มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง (Chronic Lymphocytic Leukemia)

โดย ทบทวนบทความโดย ทีม Hello คุณหมอ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง เป็นมะเร็งในเลือดหรือไขกระดูก มะเร็งชนิดนี้มักแพร่กระจายได้ช้ากว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวประเภทอื่น

คำจำกัดความ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังคืออะไร

มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง (Chronic lymphocytic leukemia: CLL) เป็นมะเร็งในเลือดหรือไขกระดูก ที่ทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือด คำว่า “เรื้อรัง” มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า มะเร็งชนิดนี้มักแพร่กระจายได้ช้ากว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวประเภทอื่น ส่วนคำว่า “ลิมโฟไซต์” (lymphocytes) คือชื่อเรียกเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ต้านการติดเชื้อในร่างกาย ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เกิดความผิดปกติ จนก่อให้เกิดมะเร็ง อย่างไรก็ตาม มีการรักษาหลายวิธีที่จะช่วยควบคุมโรคนี้ได้

มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังพบบ่อยเพียงใด

มะเร็งชนิดนี้สามารถส่งผลได้ต่อทุกคน แต่จะส่งผลต่อผู้สูงอายุได้มากที่สุด โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง

ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังจำนวนมาก มักไม่มีอาการในระยะเริ่มแรก แต่เมื่อโรคมีการพัฒนา อาจมีสิ่งบ่งชี้และอาการต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • ต่อมน้ำเหลืองโตแต่ไม่มีอาการปวด
  • อ่อนเพลีย
  • มีไข้
  • มีอาการปวดในบริเวณช่องท้องด้านซ้ายบน ซึ่งอาจเกิดจากม้ามโต
  • มีเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • น้ำหนักลด
  • ติดเชื้อบ่อย

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีข้อคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง

จนถึงในปัจจุบัน แพทย์ยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับสาเหตุของมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง ทราบแต่เพียงว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นทำให้เซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเลือด เกิดการผ่าเหล่าในระดับดีเอ็นเอ ซึ่งการผ่าเหล่าทำให้เซลล์เม็ดเลือดสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ที่ผิดปกติ ทำให้การต้านเชื้อในร่างกายไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง และสะสมตัวในเลือดและในอวัยวะบางส่วน ส่งผลให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้ ลิมโฟไซต์ที่ผิดปกติอาจเข้ามาแทนที่ลิมโฟไซต์ที่แข็งแรงในไขกระดูก และขัดขวางการสร้างเซลล์เม็ดเลือดปกติได้

แพทย์และนักวิจัยกำลังศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อทำความเข้าใจกลไกที่แน่ชัดที่ทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังนี้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง

ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นสำหรับการเกิดโรคมะเร็งชนิดนี้คือผู้ที่อยู่ในภาวะดังต่อไปนี้

  • อายุ คนส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังมีอายุมากกว่า 60 ปี
  • เชื้อชาติ คนผิวขาวมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังได้มากกว่าคนเชื้อชาติอื่น
  • ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเลือดและไขกระดูก ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังหรือมะเร็งเลือดและไขกระดูกอื่นๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงได้
  • การสัมผัสสารเคมี สารกำจัดวัชพืชและยาฆ่าแมลงบางประเภทซึ่งรวมถึงฝนเหลือง (Agent Orange) ที่ใช้ในช่วงสงครามเวียดนาม มีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งชนิดนี้

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง

หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นภาวะดังกล่าวนี้ จะมีการตรวจร่างกายและอาจแนะนำการทดสอบบางประการ ได้แก่

การตรวจเลือด

การทดสอบและขั้นตอนการวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง ได้แก่ การตรวจเลือดเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ดังนี้

  • ตรวจวัดจำนวนเซลล์ในตัวอย่างเลือด

การตรวจความสมบูรณ์ของเลือด อาจใช้เพื่อวัดจำนวนลิมโฟไซต์ในเลือด โดยหากพบว่ามีจำนวนเซลล์บี (B cells) ซึ่งเป็นลิมโฟไซต์ประเภทหนึ่ง สูงขึ้น อาจบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง

  • ระบุประเภทของลิมโฟไซต์ที่เกี่ยวข้อง

การทดสอบที่เรียกว่า “Flow Cytometry” หรือ “Immunophenotyping” ช่วยระบุว่าจำนวนลิมโฟไซต์ที่เพิ่มสูงขึ้นเกิดจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง หรือเป็นความผิดปกติเกี่ยวกับเลือดประเภทอื่น หรืออาจจะปฏิกิริยาของร่างกายต่อกระบวนการอื่นๆ เช่น การติดเชื้อ

  • การทดสอบ Flow Cytometry

หากมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังเกิดขึ้น การทดสอบนี้จะช่วยวิเคราะห์ลักษณะของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว เพื่อคาดการณ์เกี่ยวกับความรุนแรงของเซลล์ที่ผิกปกติ

การวิเคราะห์ลิมโฟไซต์เพื่อหาความผิดปกติทางพันธุกรรม

การทดสอบที่เรียกว่า “Fluorescence In Situ Hybridization” (FISH) เป็นการตรวจโครโมโซมภายในลิมโฟไซต์ที่ผิดปกติเพื่อตรวจหาความผิดปกติต่างๆ ในบางครั้ง แพทย์จะใช้ข้อมูลนี้ระบุการพยากรณ์โรคและช่วยเลือกวิธีการรักษา

การทดสอบอื่นๆ

ในบางกรณี แพทย์อาจให้มีการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัย เช่น

  • การทดสอบลักษณะเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวที่อาจส่งผลต่อการพยากรณ์โรค
  • การตรวจตัวอย่างและการดูดไขกระดูก
  • การทดสอบโดยใช้ CT scan

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง

ผู้ที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังในระยะเริ่มแรกมักไม่ต้องได้รับการรักษา แม้ว่ามีการประเมินว่าการรักษาในระยะเริ่มแรกอาจช่วยได้ แต่มีการศึกษาเปิดเผยว่า อันที่จริงแล้ว การรักษาในระยะเริ่มแรกไม่ได้ช่วยต่อชีวิตผู้ที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ในระยะเริ่มแรก ในทางกลับกัน การรักษาตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกอาจเกิดอาการข้างเคียงและอาการแทรกซ้อนซึ่งเป็นผลเสียมากกว่า

ดังนั้น แพทย์จะเลือกการเฝ้าระวังภาวะผู้ป่วยอย่างระมัดระวังและจะให้การรักษาเมื่อรักษาโรคเกิดการแพร่กระจายขึ้นเท่านั้น โดยแพทย์จะกำหนดตารางการตรวจสุขภาพให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจเลือดทุก2-3 เดือนเพื่อเฝ้าระวังอาการ แต่หากแพทย์พบว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังพัฒนาไปถึงระยะกลางหรือระยะสุดท้าย ทางเลือกในการรักษาอาจได้แก่

เคมีบำบัด

เคมีบำบัดเป็นการรักษาด้วยยาที่ทำลายเซลล์มะเร็ง โดยสามารถให้ยาผ่านทางหลอดเลือดหรือรับประทานยาเม็ด แพทย์อาจพิจารณาสถานการณ์ของผู้ป่วยแต่ละราย และระบุว่าจะใช้ยาเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียวหรืออาจใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน

การให้ยารักษามะเร็งเฉพาะจุด

ยาเจาะจงเซลล์มะเร็งถูกนำมาใช้เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง ยาที่ใช้ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง ได้แก่
ยา alemtuzumab (Campath) ยา ibrutinib (Imbruvica) ยา idelalisib (Zydelig) ยา lenalidomide (Revlimid) ยา obinutuzumab (Gazyva) ยา ofatumumab (Arzerra) และยา rituximab (Rituxan)

คำจำกัดความ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง

มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง (Chronic lymphocytic leukemia (CLL)) เป็นมะเร็งในเลือดหรือไขกระดูกที่ทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือด คำว่า “เรื้อรัง” มาจากข้อเท็จจริงที่ว่ามะเร็งชนิดนี้
มักแพร่กระจายได้ช้ากว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวประเภทอื่น ส่วนคำว่า
“ลิมโฟไซต์”
(lymphocytes) คือชื่อเรียกเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง
ที่ทำหน้าที่ต้านการติดเชื้อในร่างกาย ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เกิดความปกติจนก่อให้เกิดมะเร็ง 

อย่างไรก็ตาม มีการรักษาหลายวิธีที่จะช่วยควบคุมโรคนี้ได้   

มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์
แบบเรื้อรัง
พบบ่อยเพียงใด 

มะเร็งชนิดนี้สามารถส่งผลได้ต่อทุกคน แต่จะส่งผลต่อผู้สูงอายุได้มากที่สุด

โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม 

อาการ

อาการ

ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังจำนวนมากมักไม่มีอาการในระยะเริ่มแรก แต่เมื่อโรคมีการพัฒนา อาจมีสิ่งบ่งชี้และอาการต่างๆ
ดังต่อไปนี้
 

  • ต่อมน้ำเหลืองโตแต่ไม่มีอาการปวด
  • อ่อนเพลีย 
  • มีไข้
  • มีอาการปวดในบริเวณช่องท้องด้านซ้ายบน ซึ่งอาจเกิดจากม้ามโต 
  • มีเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • น้ำหนักลด
  • ติดเชื้อบ่อย 

ควรไปพบหมอเมื่อใด 

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีข้อคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ 

สาเหตุ

สาเหตุ

จนถึงในปัจจุบัน แพทย์ยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับสาเหตุของมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง ทราบแต่เพียงว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นทำให้เซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเลือดเกิดการผ่าเหล่าในระดับดีเอ็นเอ ซึ่งการผ่าเหล่าทำให้เซลล์เม็ดเลือดสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ที่ผิดปกติ ทำให้การต้านเชื้อในร่างกายไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่องและสะสมตัวในเลือดและในอวัยวะบางส่วน ส่งผลให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้ ลิมโฟไซต์ที่ผิดปกติอาจเข้ามาแทนที่ลิมโฟไซต์ที่แข็งแรงในไขกระดูกและขัดขวางการสร้างเซลล์เม็ดเลือดปกติได้  

แพทย์และนักวิจัยกำลังศึกษาอย่างต่อเนื่องเพื่อทำความเข้าใจกลไก
ที่แน่ชัดที่ทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังนี้ 

ปัจจัยความเสี่ยง

ปัจจัยความเสี่ยง

ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นสำหรับการเกิดโรคมะเร็งชนิดนี้คือผู้ที่อยู่ในภาวะ
ดังต่อไปนี้ 

  • อายุ คนส่วนใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว
    ลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังมีอายุมากกว่า 60 ปี
     
  • เชื้อชาติ คนผิวขาวมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังได้มากกว่าคนเชื้อชาติอื่น 
  • ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเลือดและไขกระดูก ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังหรือมะเร็งเลือดและไขกระดูกอื่นๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงได้ 
  • การสัมผัสสารเคมี สารกำจัดวัชพืชและยาฆ่าแมลงบางประเภท
    ซึ่งรวมถึงฝนเหลือง
    (Agent Orange) ที่ใช้ในช่วงสงครามเวียดนาม มีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งชนิดนี้

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม 

การวินิจฉัย

หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจเป็นภาวะดังกล่าวนี้ จะมีการตรวจร่างกายและอาจแนะนำการทดสอบบางประการ ได้แก่  

การตรวจเลือด 

การทดสอบและขั้นตอนการวินิจฉัยมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง ได้แก่ การตรวจเลือดเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ดังนี้

  • ตรวจวัดจำนวนเซลล์ในตัวอย่างเลือด

การตรวจความสมบูรณ์ของเลือด อาจใช้เพื่อวัดจำนวนลิมโฟไซต์ในเลือด โดยหากพบว่ามีจำนวนเซลล์บี (B cells) ซึ่งเป็นลิมโฟไซต์ประเภทหนึ่ง สูงขึ้น อาจบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง 

  • ระบุประเภทของลิมโฟไซต์ที่เกี่ยวข้อง

การทดสอบที่เรียกว่า “Flow Cytometry” หรือ “Immunophenotyping” ช่วยระบุว่าจำนวนลิมโฟไซต์ที่เพิ่มสูงขึ้นเกิดจากมะเร็งเม็ดเลือดขาว
ลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง หรือเป็นความผิดปกติเกี่ยวกับเลือดประเภทอื่น หรืออาจจะปฏิกิริยาของร่างกายต่อกระบวนการอื่นๆ เช่น การติดเชื้อ

  • การทดสอบ Flow Cytometry  

หากมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังเกิดขึ้น การทดสอบนี้จะช่วยวิเคราะห์ลักษณะของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว เพื่อคาดการณ์เกี่ยวกับความรุนแรงของเซลล์ที่ผิกปกติ

การวิเคราะห์ลิมโฟไซต์เพื่อหาความผิดปกติทางพันธุกรรม

การทดสอบที่เรียกว่า “Fluorescence In Situ Hybridization” (FISH) เป็นการตรวจโครโมโซมภายในลิมโฟไซต์ที่ผิดปกติเพื่อตรวจหาความผิดปกติต่างๆ ในบางครั้ง แพทย์จะใช้ข้อมูลนี้ระบุการพยากรณ์โรคและช่วยเลือกวิธีการรักษา


การทดสอบอื่นๆ

ในบางกรณี แพทย์อาจให้มีการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัย เช่น 

  • การทดสอบลักษณะเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวที่อาจส่งผลต่อการพยากรณ์โรค
  • การตรวจตัวอย่างและการดูดไขกระดูก 
  • การทดสอบโดยใช้ CT scan

การรักษา 

ผู้ที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังในระยะเริ่มแรกมักไม่ต้องได้รับการรักษา แม้ว่ามีการประเมินว่าการรักษาในระยะเริ่มแรกอาจช่วยได้ แต่มีการศึกษาเปิดเผยว่า อันที่จริงแล้ว การรักษาในระยะเริ่มแรกไม่ได้ช่วยต่อชีวิตผู้ที่เป็นมะเร็งชนิดนี้ในระยะเริ่มแรก ในทางกลับกัน การรักษาตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกอาจเกิดอาการข้างเคียงและอาการแทรกซ้อน
ซึ่งเป็นผลเสียมากกว่า

ดังนั้น แพทย์จะเลือกการเฝ้าระวังภาวะผู้ป่วยอย่างระมัดระวังและจะให้การรักษาเมื่อรักษาโรคเกิดการแพร่กระจายขึ้นเท่านั้น โดยแพทย์จะกำหนดตารางการตรวจสุขภาพให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจเลือดทุก2-3 เดือนเพื่อเฝ้าระวังอาการ 

แต่หากแพทย์พบว่ามะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังพัฒนาไปถึงระยะกลางหรือระยะสุดท้าย ทางเลือกในการรักษาอาจได้แก่  

เคมีบำบัด

เคมีบำบัดเป็นการรักษาด้วยยาที่ทำลายเซลล์มะเร็ง โดยสามารถให้ยาผ่านทางหลอดเลือดหรือรับประทานยาเม็ด แพทย์อาจพิจารณาสถานการณ์ของผู้ป่วยแต่ละราย และระบุว่าจะใช้ยาเคมีบำบัดเพียง
อย่างเดียวหรืออาจใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน  

การให้ยารักษามะเร็งเฉพาะจุด

ยาเจาะจงเซลล์มะเร็งถูกนำมาใช้เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง ยาที่ใช้ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรัง ได้แก่
ยา alemtuzumab (Campath) ยา ibrutinib (Imbruvica) ยา idelalisib (Zydelig) ยา lenalidomide (Revlimid) ยา obinutuzumab (Gazyva) ยา ofatumumab (Arzerra) และยา rituximab (Rituxan)

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และ
การเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับ
มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์
แบบเรื้อรัง
 

มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังมักเป็นมะเร็งที่แพร่กระจายอย่างช้าๆ ซึ่งอาจไม่ต้องการการรักษา แม้อาจมองว่ามะเร็งชนิดนี้ไม่ค่อย
ร้ายแรง แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นโรคมะเร็งย่อมมีผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยอยู่ดี อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยสามารถหาวิธีการในการรับมือกับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์แบบเรื้อรังได้ โดยพยายามศึกษาข้อมูลให้เพียงพอเกี่ยวกับโรคเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษา และขอความช่วยเหลือจากครอบครัวและเพื่อนๆ หรืออาจพูดคุยกับผู้อื่นที่รอดชีวิตจากมะเร็ง เพื่อหาแนวทางปฏิบัติตัวที่เหมาะสมในการควบคุมโรคและอาการอื่นๆ ของโรคนี้
 

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ 

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด 

Review Date: ธันวาคม 31, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 31, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย