มะเร็งกระดูก เป็นเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นในกระดูก และกดทับเนื้อเยื่อกระดูกที่แข็งแรง และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ซึ่งแตกต่างจากมะเร็งที่แพร่กระจายจากส่วนอื่นมายังกระดูก

คำจำกัดความ

มะเร็งกระดูกคืออะไร

มะเร็งกระดูก (Bone cancer) เป็นเนื้องอกร้าย (malignant tumor) ที่เริ่มเกิดขึ้นในกระดูก แต่ไม่ใช่เนื้องอกที่กระดูกทั้งหมดจะเป็นเนื้อร้าย เซลล์มะเร็งในกระดูกเติบโต กดทับเนื้อเยื่อกระดูกที่แข็งแรง และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต เป็นเรื่องจำเป็นที่จะแยกความแตกต่างของมะเร็งกระดูกกับมะเร็งระยะแพร่กระจาย (Metastetic Cancer) ที่แพร่กระจายอวัยวะส่วนอื่นมายังกระดูก

มะเร็งกระดูกชนิดที่พบบ่อย ได้แก่

  • มะเร็งกระดูกออสทีโอซาโคมา (Osteosarcoma) มะเร็งเริ่มเกิดขึ้นในเนื้อเยื่อออสติออยด์ (osteoid tissue) ของกระดูก เนื้อเยื่อออสติออยด์มีผิวสัมผัสคล้ายกระดูกแต่ไม่มีแร่ธาตุ มะเร็งประเภทนี้มักเกิดขึ้นในเข่าและแขนส่วนบน
  • มะเร็งกระดูกคอนโดรซาร์โคมา (Chondrosarcoma) มะเร็งจะเริ่มต้นในเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน (cartilaginous tissue) กระดูกอ่อนประกอบด้วยเนื้อเยื่อยืดหยุ่นได้และราบเรียบ ที่ปกคลุมและป้องกันที่ข้อต่อของปลายกระดูกยาว มะเร็งกระดูกคอนโดรซาร์โคมาเกิดขึ้นได้มากที่สุดที่เชิงกราน ขาส่วนบน และไหล่
  • มะเร็งกระดูกในตระกูลอีวิงซาร์โคมา (Ewing Sarcoma Family of Tumor) เป็นมะเร็งที่มักเกิดขึ้นในกระดูก แต่ยังอาจเกิดขึ้นได้ในเนื้อเยื่ออ่อนนุ่ม (กล้ามเนื้อ ไขมัน เนื้อเยื่อเส้นใย หลอดเลือด หรือเนื้อเยื่อพยุงอื่นๆ) เกิดขึ้นได้มากที่สุดตามแนวกระดูกหลัง เชิงกราน ขา และแขน

มะเร็งกระดูกมีสี่ระยะ ดังนี้

  • ระยะที่ 1 มะเร็งกระดูกจำกัดอยู่ที่กระดูกโดยไม่มีการแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย เซลล์มะเร็งในระยะนี้มีความรุนแรงน้อยและไม่กดทับเซลล์ปกติ
  • ระยะที่ 2 เซลล์มะเร็งมีความรุนแรงมากขึ้น แต่ยังคงจำกัดอยู่ที่กระดูก
  • ระยะที่ 3 มะเร็งกระดูกเกิดขึ้นบริเวณสองบริเวณหรือมากกว่าในกระดูกเดียวกัน มะเร็งในระยะที่ 3 อาจมีทั้งรุนแรงและไม่รุนแรง
  • ระยะที่ 4 มะเร็งได้แพร่กระจายออกไปจากกระดูกไปยังบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย เช่นกระดูกหรืออวัยวะภายในอื่นๆ เซลล์มะเร็งมีความรุนแรงมาก และส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ปกติ

พบได้บ่อยเพียงใด

มะเร็งกระดูกพบได้น้อย คิดเป็นเพียงน้อยกว่าร้อยละ 1 ของมะเร็งทั้งหมด มะเร็งกระดูกชนิดต่างๆ มีโอกาสเกิดขึ้นในคนลางกลุ่ม ดังนี้

  • มะเร็งออสทีโอซาร์โคมา พบได้มากที่สุดระหว่างช่วงอายุ 10 และ 19 ปี แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ผู้ที่มีภาวะสุขภาพอื่น เช่น โรค Paget disease (เนื้องอกไม่ร้ายที่มีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติเกิดขึ้นที่เซลล์กระดูกใหม่) มความเสี่ยงมากขึ้นในการเกิดมะเร็งประเภทนี้
  • มะเร็งกระดูกชนิดคอนโดรซาร์โคมา เกิดขึ้นได้มากที่สุดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี
  • มะเร็งกระดูกในตระกูลอีวิงซาร์โคมา มักเกิดขึ้นในเด็กและวัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี มักพบในเด็กผู้ชายมากกว่าในเด็กผู้หญิง

อาการ

อาการของมะเร็งกระดูก

อาการปวดเป็นอาการที่พบได้มากที่สุดของมะเร็งกระดูก แต่ไม่ใช่มะเร็งกระดูกทุกชนิดที่ทำให้เกิดอาการปวด อาการอื่นๆ อาจได้แก่

  • อาการบวมหรือกดเจ็บใกล้บริเวณที่ได้รับผลกระทบ
  • กระดูกหัก
  • อ่อนเพลีย
  • น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีข้อคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของมะเร็งกระดูก

โดยแท้จริงแล้ว ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งกระดูก แพทย์ทราบแต่เพียงว่า มะเร็งกระดูกเป็นความผิดปกติประการหนึ่งในดีเอ็นเอของเซลล์ ที่ส่งสัญญาณให้เซลล์เติบโตและแบ่งตัวอย่างไม่สามารถควบคุมได้ เซลล์ปกติในร่างกายจะมีแนวทางอย่างเป็นลำดับของการเติบโต การแบ่งตัว และตายลง แต่เซลล์มะเร็งในกระดูกไม่เป็นไปตามแนวทางดังกล่าว เซลล์ดังกล่าวไม่ตายลงโดยอัตโนมัติ

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งกระดูก

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งกระดูก เช่น

  • กลุ่มอาการที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Inherited genetic syndromes): กลุ่มอาการทางพันธุกรรมที่พบได้น้อยบางอย่าง ที่ถ่ายทอดผ่านทางครอบครัว จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งกระดูกได้ ซึ่งได้แก่ กลุ่มอาการ Li-Fraumeni syndrome และ มะเร็งจอตาในเด็กที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (hereditary retinoblastoma)
  • โรคพาเจต์ (Paget’s disease) เป็นภาวะก่อนเป็นมะเร็งที่ไม่ร้ายแรง ส่งผลต่อกระบวนการหมุนเวียนตามปกติของร่างกาย ซึ่งเนื้อเยื่อกระดูกใหม่ค่อยๆ แทนที่เนื้อเยื่อกระดูกเก่า เมื่อเวลาผ่านไป โรคนี้สามารถทำให้กระดูกที่ได้รับผลกระทบเปราะบางได้ โรคพาเจต์ พบได้มากกว่าในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะที่มีอายุ 50 ปี
  • การสัมผัสกัมมันตรังสี

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยมะเร็งกระดูก

เริ่มแรก แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับอาการและประวัติครอบครัว หากสงสัยว่าคุณเป็นมะเร็งกระดูก แพทย์จะแนะนำการตรวจร่างกายบางประการหรืออาจให้มีการตรวจในห้องปฏิบัติการและการตรวจวินิจฉัยอื่นๆ การตรวจมะเร็งกระดูกที่พบได้มากที่สุด ได้แก่

  • การตรวจเอกซเรย์ (X-rays): การตรวจนี้ทำให้เห็นความผิดปกติในกระดูกในภาพถ่ายโดยไม่มีรอยผ่าใดๆ สัญญาณเตือนของมะเร็งกระดูกอาจเป็นกระดูกเสียหาย มีรูในกระดูก มีเนื้องอกโดยรอบความเสียหายที่กระดูก หากมีสัญญาณเตือนเหล่านี้เกิดขึ้น คุณอาจจำเป็นต้องมีการนำเนื้อเยื่อส่งตรวจเพื่อวินิจฉัยว่าคุณเป็นมะเร็งกระดูกหรือไม่
  • การสแกนกระดูก (bone scan): มีการฉีดสารกัมมันตรังสีในปริมาณเล็กน้อยเข้าสู่หลอดเลือด และลำเลียงผ่านกระแสเลือด จากนั้น สารกัมมันตรังสีจะไปสะสมตัวในกระดูก ซึ่งสามารถตรวจจับได้ด้วยเครื่องสแกน แพทย์จะวินิจฉัยอาการโดยการประเมินการสแกน
  • การตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (computed tomography (CT หรือ CAT) scan): เป็นการรวมภาพถ่ายจากการตรวจเอกซเรย์ที่ถ่ายได้จากมุมต่างๆ ภาพถ่ายจากการ CT scan ให้ข้อมูลที่ละเอียดมากกว่าการตรวจเอกซเรย์ตามปกติ
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging: MRI) การตรวจนี้คล้ายคลึงกับการตรวจเอกซเรย์ แต่มีการใช้แม่เหล็กพลังงานสูงที่เชื่อมโยงกับคอมพิวเตอร์แทน
  • การตรวจ PET สแกน (positron emission tomography) มีการฉีดกลูโคสกัมมันตรังสีในปริมาณเล็กน้อยเข้าสู่หลอดเลือด และใช้เครื่องสแกนเพื่อเก็บรายละเอียดสิ่งที่ตรวจ แล้วภาพถ่ายด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริเวณต่างๆ ภายในร่างกายที่ใช้กลูโคสจะปรากฏขึ้น

การรักษามะเร็งกระดูก

มะเร็งกระดูกสามารถรักษาได้ด้วยหลายวิธี โดยอาจมีการรวมวิธีการรักษาบางประการเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด ทางเลือกในการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะของมะเร็งและสุขภาพโดยทั่วไปของผู้ป่วย

  • การผ่าตัด: มะเร็งถูกนำออกไปด้วยเทคนิคการผ่าตัดเฉพาะ ใช้เวลานานสำหรับผู้ป่วยเพื่อพักฟื้นหลังการผ่าตัด
  • เคมีบำบัด: การรักษาด้วยวิธีนี้ใช้ยาต้านมะเร็ง (anticancer drugs) ที่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ แพทย์มักแนะนำการใช้ยาต้านมะเร็งร่วมกัน
  • รังสีรักษา (Radiation therapy หรือ radiotherapy) เทคนิคการรักษานี้ใช้รังสีเอกซเรย์พลังงานสูงเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง การรักษาวิธีนี้อาจใช้ร่วมกับการผ่าตัด อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายของผู้ป่วยหลังการรักษา ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนบางประการได้
  • การผ่าตัดด้วยความเย็น (Cryosurgery): เซลล์มะเร็งจะแข็งตัวจากการใช้ไนโตรเจนเหลวและตายในเวลาต่อมา เทคนิคการรักษานี้ในบางครั้งสามารถใช้แทนการผ่าตัดดั้งเดิมเพื่อทำลายมะเร็ง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยจัดการมะเร็งกระดูก

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยจัดการมะเร็งกระดูกได้

  • หาข้อมูลให้มากขึ้น การเรียนรู้เกี่ยวกับมะเร็งกระดูกสามารถลดความกังวลและทำให้คุณมั่นใจใากขึ้นที่จะเผชิญกับมะเร็งกระดูก มีแหล่งข้อมูลที่คุณสามารถได้รับข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับมะเร็งกระดูก ได้แก่ การปรึกษาแพทย์ อินเทอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ และโซเชียลมีเดียอื่นๆ หรือคุณสามารถสอบถามแพทย์เกี่ยวกับความช่วยเหลือในบริเวณที่คุณอยู่
  • มองโลกในแง่ดี จิตวิทยาสามารถส่งผลได้เป็นอย่างมากต่อการรักษา คุณสามารถมีการมองโลกในแง่ดีได้ในหลายวิธี ได้แก่ การพูดคุยกับผู้ที่เชื่อถือได้ การอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวและเพื่อน การเล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือการอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นสิ่งใดๆ ก็ได้ที่ทำให้คุณรู้สึกดี คุณจำเป็นต้องเชื่อมั่นว่าอาการของคุณจะดีขึ้น และคุณยังสามารถมีความสุขกับชีวิตได้เมื่อเป็นมะเร็ง

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: กุมภาพันธ์ 4, 2019 | Last Modified: กุมภาพันธ์ 4, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย