คำจำกัดความ

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงคืออะไร

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง หรือ Hyperkalemia เป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่ใช้อธิบายระดับโพแทสเซียมในเลือดที่สูงกว่าปกติ โพแทสเซียมเป็นสารเคมีที่สำคัญต่อการทำงานของเซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงเซลล์ในหัวใจ

ระดับโพแทสเซียมในเลือดปกติแล้วจะอยู่ที่ 3.6 ถึง 5.2 มิลลิโมลต่อลิตร (mmol/L) การมีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงกว่า 6 มิลลิโมลต่อลิตร อาจเป็นอันตราย และมักต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงเกิดขึ้นได้ทั่วไป โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงอาจไม่แสดงอาการ นั่นหมายความว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆ บางครั้ง ผู้ป่วยที่มีโพแทสเซียมในเลือดสูงอาจรายงานอาการที่ไม่แน่ชัดเหล่านี้ เช่น

  • คลื่นไส้
  • เหนื่อยล้า
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • เป็นเหน็บชา

อาการที่รุนแรงกว่าของภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ได้แก่ หัวใจเต้นช้าและชีพจรเต้นช้า ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงอย่างรุนแรงอาจส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นได้ โดยทั่วไป ระดับโพแทสเซียมที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ (เช่น จากภาวะไตวายเรื้อรัง) จะดีกว่าการเพิ่มขึ้นของระดับโพแทสเซียมอย่างรวดเร็ว เว้นแต่การเพิ่มขึ้นของโพแทสเซียมจะรวดเร็วมาก อาการของภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง มักจะไม่แสดงอาการอย่างชัดเจน จนกระทั่งระดับโพแทสเซียมสูงมาก (ปกติแล้วคือระดับ 7 mEq/l หรือสูงกว่า)

อาจมีอาการแสดงให้เห็นเนื่องจากโรคที่เป็นอยู่อื่นๆ ที่ทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมสูง

อาจมีอาการที่ไม่ได้ระบุถึงข้างต้น หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบหมอ

หากคุณมีสัญญาณหรืออาการที่ระบุข้างต้นหรือมีคำถามอื่นๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายแต่ละคนตอบสนองต่างกัน ทางที่ดีที่สุดคือปรึกษาแพทย์ว่า อะไรเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง

ปกติแล้วรายงานที่ว่ามีโพแทสเซียมในเลือดสูง มักไม่ใช่อาการของภาวะโพแทสเซียมสูงเสมอไป การมีโพแทสเซียมในเลือดมากอาจเป็นผลจากการที่เซลล์เม็ดเลือดแตกตัว ในระหว่างหรือหลังการเจาะเลือด เซลล์ที่แตกตัวออกจะปล่อยโพแทสเซียมออกมา ซึ่งจะเห็นได้ชัดในผลตรวจเลือด ทั้งที่ความจริงแล้ว ระดับโพแทสเซียมในเลือดยังถือว่าปกติ เมื่อแพทย์สงสัยว่าจะเกิดกรณีนี้ขึ้น แพทย์มักให้ตรวจเลือดซ้ำอีกครั้ง

สาเหตุโดยทั่วไปของภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (hyperkalemia) มักเกี่ยวข้องกับไต เช่น

  • ภาวะไตวายเฉียบพลัน
  • ภาวะไตวายเรื้อรัง

สาเหตุอื่นของภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ได้แก่

  • โรคแอดดิสัน (Addison’s disease) หรือต่อมหมวกไตทำงานบกพร่อง (adrenal failure)
  • สารยับยั้งเอซีอี (Angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitor)
  • ยาต้านตัวรับแอนจิโอเทนซินชนิดที่สอง (Angiotensin II receptor blocker)
  • ยาต้านเบต้า (Beta blocker)
  • ร่างกายขาดน้ำ (Dehydration)
  • เซลล์เม็ดเลือดแดงเสียหาย เนื่องจากการบาดเจ็บอย่างหนักหรือแผลไฟไหม้
  • การรับประทานอาหารเสริมโพแทสเซียม
  • โรคเบาหวานชนิดที่ 1

ปัจจัยเสี่ยง

อะไรที่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงของภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง

โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงอาจยากที่จะวินิจฉัย เนื่องจากอาการอาจไม่รุนแรง และภาวะดังกล่าวอาจเป็นผลจากโรคอื่นๆ ก็เป็นได้

แพทย์จะตรวจร่างกายและฟังเสียงหัวใจ แพทย์จะซักประวัติการเจ็บป่วยและโรคประจำตัว อาหาร และการใช้ยา สิ่งสำคัญคือต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยาที่คุณกำลังรับประทานทั้งหมด รวมทั้งยาที่ขายตามร้านขายยา อย่างสมุนไพรหรืออาหารเสริมอื่นๆ ด้วย

การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะทำเพื่อตรวจสอบระดับโพแทสเซียมในเลือดและปัสสาวะของคุณ ผลการตรวจเลือดอาจจะต่างกันไปได้ตามแต่ละห้องปฏิบัติการ แพทย์จะอธิบายผลการตรวจเลือดของคุณให้คุณฟัง อาจมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อระดับโพแทสเซียมของคุณได้ หากระดับโพแทสเซียมของคุณสูง แพทย์มักจะให้คุณตรวจเลือดซ้ำอีกครั้ง

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram เรียกสั้นๆ ว่า ECG หรือ EKG) ทำเพื่อหาความผิดปกติของจังหวะการเต้นของหัวใจ การตรวจนี้จะบันทึกการทำงานของคลื่นไฟฟ้าหัวใจของคุณ

ไม่ใช่ว่าผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงทุกคน จะมีความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ ผ่านการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ บางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นอาจถูกมองอย่างผิดๆ ว่าเป็นผลมาจากโรคอื่น

การรักษาภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง

การรักษาภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงจะต่างไปตามแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสาเหตุหลักของภาวะดังกล่าว ความรุนแรงของอาการ หรือการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้จากผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงที่ไม่รุนแรง มักจะรักษาได้โดยไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรง มีผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นปกติ และไม่มีอาการอื่นๆ ที่สัมพันธ์กับภาวะนี้ เช่น ภาวะเลือดเป็นกรดและการทำงานที่ไม่ดีของไต ผู้ป่วยควรต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน หากเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงอย่างรุนแรง และทำให้คลื่นไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติ โดยผู้ป่วยที่มีโพเทสเซียมในเลือดสูงอย่างรุนแรงควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาล บ่อยครั้งคือต้องอยู่ในห้องไอซียู เพื่อตรวจสอบการเต้นของหัวใจอย่างต่อเนื่อง

การรักษาภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงอาจรวมถึงวิธีต่อไปนี้ โดยอาจจะใช้วิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกัน

  • การรับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมต่ำ (สำหรับกรณีที่ไม่รุนแรง)
  • หยุดใช้ยาที่เพิ่มระดับโพแทสเซียมในเลือด
  • การฉีดกลูโคสและอินซูลินเข้าเส้นเลือดดำ จะช่วยให้โพแทสเซียมที่อยู่นอกเซลล์ไหลเวียนเข้าสู่เซลล์
  • การให้แคลเซียมทางหลอดเลือดดำ เพื่อปกป้องหัวใจและกล้ามเนื้อ จากผลของภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงชั่วคราว
  • การใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium bicarbonate) เพื่อต้านผลจากภาวะเลือดเป็นกรด และช่วยให้โพแทสเซียมที่อยู่นอกเซลล์ไหลเวียนเข้าสู่เซลล์
  • การรับประทานยาขับปัสสาวะ เพื่อลดจำนวนโพแทสเซียมที่สะสมอยู่ในร่างกาย ด้วยการเพิ่มการขับโพแทสเซียมออกทางปัสสาวะ
  • ยาที่กระตุ้นตัวรับแอดรีเนอร์จิกชนิดเบต้า 2 (beta-2 adrenergic receptors) เช่น ยาอัลบิวเทอรอล (albuterol) และยาเอพิเนฟริน (epinephrine) ใช้เพื่อให้โพแทสเซียมไหลกลับสู่เซลล์เช่นกัน
  • ยาที่รู้จักในชื่อว่าเรซินแลกเปลี่ยนไอออนบวก (cation-exchange resin) ที่จับโพแทสเซียมและขับออกทางทางเดินอาหาร
  • การฟอกเลือด (Dialysis) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากวิธีอื่นไม่ได้ผล หรือผู้ป่วยเกิดอาการไตวาย

การรักษาภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง อาจรวมถึงการรักษาสาเหตุที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาวะดังกล่าว (เช่น โรคไต โรคต่อมหมวกไต เนื้อเยื่อถูกทำลาย)

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่จะช่วยจัดการกับภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง

โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

หากคุณมีคำถามเพิ่มเติม โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: สิงหาคม 10, 2018 | Last Modified: สิงหาคม 10, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย