ภาวะไหลย้อนในเด็ก (Infant Reflux) เป็นการที่อาหารไหลย้อนกลับออกจากกระเพาะ ทำให้เด็กอาเจียน (แหวะนม) ออกมา อาการนี้มักจะไม่ค่อยรุนแรง และต่างจากโรคกรดไหลย้อนในเด็ก

คำจำกัดความ

ภาวะไหลย้อนในเด็กคืออะไร

ภาวะไหลย้อนในเด็ก (Infant Reflux) เกิดขึ้นเมื่ออาหารไหลย้อนกลับ ออกมาจากกระเพาะของเด็ก จนทำให้เด็กอาเจียน (แหวะนม) แต่อาการนี้มักจะไม่ค่อยรุนแรง และต่างจากโรคกรดไหลย้อนในเด็ก (gastroesophageal reflux) ภาวะไหลย้อนมักจะหายไไปเมื่อเด็กโตขึ้น หากมีอาการนี้หลังวัย 18 เดือน เด็กอาจเป็นโรคกรดไหลย้อนก็เป็นได

หากภาวะไหลย้อนเกิดในทารกที่สุขภาพแข็งแรงดี แม้จะเกิดหลายครั้งต่อวัน แต่ตราบเท่าที่ทารกยังคงแข็งแรงสมบูรณ์ และเติบโตตามปกติ ภาวะไหลย้อนนี้ก็ไม่ใช่อาการที่น่าเป็นห่วงอะไร

ในกรณีหายาก ภาวะไหลย้อนในเด็กอาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกปัญหาสุขภาพ เช่น โรคภูมิแพ้ การขัดขวางระบบทางเดินอาหาร หรือโรคกรดไหลย้อน

ภาวะไหลย้อนในเด็กพบได้บ่อยแค่ไหน

ภาวะไหลย้อนนั้นพบได้ทั่วไปในทารก เด็กกว่าครึ่งมักจะอาเจียน (แหวะนม) หลายครั้งต่อวันในช่วงสามเดือนแรก มักจะหยุดอาเจียนเมื่ออยู่ในช่วงอายุ 12 ถึง 14 เดือน ภาวะไหลย้อนนั้นยังพบได้มากในเด็กเล็ก ทารกที่อายุ 4 เดือนจำนวนมากเป็นโรคนี้ แต่คนที่ยังเป็นโรคนี้ต่อหลังจากผ่านวันเกิดปีแรกไปแล้วมีแค่ 10% สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษากับแพทย์

อาการ

อาการของภาวะไหลย้อนในเด็ก

โดยทั่วไปแล้วภาวะไหลย้อนในเด็กไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวล เป็นเรื่องหายากที่ในกระเพาะจะมีกรดมากพอจนทำให้ลำคอหรือหลอดอาหารเกิดการระคายเคือง หรือทำให้มีสัญญาณหรืออาการใดๆ

อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษาหมอของคุณ

ควรไปพบหมอเมื่อไร

คุณควรจะไปพบหมอหากลูกของคุณมีอาการต่อไปนี้

  • น้ำหนักไม่เพิ่ม
  • อาเจียนรุนแรงบ่อยครั้ง และเป็นอาเจียนแบบพุ่ง (projectile vomiting)
  • อาเจียนเป็นของเหลวสีเขียวหรือสีเหลือง
  • อาเจียนเป็นเลือดหรือคล้ายกากกาแฟ
  • ปฏิเสธอาหาร
  • มีเลือดปนในอุจจาระ
  • หายใจติดขัดหรือไอเรื้อรัง
  • เริ่มอาเจียนตั้งแต่อายุ 6 เดือน หรือมากกว่านั้น
  • มีอาการหงุดหงิดงอแงอย่างผิดปกติหลังรับประทานอาหาร

ถ้ามีอาการใดๆ ที่กล่าวมาข้างต้น หรือมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษากับคุณหมอ เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดจึงควรพูดคุยกับหมอเพื่อหาแนวทางในการรักษาที่ดีที่สุด

สาเหตุ

สาเหตุของภาวะไหลย้อนในเด็ก

ในร่างกายของเรามีกล้ามเนื้อ (กล้ามเนื้อหูรูดส่วนต่ำของหลอดอาหาร) ซึ่งทำหน้าที่กั้นระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เมื่อทารกกลืนอาหารลงไป กล้ามเนื้อนี้จะผ่อนคลาย และปล่อยให้อาหารไหลลงไปสู่กระเพาะ โดยปกติกล้ามเนื้อส่วนนี้มักจะปิดอยู่ ทำให้ของในกระเพาะไม่ไหลออกมาทางหลอดอาหาร

ในทารกที่เกิดภาวะไหลย้อน กล้ามเนื้อหูรูดส่วนต่ำของหลอดอาหารนี้จะยังพัฒนาไม่เต็มที่ และทำให้ของในกระเพาะอาหารไหลออกมาผ่านทางหลอดอาหาร ทำให้ทารกอาเจียนออกมา เมื่อกล้ามเนื้อหูรูดนี้พัฒนาได้เต็มที่แล้วทารกก็ควรที่จะไม่อาเจียนอีก

ส่วนทารกที่เป็นโรคกรดไหลย้อน กล้ามเนื้อหูรูดนี้จะอ่อนแอหรือผ่อนคลายในเวลาที่ไม่สมควร

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของภาวะไหลย้อนในเด็ก

โปรดปรึกษากับแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคและการรักษาโรค

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์ทุกครั้งเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยภาวะไหลย้อนในเด็ก

คุณหมอจะตรวจร่างกายและถามอาการเด็กทารก หากทารกมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ และเติบโตได้ตามปกติ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมอะไร

หากจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม คุณหมออาจจะแนะนำดังนี้

  • การตรวจด้วยภาพ ที่สามารถตรวจจับการหนาตัวของผิวหนังบริเวณกระเพาะอาหารส่วนท้าย (pyloric stenosis) ที่ทำให้เกิดอาการอุดตัน
  • การตรวจสอบในห้องแล็บ การตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะสามารถบ่งชี้ หรือบอกความเป็นไปได้ของสาเหตุของการอาการอาเจียน ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และน้ำหนักที่เพิ่มน้อย
  • การตรวจวัดความเป็นกรด (Esophageal pH monitoring) วัดระดับความเป็นกรดในหลอดอาหารของทารก คุณหมอจะสอดท่อเล็กๆ เข้าไปในจมูกหรือปากเพื่อลงไปในหลอดอาหาร ท่อนั้นติดตั้งเครื่องมือตรวจจับความเป็นกรด ทารกอาจจะต้องค้างอยู่ในโรงพยาบาลขณะที่ทำการตรวจนี้
  • เอ็กซเรย์ การฉายภาพนี้สามารถตรวจจับความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น การอุดตัน ทารกอาจจะต้องได้รับสารทึบรังสี (แบเรียม) ในขวดก่อนการตรวจสอบ
  • การส่องกล้องด้านบน ใช้ท่อพิเศษที่ติดตั้งกล้องและไฟ เรียกว่ากล้องเอ็นโดสโคป (endoscope) ผ่านเข้าไปในปากของทารก ผ่านหลอดอาหาร กระเพาะ และส่วนบนของลำไส้เล็ก อาจมีการนำเนื้อเยื่อตัวอย่างมาเพื่อวิเคราะห์ สำหรับทารกและเด็กจะมีการให้ยาระงับความรู้สึกทั่วไปในระหว่างการตรวจ

การรักษาภาวะไหลย้อนในเด็ก

ภาวะไหลย้อนในเด็กนั้นมักจะหายไปได้เอง ในขณะเดียวกันคุณหมอก็อาจจะแนะนำให้ทำดังนี้

  • ป้อนอาหารให้ทารกในปริมาณที่น้อยลงและป้อนให้บ่อยขึ้น
  • หยุดการป้อนอาหารเด็กแล้วให้เด็กเรอเป็นช่วงๆ
  • อุ้มลูกของคุณให้นั่งตัวตรงๆ เป็นเวลา 20 ถึง30 นาทีหลังจากการป้อนอาหาร
  • งดอาหารพวกนม เนื้อวัว หรือไข่ จากมื้ออาหารของคุณ หากคุณกำลังให้นมบุตร เพื่อดูว่าลูกของคุณมีอาการแพ้หรือไม่
  • สลับสูตรอาหารที่คุณป้อนให้ลูกของคุณ
  • ใช้จุกขวดนมขนาดอื่นๆ เพราะจุกขวดนมที่ใหญ่หรือเล็กเกินไปจะทำให้ลูกของคุณกลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ

การใช้ยา

ยารักษาโรคกรดไหลย้อนนั้น ไม่แนะนำสำหรับเด็กที่ไม่ได้มีอาการของโรคกรดไหลย้อนที่ซับซ้อน ยานี้ป้องกันการดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็ก และเพิ่มความเสี่ยงให้ลำไส้เล็กและการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

อย่างไรก็ตาม ยาป้องกันกรดในเวลาสั้นๆ เช่น แรนิทิดีน (ranitidine) สำหรับทารกอายุ 1 เดือนจนถึง 1 ปี หรือใช้ยาโอเมพราโซล (Omeprazole) อย่างเช่นพิโลเสค (Prilosec) สำหรับเด็กอายุ 1 ปีหรือมากกว่า อาจจำเป็นต้องใช้ ถ้าหากลูกของคุณมีอาการดังนี้

  • น้ำหนักเพิ่มได้น้อย และวิธีการรักษาแบบธรรมดาไม่ได้ผล
  • ไม่ยอมกินอาหาร
  • มีหลักฐานว่าเป็นหลอดอาหารอักเสบ (inflamed esophagus)
  • เป็นโรคหืดหอบเรื้อรัง และโรคกรดไหลย้อน

การผ่าตัด

ในกรณีหายาก กล้ามเนื้อหูรูดส่วนต่ำของหลอดอาหารอาจจะถูกผ่าตัดให้แน่นขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับทางหลอดอาหาร วิธีการนี้ มักจะทำเมื่อมีอาการกรดไหลย้อนรุนแรงที่ขัดขวางการเจริญเติบโต หรือส่งผลต่อการหายใจของเด็ก

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการเยียวยาที่จะช่วยรับมือภาวะไหลย้อนในเด็ก

ลักษณะไลฟ์สไตล์และการเยียวยาด้วยตนเองต่อไปนี้ อาจจะช่วยรับมือกับอาการของโรคได้

  • ป้อนอาหารลูกของคุณในท่านั่งตัวตรง แล้วอุ้มให้เด็กอยู่ในท่านั่งเป็นเวลา 30 นาทีหลังจากป้อนอาหาร แรงโน้มถ่วงจะช่วยของในกระเพาะอยู่ในที่ๆ ควรจะอยู่ ระวังอย่ากระตุกหรือกระแทกทารกขณะที่กำลังตกลงไปในกระเพาะ
  • พยายามป้อนอาหารในปริมาณที่น้อยลงและบ่อยขึ้น ป้อนอาหารให้น้อยลงเล็กน้อย หากคุณให้นมขวด หรือลดปริมาณเวลาให้นม
  • ใช้เวลาในการทำให้ลูกคุณเรอ การเรอบ่อยๆ ระหว่างและหลังจากป้อนอาหาร ทำให้ไม่มีการก่อตัวของอากาศในกระเพาะ
  • ให้เด็กนอนหงาย ทารกส่วนใหญ่ควรจะนอนหงาย แม้จะเป็นโรคกรดไหลย้อนก็ตาม
  • อย่าลืมว่าภาวะไหลย้อนในเด็กนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรกังวลมากนัก แค่อย่าลืมเตรียมผ้ารองขณะที่คุณทำให้เด็กเรอออกมา

หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจให้ดีขึ้นถึงทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: กันยายน 18, 2018 | Last Modified: กันยายน 18, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย