื้อเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหูดที่อวัยวะเพศ

ติ่งเนื้อปากมดลูก หรือเนื้องอกปากมดลูกพบบ่อยเพียงใด

จากข้อมูลของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ติ่งเนื้อปากมดลูกพบได้มากที่สุดในผู้หญิงในช่วงอายุ 40 และ 50 ปี ที่มีบุตรมากกว่าหนึ่งคน ติ่งเนื้อปากมดลูกแทบจะไม่เกิดขึ้นในผู้หญิงอายุน้อยก่อนเริ่มมีประจำเดือน และยังพบได้ทั่วไปในระหว่างตั้งครรภ์อีกด้วย ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้น โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการติ่งเนื้อปากมดลูก หรือเนื้องอกปากมดลูก

สิ่งบ่งชี้และอาการต่างๆ ของติ่งเนื้อปากมดลูกอาจไม่สามารถสังเกตได้ อย่างไรก็ดี ควรพบนรีแพทย์ทันทีหากมีสารคัดหลั่งจากช่องคลอดลักษณะเป็นเมือกสีขาวหรือสีเหลือง หรือมีประจำเดือนมากผิดปกติ

สิ่งบ่งชี้และอาการบางประการที่ระบุไว้ข้างต้นอาจเป็นสัญญาณของการเกิดมะเร็งได้เช่นกัน ในบางกรณี ติ่งเนื้ออาจเป็นสัญญาณของมะเร็ง
ปากมดลูกในระยะเริ่มแรก การนำติ่งเนื้อออกช่วยลดความเสี่ยงได้

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีข้อคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุติ่งเนื้อปากมดลูกหรือเนื้องอกปากมดลูก

จนกระทั่งในปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของการเกิดติ่งเนื้อปากมดลูก โดยบางทฤษฎีเชื่อว่าติ่งเนื้อปากมดลูกมีสาเหตุจาก

  • ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนเพศหญิงสูงขึ้น
  • การอักเสบเรื้อรังของปากมดลูก ช่องคลอด หรือมดลูก
  • หลอดเลือดตีบตัน

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของติ่งเนื้อปากมดลูก หรือเนื้องอกปากมดลูก

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการของการการติ่งเนื้อปากมดลูก เช่น

ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง

โดยธรรมชาติแล้ว ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิงจะเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงชีวิต โดยจะมีค่าสูงที่สุดในระหว่างช่วงปีที่มีบุตร ในระหว่างการตั้งครรภ์ และในช่วงก่อนถึงวัยหมดประจำเดือน

สารเคมีที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นเพื่อเลียนแบบฮอร์โมนเอสโตรเจนสามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น สารซีโนเอสโตรเจน (xenoestrogens) ที่อยู่ในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมที่ผลิตขึ้นเพื่อการค้า สารเอสโตรเจนยังสามารถเกิดขึ้นได้ในอาหารที่อยู่ภาชนะพลาสติกหรือโฟมพลาสติกเมื่อได้รับความร้อน สารปรับอากาศบางชนิดก็มีส่วนประกอบของสารพาทาเลต ซึ่งคล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน

การติดเชื้อ

ปากมดลูกที่ติดเชื้อจะมีสีแดง ระคายเคือง หรือสึกกร่อน สาเหตุของการเกิดภาวะปากมดลูกติดเชื้อ ได้แก่

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การติดเชื้อเอชพีวี ซึ่งสามารถทำให้เกิดหูดได้ด้วย
  • โรคเริม
  • การติดเชื้อยีสต์
  • การตั้งครรภ์
  • การแท้ง
  • การทำแท้ง
  • การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับฮอร์โมน

คำจำกัดความ

ติ่งเนื้อปากมดลูก 

ติ่งเนื้อปากมดลูก (Cervical polyps) จัดเป็นก้อนเนื้อขนาดเล็กและยาวที่เติบโตในบริเวณปากมดลูกซึ่งมีลักษณะเป็นโพรงแคบ ตั้งอยู่บริเวณ
ส่วนล่างของมดลูก ปากมดลูกเป็นส่วนเชื่อมโพรงมดลูกกับช่องคลอด
ส่วนบน โดยทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอสุจิที่เดินทางไปผสมกับไข่
ในระหว่างการคลอด ปากมดลูกจะมีขนาดเล็กลงและขยายกว้างขึ้น
ทำให้ทารกผ่านออกมาทางช่องคลอดได้

ติ่งเนื้อเป็นโครงสร้างเปราะบางที่เติบโตจากขั้วที่ฝังรากลงบนพื้นผิวของปากมดลูกหรือภายในโพรงมดลูก หากพบว่ามีติ่งเนื้อ มักมีเพียงจุดเดียว หรือ 2-3 จุด เป็นอย่างมาก

ติ่งเนื้อปากมดลูกมักไม่ร้ายแรงและไม่ใช่มะเร็ง โรคมะเร็งปากมดลูก
มักไม่ได้เกิดจากติ่งเนื้อ แต่เกิดจากไวรัสพาพิโลมาสายพันธุ์มนุษย์ (human papilloma virus: HPV) หรือเชื้อเอชพีวี ซึ่งเป็นสาเหตุของ
โรคหูดที่อวัยวะเพศ

ติ่งปากมดลูกพบบ่อยเพียงใด 

จากข้อมูลของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ติ่งเนื้อปากมดลูกพบได้มากที่สุดใน
ผู้หญิงในช่วงอายุ 40 และ 50 ปี ที่มีบุตรมากกว่าหนึ่งคน ติ่งเนื้อ
ปากมดลูกแทบจะไม่เกิดขึ้นในผู้หญิงอายุน้อยก่อนเริ่มมีประจำเดือน
และยังพบได้ทั่วไปในระหว่างตั้งครรภ์อีกด้วย ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้น โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม 

อาการ

อาการ

สิ่งบ่งชี้และอาการต่างๆ ของติ่งเนื้อปากมดลูกอาจไม่สามารถสังเกตได้ อย่างไรก็ดี ควรพบนรีแพทย์ทันทีหากมีสารคัดหลั่งจากช่องคลอดลักษณะเป็นเมือกสีขาวหรือสีเหลือง หรือมีประจำเดือนมากผิดปกติ 

สิ่งบ่งชี้และอาการบางประการที่ระบุไว้ข้างต้นอาจเป็นสัญญาณของการเกิดมะเร็งได้เช่นกัน ในบางกรณี ติ่งเนื้ออาจเป็นสัญญาณของมะเร็ง
ปากมดลูกในระยะเริ่มแรก การนำติ่งเนื้อออกช่วยลดความเสี่ยงได้

ควรไปพบหมอเมื่อใด 

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีข้อคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ 

สาเหตุ

สาเหตุ

จนกระทั่งในปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของการเกิดติ่งเนื้อ
ปากมดลูก โดยบางทฤษฎีเชื่อว่าติ่งเนื้อปากมดลูกมีสาเหตุจาก 

  • ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือฮอร์โมนเพศหญิงสูงขึ้น   
  • การอักเสบเรื้อรังของปากมดลูก ช่องคลอด หรือมดลูก 
  • หลอดเลือดตีบตัน

ปัจจัยความเสี่ยง

ปัจจัยความเสี่ยง

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการของการการติ่งเนื้อปากมดลูก เช่น 

ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง 

โดยธรรมชาติแล้ว ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิงจะเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงชีวิต โดยจะมีค่าสูงที่สุดในระหว่างช่วงปีที่มีบุตร ในระหว่างการตั้งครรภ์ และในช่วงก่อนถึงวัยหมดประจำเดือน

สารเคมีที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นเพื่อเลียนแบบฮอร์โมนเอสโตรเจนสามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน เช่น สารซีโนเอสโตรเจน (xenoestrogens) ที่อยู่ในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมที่ผลิตขึ้นเพื่อการค้า สารเอสโตรเจน
ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในอาหารที่อยู่ภาชนะพลาสติกหรือ
โฟมพลาสติกเมื่อได้รับความร้อน สารปรับอากาศบางชนิดก็มี
ส่วนประกอบของสารพาทาเลต ซึ่งคล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน 

การติดเชื้อ

ปากมดลูกที่ติดเชื้อจะมีสีแดง ระคายเคือง หรือสึกกร่อน สาเหตุของการเกิดภาวะปากมดลูกติดเชื้อ ได้แก่ 

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การติดเชื้อเอชพีวี ซึ่งสามารถทำให้เกิดหูดได้ด้วย 
  • โรคเริม
  • การติดเชื้อยีสต์
  • การตั้งครรภ์ 
  • การแท้ง
  • การทำแท้ง
  • การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับฮอร์โมน

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม 

การวินิจฉัย

หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยง จะมีการตรวจร่างกายหรือ
การทดสอบบางประการ เช่น การตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อของติ่งเนื้อและ
ทดสอบในห้องปฏิบัติการ ผลการทดสอบมักแสดงว่าเซลล์
ติ่งเนื้อไม่เป็นอันตราย ในบางกรณีซึ่งพบได้น้อย เซลล์ผิดปกติที่
ปากมดลูกอาจพัฒนากลายเป็นเนื้องอกซึ่งเป็นระยะก่อนมะเร็งอาจ
เกิดขึ้นได้

การรักษา 

ในบางครั้ง ติ่งเนื้อปากมดลูกจะหลุดออกมาเองได้ในขณะที่ผู้หญิง
มีประจำเดือนหรือในระหว่างมีเพศสัมพันธ์

แพทย์มักไม่นำติ่งเนื้อปากมดลูกออกถ้าไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ การนำ
ติ่งเนื้อปากมดลูกออกสามารถทำง่ายโดยแพทย์ และไม่จำเป็นต้องใช้
ยาแก้ปวด วิธีต่างๆ ในการตัดติ่งเนื้อปากมดลูก ได้แก่ 

  • การบิดส่วนโคนของติ่งเนื้อออก
  • การผูกสายผ่าตัดรอบโคนติ่งเนื้อและตัดออก 
  • การใช้ปากคีบรูปวงแหวนเพื่อดึงติ่งเนื้อออก

วิธีต่างๆ เพื่อกำจัดโคนติ่งเนื้อ ได้แก่  

  • การใช้ไนโตรเจนเหลว
  • การจี้ด้วยไฟฟ้า โดยการใช้เข็มที่ทำให้ร้อนด้วยไฟฟ้า 
  • การผ่าตัดด้วยเลเซอร์

ระหว่างการนำติ่งเนื้อออก ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บในเวลาสั้นๆ และไม่รุนแรง และอาจมีอาการตะคริวเล็กน้อยถึงปานกลางเป็นเวลาสองสามชั่วโมง
หลังจากนั้น หรืออาจมีเลือดออกจากช่องคลอดแบบกะปริดกะปรอยเป็นเวลา 1-2 วัน หลังจากนำติ่งเนื้อออกไป

ในตัวอย่างบางกรณี ติ่งเนื้อและขั้วติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่เกินไปที่จะนำออกอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลหรือศูนย์ผ่าตัดโดยแพทย์เฉพาะทาง

เมื่อแพทย์นำติ่งเนื้อออกแล้ว ผู้ป่วยมักไ่ม่มีปัญหหาสุขภาพใดๆ ตามมาและมักไม่เกิดติ่งเนื้อซ้ำอีก

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และ
การเยียวยาตัวเอง
เพื่อรับมือกับติ่งเนื้อปากมดลูก
 

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการปฏิบัติตนขั้นพื้นฐานดังต่อไปนี้จะช่วยให้ป้องกันการเกิดติ่งเนื้อปากมดลูกได้ 

  • การเข้ารับการตรวจเชิงกรานอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ตรวจพบ
    ก้อนเนื้อที่อาจเกิดขึ้นแต่เนิ่นๆ 
  • สวมใส่ชุดชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้ายซึ่งช่วยระบายอากาศได้ดี
    เป็นการป้องกันความร้อนและความชื้นในร่มผ้า และป้องกันการติดเชื้อ
  • ใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  • เข้ารับการตรวจเชิงกรานและการตรวจแปปสเมียร์อย่างสม่ำเสมอ 

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ 

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด 

Review Date: ธันวาคม 30, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 30, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย