ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่ เป็นถุงหรือช่องที่มีของเหลวภายในหรือบนพื้นผิวของรังไข่ ดยส่วนใหญ่ทำให้เกิดอาการเล็กน้อยหรือไม่มีเลย และไม่เป็นอันตรายใดๆ

คำจำกัดความ

ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่คืออะไร

ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่ (Ovarian cyst) เป็นถุงหรือช่องที่มีของเหลวภายในหรือบนพื้นผิวของรังไข่ ผู้หญิงมีรังไข่สองข้าง โดยแต่ละข้างมีขนาดและรูปร่างเหมือนเมล็ดอัลมอนด์ อยู่ในมดลูกแต่ละข้าง ไข่ของผู้หญิงจะ มีการขยายตัวและเจริญเติบโตขึ้นในรังไข่และปล่อยออกมาเป็นรอบเดือนในช่วงวัยเจริญพันธุ์ของเพศหญิง

ผู้หญิงจำนวนมากมีถุงน้ำรังไข่ในบางช่วงวัย ถุงน้ำรังไข่โดยส่วนใหญ่ทำให้เกิดอาการเล็กน้อยหรือไม่มีเลย และไม่เป็นอันตรายใดๆ ถุงน้ำรังไข่โดยส่วนใหญ่จะหายไปได้เองภายในเวลา 2-3 เดือน

อย่างไรก็ตาม ถุงน้ำรังไข่ โดยเฉพาะถุงน้ำรังไข่ที่แตก ในบางครั้งทำให้เกิดอาการรุนแรงได้ วิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันสุขภาพของคุณคือการทราบเกี่ยวกับอาการต่างๆ ที่ส่งสัญญาณว่ามีความผิดปกติที่รุนแรงมากขึ้น โดยการเข้ารับการตรวจเชิงกราน (pelvic examinations) เป็นประจำ

ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่พบบ่อยเพียงใด

ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่พบได้บ่อยมาก โดยส่งผลต่อคนทุกวัย แต่สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่

ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่ส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดอาการใดๆ และหายไปได้เอง ถุงน้ำรังไข่ขนาดใหญ่อาจทำให้เกิดอาการบางอย่างในช่องท้อง หากถุงน้ำรังไข่ขนาดใหญ่จนกดทับกระเพาะปัสสาวะ อาจรู้สึกอยากปัสสาวะบ่อยขึ้นเนื่องจากความจุของกระเพาะปัสสาวะลดลง

สิ่งบ่งชี้และอาการของถุงน้ำรังไข่ ได้แก่

  • อาการปวดเชิงกราน ซึ่งเป็นอาการปวดตื้อที่อาจลุกลามไปยังบริเวณหลังส่วนล่างและต้นขา
  • อาการปวดเชิงกรานเกิดขึ้นสั้นๆ เฉพาะเวลาก่อนเริ่มมีประจำเดือนหรือก่อนหมดประจำเดือนเท่านั้น
  • อาการปวดเชิงกรานระหว่างมีเพศสัมพันธ์
  • อาการปวดในระหว่างขับถ่ายหรือมีแรงกดที่ลำไส้
  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือเจ็บเต้านม เช่นเดียวกับอาการที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์
  • มีอาการแน่นหรือหนักในช่องท้อง
  • มีแรงกดทับที่กระเพาะปัสสาวะที่ทำให้ปัสสาวะบ่อยมากขึ้นหรือปัสสาวะไม่สุด

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

คุณควรไปพบหมอทันทีหากมีอาการใดๆ ดังต่อไปนี้

  • มีอาการปวดช่องท้องหรือเชิงกรานที่รุนแรงโดยฉับพลัน
  • มีอาการปวดร่วมกับมีไข้หรืออาเจียน

สิ่งบ่งชี้และอาการเหล่านี้ หรืออาการช็อค เช่น เป็นหวัด ผิวหนังชื้น หายใจถี่ และมึนศีรษะหรืออ่อนเพลีย บ่งชี้ถึงภาวะฉุกเฉิน ควรพบหมอทันที

สาเหตุ

สาเหตุถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่

ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการทำงานปกติของประจำเดือน  เรียกว่าถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่จากการมีประจำเดือน ส่วนประเภทอื่นพบได้น้อยกว่ามาก

โดยปกติแล้ว ในแต่ละเดือน รังไข่จะสร้างโครงสร้างที่เหมือนถุงน้ำที่เรียกว่าถุงไข่ ซึ่งทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่กระตุ้นให้เกิดการตกไข่ ในบางครั้ง ถุงไข่ดังกล่าวขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นถุงน้ำรังไข่จากการมีประจำเดือน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

  • ถุงน้ำในถุงไข่ ในช่วงกลางของรอบเดือน ไข่จะแตกออกจากถุงไข่และเดินทางไปตามท่อนำไข่เพื่อผสมกับอสุจิและปฏิสนธิ ถุงน้ำในถุงไข่จะเกิดขึ้นเมื่อถุงไข่ไม่แตกออกหรือไข่ไม่ตก และมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเปลี่ยนเป็นถุงน้ำ
  • ถุงน้ำคอร์ปัสลูเทียม (Corpus luteum cyst) เมื่อถุงไข่ปล่อยไข่ออกมาแล้ว ถุงไข่ที่แตกจะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในปริมาณมากเพื่อเอื้อต่อการตั้งครรภ์ ถุงไข่ดังกล่าวเรียกว่าคอร์ปัสลูเทียม อย่างไรก็ตาม ในบางครั้ง เมื่อไข่ตกแล้ว รอยแตกของถุงไข่ปิดลงทำให้เกิดของเหลวสะสมภายใน ซึ่งทำให้คอร์ปัสลูเทียมขยายตัวออกเป็นถุงน้ำได้ นอกจากนี้ ยาโคลไมฟีน (clomiphene) อย่างโคลมิด (Clomid) และเซโรฟีน (Serophene) ซึ่งใช้เพื่อกระตุ้นการสร้างไข่ สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดถุงน้ำคอร์ปัสลูเทียมหลังการสร้างไข่ได้ แต่ไม่มีผลต่อการตั้งครรภ์

ถุงน้ำรังไข่จากการมีประจำเดือนมักไม่เป็นอันตราย เพียงทำให้เกิดอาการปวดเล็กน้อย และมักหายไปได้เองภายใน 2-3 เดือน

อย่างไรก็ตาม มีถุงน้ำบางประเภทที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานตามปกติของรอบเดือนได้แก่ ถุงน้ำเดอร์มอยด์ (Dermoid cysts) ถุงน้ำเหล่านี้ประกอบด้วยเนื้อเยื่อของขน ผิวหนัง หรือฟัน เนื่องจากเกิดจากเซลล์ต่างๆ ที่สร้างไข่ของมนุษย์ แต่ไม่ใช่เซลล์มะเร็ง

ถุงน้ำเหล่านี้เกิดจากเนื้อเยื่อรังไข่ และอาจมีน้ำหรือเมือกอยู่ภายใน หรืออาจเกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งเป็นภาวะที่เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตนอกมดลูก เนื้อเยื่อดังกล่าวบางส่วนอาจอยู่ติดกับรังไข่และมีการเจริญเติบโต

ถุงน้ำเดอร์มอยด์และถุงน้ำที่เกิดจากเนื้อเยื่ออาจมีขนาดใหญ่จนทำให้รังไข่เคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งปกติในอุ้งเชิงกราน ทำให้เพิ่มโอกาสในการเกิดอาการปวดบิดที่รังไข่ได้ ซึ่งเรียกว่าภาวะรังไข่บิดขั้ว (ovarian torsion)

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่

ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่พบได้ค่อนข้างบ่อยในผู้หญิงที่ยังมีการสร้างไข่ แต่จะมีโอกาสน้อยลงหลังหมดประจำเดือน แต่หากเกิดถุงน้ำรังไข่หลังการหมดประจำเดือน นั่นแสดงให้เห็นความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ได้

ผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือนประมาณร้อยละ 8 พบว่ามีถุงน้ำรังไข่ที่มีขนาดใหญ่ซึ่งจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่

ถุงน้ำรังไข่อาจตรวจพบได้ในระหว่างการตรวจเชิงกราน หากสงสัยว่ามีถุงน้ำ แพทย์มักแนะนำตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อหาประเภทของถุงน้ำและพิจารณาว่าจำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือไม่

โดยปกติแล้ว แพทย์จะซักถามประวัติเพื่อการวินิจฉัยและพิจารณาวิธีการรักษาในประเด็นต่อไปนี้

  • ถุงน้ำมีขนาดเท่าใด
  • มีของเหลว ของแข็ง หรือผสมกัน ถุงน้ำที่มีของเหลวมักไม่ใช่มะเร็ง ส่วนถุงน้ำที่มีทั้งของเหลวและของแข็งผสมกัน อาจต้องมีการประเมินเพิ่มเติมเพื่อระบุว่ามีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นหรือไม่

แพทย์อาจดำเนินการทดสอบเพื่อระบุประเภทของถุงน้ำ ดังต่อไปนี้

  • การทดสอบการตั้งครรภ์ การทดสอบการตั้งครรภ์ที่มีค่าบวก อาจแสดงให้เห็นว่าเป็นถุงน้ำคอร์ปัสลูเทียม ซึ่งสามารถเกิดขึ้นเมื่อถุงรังไข่ที่แตกปิดตัว หลังปล่อยไข่และมีของเหลวอยู่ภายใน
  • การอัลตราซาวนด์เชิงกราน ในกระบวนการนี้ อุปกรณ์ที่คล้ายไม้เรียว (transducer) ส่งและรับคลื่นเสียงความถี่สูง (คลื่นอัลตราซาวนด์) เพื่อสร้างภาพถ่ายของมดลูกและรังไข่ที่จอภาพวิดีโอ แพทย์วิเคราะห์ภาพถ่ายดังกล่าวเพื่อยืนยันการเกิดขึ้นของถุงน้ำ เพื่อช่วยระบุบริเวณที่เกิดถุงน้ำ และเพื่อระบุว่าถุงน้ำเป็นของแข็ง ของเหลว หรือผสมกัน
  • การส่องกล้อง เป็นการสอดกล้องขนาดเล็กเข้าไปในช่องท้องผ่านทางรอยผ่าขนาดเล็ก โดยแพทย์จะสามารถมองเห็นรังไข่และผ่าตัดนำถุงน้ำรังไข่ออกมาได้ เป็นกระบวนการผ่าตัดที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาชา
  • การตรวจเลือด CA 125 เป็นการตรวจหาระดับโปรตีนในเลือดที่เรียกว่า cancer antigen 125 (CA 125) โดยโปรตีนชนิดนี้มักเพิ่มสูงขึ้นในผู้หญิงที่เป็นมะเร็งรังไข่ หากพบว่ามีถุงน้ำรังไข่ที่เป็นของแข็งบางส่วนและมีความเสี่ยงสูงในการเป็นมะเร็งรังไข่ แพทย์อาจทดสอบระดับ CA 125 ในเลือดเพื่อระบุว่าถุงน้ำอาจเป็นมะเร็งหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ระดับ CA 125 ที่สูงขึ้นยังสามารถเกิดขึ้นได้ในภาวะที่ไม่ใช่มะเร็ง เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูก และโรคเชิงกรานอักเสบ

การรักษาถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่

การรักษาขึ้นอยู่กับอายุ ประเภทและขนาดของถุงน้ำ และอาการที่เกิดขึ้น โดยแพทย์อาจให้คำแนะนำดังต่อไปนี้

  • การเฝ้าระวังอาการ ในหลายกรณี ผู้ป่วยอาจต้องรอดูว่าถุงน้ำสามารถหายไปเองภายในเวลา 2-3 เดือนหรือไม่ มักเป็นทางเลือกที่ใช้กันทั่วไปในผู้ป่วยทุกกลุ่มอายุ หากไม่มีอาการหรือถุงน้ำมีขนาดเล็ก แพทย์อาจจะแนะนำให้เข้ารับการตรวจอัลตราซาวนด์เชิงกรานเพื่อติดตามอาการเป็นระยะเพื่อดูว่าถุงน้ำมีขนาดเปลี่ยนแปลงหรือไม่
  • ยาเม็ดคุมกำเนิด แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเพื่อลดโอกาสในการเกิดถุงน้ำใหม่ในรอบประจำเดือนถัดไป การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดยังมีสามารถช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งรังไข่ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยยิ่งใช้ยาคุมนานมากเท่าใด ก็จะยิ่งลดความเสี่ยงได้นานมากขึ้นเท่านั้น
  • การผ่าตัด แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดนำถุงน้ำออกหากมีขนาดใหญ่ กว่าถุงน้ำรังไข่จากการมีประจำเดือน หรือเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 2-3 เดือน โดยถุงน้ำที่ทำให้เกิดอาการเจ็บหรืออาการอื่นๆ อาจมีการผ่าตัดออกไป

ถุงน้ำจำนวนหนึ่งสามารถผ่าตัดนำออกได้โดยไม่ต้องผ่าตัดนำรังไข่ออก แต่ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้มีการผ่าตัดรังไข่ข้างที่เสียหายและปล่อยรังไข่อีกข้างหนึ่งไว้ตามปกติ

อย่างไรก็ดี หากก้อนถุงน้ำเกิดเป็นเซลล์มะเร็ง แพทย์อาจแนะนำให้มีการผ่าตัดมดลูกทั้งหมด โดยผ่าตัดนำทั้งรังไข่และท่อนำไข่พร้อมทั้งมดลูกออกไป นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจแนะนำการผ่าตัด เมื่อพบก้อนถุงน้ำเติบโตขึ้นในรังไข่หลังวัยหมดประจำเดือน เพื่อป้องกันโออกาสการเกิดมะเร็ง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับถุงน้ำรังไข่

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการปฏิบัติตนขั้นพื้นฐานดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้รับมือกับถุงน้ำรังไข่ได้

  • ระมัดระวังการกินอาหาร โดยเฉพาะในช่วงเวลาตกไข่และก่อนการมีประจำเดือน
  • ไม่บริโภคเครื่องดิ่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน ไขมั่นอิ่มตัว และน้ำตาล
  • ไม่บริโภคอาหารแปรรูป โดยควรเลือกรับประทานธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว ผัก ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืช
  • เลือกรับประทานอาหารอินทรีย์ที่ปราศจากฮอร์โมน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์
  • เน้นการเพิ่มเส้นใยอาหารในมื้ออาหาร
  • เพิ่มการบริโภคอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองและเมล็ดแฟลกซ์
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: ธันวาคม 30, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 30, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย