ภาวะกรดยูริกเกินในเลือด (Hyperuricemia)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

นิยาม

ภาวะกรดยูริกเกินในเลือดคืออะไร

ระดับกรดยูริกในเลือดสูง หรือภาวะกรดยูริกเกินในเลือด (hyperuricemia) เป็นภาวะที่ร่างกายมีกรดยูริกมากเกินจำเป็น ร่างกายจะผลิตกรดยูริกในช่วงการย่อยสลายสารพิวรีน (purine) ซึ่งพบในอาหารบางชนิดและผลิตโดยร่างกายได้เช่นเดียวกัน

เมื่อร่างกายผลิตกรดยูริก กรดดังกล่าวจะอยู่ในกระแสเลือด และไหลไปที่ไต โดยไตจะขับกรดยูริกส่วนมากออกทางปัสสาวะ

ภาวะกรดยูริกเกินในเลือดเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน

ราวหนึ่งในห้าของประชากรจะมีระดับกรดยูริกในร่างกายสูง โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของภาวะกรดยูริกเกินในเลือด

ประมาณหนึ่งในสามของผู้ป่วยเท่านั้นที่จะมีอาการผิดปกติ นี่เรียกว่าภาวะกรดยูริกเกินในเลือดแบบไม่แสดงอาการ

แม้ว่าภาวะกรดยูริกเกินในเลือดจะไม่ใช่โรค แต่ถ้าระดับกรดยูริกยังคงสูงอยู่ เมื่อเวลาผ่านไปอาจทำให้เกิดโรคหลากหลายชนิดได้

โรคเกาต์ (gout)

โรคเกาต์ (gout) บางครั้งเรียกว่า โรคข้ออักเสบเกาต์ (gouty arthritis) เป็นโรคที่เกิดประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ในผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูง การลดลงของระดับกรดยูริกอย่างฉับพลัน อาจกระตุ้นให้เกิดโรคเกาต์เช่นกัน โรคเกาต์อาจเป็นโรคที่ทำให้ปวดข้อเพียงอย่างเดียวหรือผื่นขึ้น บางคนอาจป่วยเป็นโรคเกาต์เรื้อรัง รวมถึงอาการปวดข้ออื่นๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันสั้น

โรคเกาต์อาจส่งผลกระทบต่อข้อต่อใดๆ ในร่างกาย แต่ผื่นอาจขึ้นที่แรกที่นิ้วโป้ง โรคเกาต์มักส่งผลต่อเท้า ข้อเท้า เข่าและข้อศอก

อาการปวดข้อจากโรคเกาต์มักจะเกิดขึ้นฉับพลัน โดยเฉพาะช่วงกลางคืน อาการจะรุนแรงที่สุดประมาณ 12 ถึง 14 ชั่วโมง แม้จะไม่ได้รับการรักษา อาการปวดมักจะทุเลาลงภายในสองสัปดาห์

อาการของโรคเกาต์อาจรวมถึงอาการต่อไปนี้

  • ปวดข้อต่ออย่างรุนแรง
  • ข้อฝืดแข็ง
  • ข้อต่อที่เป็นโรคขยับได้ยาก
  • รอยแดงและบวม
  • ข้อต่อผิดรูป

โรคเกาต์ชนิดมีก้อนโทฟาย

หากคุณมีกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลาหลายปี ผลึกของกรดยูริกอาจทำให้เกิดก้อน ที่เรียกว่าก้อนโทฟาย (tophi) หรือก้อนผลึกของเกลือยูเรต ก้อนแข็งๆ เหล่านี้พบในใต้ผิวหนัง รอบๆ ข้อต่อและที่ใบหูส่วนบน ก้อนโทฟายอาจทำให้อาการเจ็บข้อต่อแย่ลง และทำลายข้อต่อหรือกดทับเส้นประสาทเมื่อเวลาผ่านไป ส่วนใหญ่แล้วจะสังเกตเห็นก้อนเหล่านี้ได้ด้วยตา ก้อนเหล่านี้อาจจะทำให้อวัยวะมีรูปร่างผิดปกติได้

นิ่วในไต

ผลึกของกรดยูริกอาจทำให้เกิดนิ่วสะสมในไต โดยปกติแล้ว นิ่วจะเล็งมากและไหลเข้าไปรวมกับปัสสาวะ บางครั้ง นิ่วอาจใหญ่เกินจะขับออกทางปัสสาวะได้และอุดตันอยู่ที่ส่วนต่างๆ ท่อปัสสาวะ

อาการของนิ่วในไตอาจรวมถึงอาการเหล่านี้

  • เจ็บหรือปวดหลังส่วนเอว ด้านข้างของร่างกาย ท้องหรือขาหนีบ
  • คลื่นไส้
  • ต้องการปัสสาวะเพิ่มขึ้น
  • เจ็บเมื่อปัสสาวะ
  • ปัสสาวะลำบาก
  • มีเลือดในปัสสาวะ
  • ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นรุนแรง

หากไตของคุณติดเชื้อ คุณอาจเป็นไข้หรือตัวสั่น

ปัสสาวะที่สะสมอยู่ในร่างกายนี้ มักเป็นที่เจริญเติบโตและเพาะพันธ์ุของแบคทีเรีย ผลที่ตามมาคือ ท่อปัสสาวะมักจะติดเชื้อ เมื่อคุณมีนิ่วในไต

อาจมีอาการที่ไม่ได้ระบุข้างต้น หากคุณมีความกังวลเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

เมื่อไหร่ที่ควรพบหมอ

หากคุณมีสัญญาณหรืออาการที่ระบุข้างต้นหรือมีคำถามอื่นๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายแต่ละคนตอบสนองต่างกัน ทางที่ดีที่สุดคือปรึกษาแพทย์ว่า อะไรเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของภาวะกรดยูริกเกินในเลือด

โดยส่วนมาก ระดับกรดยูริกในเลือดจะสูงจะเกิดขึ้น เมื่อไตไม่สามารถกำจัดกรดยูริกอย่างมีประสิทธิภาพได้ สาเหตุที่ทำให้การกำจัดกรดยูริกช้าลงมีหลายประการรวมถึง การกินอาหารรสจัด น้ำหนักเกิน เป็นเบาหวาน รับประทานยาขับปัสสาวะบางชนิด (ยาเหล่านี้บางครั้งเรียกว่า water pill) และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป สาเหตุที่มักพบไม่บ่อยอื่นๆ เช่น อาหารที่มีสารพิวรีนสูง หรือร่างกายผลิตกรดยูริกมากเกินจำเป็น

Risk factors

อะไรที่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงของภาวะกรดยูริกเกินในเลือด

มีปัจจัยเสี่ยงจำนวนมากที่ทำให้เกิดภาวะกรดยูริกในเลือดสูง เช่น

  • ยาขับปัสสาวะ (water pill)
  • ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • ยีน (แนวโน้มที่จะถ่ายทอดทางพันธุกรรม)
  • ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) หรือภาวะขาดไทรอยด์ (underactive thyroid)
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immune-suppressing drug)
  • ไนอะซิน (Niacin) หรือวิตามินบี 3
  • น้ำหนักเกิน
  • โรคสะเก็ดเงิน
  • อาหารที่มีสารพิวรีนสูงเช่น ตับ เนื้อสัตว์ป่า กุ้งเคย (anchovy) ปลาซาร์ดีน น้ำเกรวี่ ถั่วเมล็ดแห้งหรือถั่วลันเตา เห็ด และอาหารอื่นๆ
  • ไตผิดปกติ ไตไม่สามารถกรองของเสียได้
  • กลุ่มอาการมะเร็งถูกทำลาย (Tumor lysis syndrome) เป็นภาวะฉุกเฉินของการที่มะเร็งบางชนิด หรือยาเคมีบำบัดที่ใช้รักษาฮอร์โมน ทำให้เกิดภาวะที่เซลล์เข้าสู่เลือดอย่างรวดเร็ว

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยภาวะกรดยูริกเกินในเลือด

แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเลือดและปัสสาวะ เพื่อวัดระดับสารครีอะตินิน (creatinine) เพื่อดูการทำงานของไต เช่นเดียวกับการวัดระดับกรดยูริก

แพทย์มักเจาะเลือดจากเส้นเลือดดำที่แขน โดยปกติแล้วคือด้านในของข้อศอกหรือหลังมือ โดยทั่วไป กรดยูริกจะพบในปัสสาวะ เนื่องจากร่างกายขับออก แพทย์อาจแนะนำให้เก็บปัสสาวะในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อดูว่าระดับของกรดยูริกเพิ่มขึ้นในเลือดหรือไม่

แพทย์จะตรวจปัสสาวะซ้ำ หลังจากการรับประทานอาหารที่จำกัดสารพิวรีน เพื่อช่วยในการดูว่า

  • คุณรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูงมากเกินไปหรือไม่
  • ร่างกายของคุณผลิตกรดยูริกมากเกินจำเป็นหรือไม่
  • ร่างกายของคุณขับกรดยูริกต่ำเกินไปหรือไม่

หากคุณมีอาการของโรคเกาต์ แพทย์จะต้องการตรวจของเหลวใดๆ ที่อยู่ในข้อต่อ แพทย์จะตรวจโดยใช้เข็มบางๆ เพื่อดูดของเหลวออกจากข้อต่อ ของเหลวจะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อหาหลักฐานว่า มีผลึกของกรดยูริกหรือไม่ การตรวจพบผลึกที่ว่าเป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณเป็นโรคเกาต์

การรักษาภาวะกรดยูริกเกินในเลือด

การรักษาภาวะกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากภาวะดังกล่าวไม่แสดงอาการ แพทย์จะไม่แนะนำให้รักษา ในกรณีนี้ ไม่มีข้อดีที่ได้รับการพิสูจน์ใดๆ ว่า จะต้องทำการรักษาโดยลดระดับของกรดยูริก

หากภาวะกรดยูริกในเลือดสูงสัมพันธ์กับโรคที่เป็นอยู่เดิม ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาดังนี้

เกาต์

เกาต์รักษาได้ด้วยยาชนิดหนึ่งหรือมากกว่านั้นดังต่อไปนี้

  • ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) อาจช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงของโรคเกาต์ ยาดังกล่าวรวมถึงยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) อย่างเช่นแอดวิล (Advil) หรือมอตริน ไอบี (Motrin IB) ยานาพรอกเซน (naproxen) อย่างเช่นอะลีเว (Aleve) หรือนาโพรซิน (Naprosyn) และยาเซเลโคซิบ (celecoxib) อย่างเช่นเซเลเบร็กซ์ (Celebrex)
  • ยาโคลชิซิน (Colchicine) อย่างเช่นโคลคริส (Colcrys) มักใช้เพื่อป้องกันหรือรักษาโรคเกาต์ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาด้วยยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ได้
  • ยาโพรเบเนซิด (Probenecid) ช่วยลดระดับกรดยูริก ด้วยการเพิ่มปัสสาวะ และใช้เพื่อช่วยป้องกันอาการปวดข้อจากโรคเกาต์
  • ยาอัลโลพูรินอล (Allopurinol) อย่างเช่นซัยโลพริม (Zyloprim) และยาฟีบัคโซสตัต (Febuxostat) อย่างเช่นยูโลริก (Uloric) ช่วยป้องกันโรคเกาต์ โดยลดจำนวนของกรดยูริกในกระแสเลือด

การรักษาโรคเกาต์ชนิดมีก้อนโทฟายใช้วิธีการเดียวกับโรคเกาต์โดยปกติ แต่ถ้าก้อนโทฟายมีขนาดใหญ่มากจนรบกวนการเคลื่อนไหวของข้อต่อ ทำลายเนื้อเยื่อโดยรอบ หรือปูดออกมาผ่านทางผิว อาจจำเป็นต้องการผ่าตัดเอาก้อนโทฟายออก

ระหว่างกระบวนการนี้ แพทย์จะผ่าตัดผิวหนังที่มีก้อนโทฟาย เพื่อผ่าก้อนดังกล่าวออก ในบางกรณีที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนข้อต่อ หากข้อต่อได้รับความเสียหาย

นิ่วในไต

หากนิ่วในไตของคุณมีขนาดต่ำกว่า 5 มิลลิเมตร แพทย์อาจแนะนำให้คุณดื่มน้ำให้มากๆ และรับประทานยาแก้ปวดที่ขายตามร้านขายยา จนกระทั่งนิ่วในไตหลุดออกมาพร้อมปัสสาวะ

นิ่วในไตที่มีขนาด 5 มิลลิเมตร หรือใหญ่กว่า มักจะไม่ไหลออกมาพร้อมปัสสาวะ แพทย์บางรายอาจจ่ายยาเช่น ยาแทมซูโลซิน (Tamsulosin) หรือยาโฟลแม็กซ์ (Flomax) เพื่อคลายกล้ามเนื้อส่วนท่อปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยให้นิ่วหลดออกมาได้ง่ายขึ้นและเจ็บปวดน้อยลง

หรืออาจต้องใช้เทคนิคเพิ่มเติม เช่น การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal show wave lithotripsy) เป็นวิธีที่ไม่ต้องมีการรุกล้ำเข้าไปในร่างกาย โดยแพทย์จะใช้คลื่นอัลตราโซนิค (ultrasonic energy) หรือคลื่นกระแทก (shock wave) ผ่านผิวหนังไปที่นิ่วในไต คลื่นกระแทกจะทำให้นิ่วในไตขนาดใหญ่แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กระทั่งสามารถไหลตามระบบขับถ่ายปัสสาวะได้อย่างง่ายดาย

หากนิ่วมีขนาดใหญ่กว่า 10 มิลลิเมตร คุณอาจจำเป็นต้องรับการผ่าตัดเพื่อเอานิ่วออก ด้วยการผ่าตัดโดยการใช้กล้องสวนเข้าไปทางท่อปัสสาวะ (Ureteroscopic surgery) ซึ่งจะทำโดยการใช้กล้องขนาด 2 มิลลิเมตรสอดผ่านเข้าไปทางท่อปัสสาวะ กล้องจะผ่านเข้าไปยังกระเพาะปัสสาวะและตรงไปที่ท่อไต ที่เชื่อมระหว่างไตกับกระเพาะปัสสาวะ

จากนั้น ศัลยแพทย์อาจทำการผ่าเอานิ่วออก หรือถ้าต้องทำให้นิ่วแตกเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อน อาจมีการใช้ขดลวดตาข่ายใส่เข้าไปเพื่อช่วยในการไหลของปัสสาวะ ซึ่งอาจช่วยลดอาการบาดเจ็บ และทำให้ท่อไตขยาย ช่วยให้นิ่วที่แตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ หรือแตกตัวแล้วไหลออกมาได้ง่ายขึ้น

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการเยียวยาตนเองที่จะช่วยลดภาวะกรดยูริกเกินในเลือด

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองต่อไปนี้ อาจช่วยให้คุณจัดการกับภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้

  • การเปลี่ยนอาหารที่รับประทานบางชนิด

อาจช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือด หากภาวะกรดยูริกในเลือดสูงสัมพันธ์กับโรคเกาต์ การเปลี่ยนอาหารที่รับประทาน จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการปวดข้อจากโรคเกาต์ และทำให้ความเสียหายที่ข้อต่อเกิดขึ้นช้าลง

หากคุณคิดว่าการเปลี่ยนอาหารที่รับประทานจะมีประโยชน์สำหรับคุณ ปรึกษาแพทย์ แพทย์จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าอะไรเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

หากคุณเปลี่ยนอาหารที่รับประทานแล้ว คุณควรทำตามหลักในการรักษาอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์ได้แนะนำ ไม่ควรจะรักษาด้วยการเปลี่ยนอาหารที่รับประทานเป็นลำดับแรก

โปรดระลึกไว้ว่ากรดยูริกจะเกิดขึ้น เมื่อเกิดการย่อยสลายสารพิวรีนผิดปกติในร่างกาย แม้ว่าร่างกายจะผลิตสารพิวรีนเป็นปกติอยู่แล้ว แต่สารพิวรีนอาจพบในอาหารบางชนิดได้เช่นกัน การหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์สำหรับคุณ

  • ดื่มน้ำเพิ่มขึ้น

นอกเหนือไปจากการลดสารพิวรีน คุณควรดื่มเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำเปล่า การทำให้ร่างกายชุ่มชื้นสัมพันธ์กับอาการปวดข้อจากโรคเกาต์ที่ลดลง หลักการโดยทั่วไปคือดื่มน้ำ 8 แก้ว แก้วละ 8 ออนซ์ต่อวัน ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณน้ำดื่มที่คุณควรดื่ม

  • คุณควรออกกำลังกายเป็นประจำ และรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

แพทย์อาจแนะนำวิธีอื่นๆ ที่เหมาะสมกับคุณที่สุด หากคุณมีคำถามเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: กรกฎาคม 18, 2019 | Last Modified: กรกฎาคม 18, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย