หลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่พบได้บ่อย ซึ่งเป็นอาการอักเสบของท่อหายใจที่เล็กที่สุดในปอดเรียกว่าหลอดลมฝอย

คำจำกัดความ

หลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลันคืออะไร

หลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน (Acute bronchiolitis) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่พบได้บ่อย ซึ่งเป็นอาการอักเสบของท่อหายใจที่เล็กที่สุดในปอดเรียกว่าหลอดลมฝอย (bronchioles)

หลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลันพบได้บ่อยแค่ไหน

เด็กอายุต่ำกว่าสองปีมีแนวโน้มเป็นอย่างมากที่จะเป็นโรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน พบได้บ่อยที่สุดในเด็กชายอายุระหว่าง 2 ถึง 6 เดือน ซึ่งไม่ได้รับน้ำนมมารดา โปรดสอบถามหมอของคุณเพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน

โรคนี้มักเริ่มต้นด้วยการติดเชื้อของระบบหายใจส่วนบน อย่างเช่นเป็นหวัดธรรมดา เด็กจะมีน้ำมูก คัดจมูก และจาม แต่หลังจากนั้นสองถึงสามวัน จะเกิดอาการไข้และการไออย่างรุนแรง

เด็กจะเกิดอาการหายใจเร็ว และอาจใช้กล้ามเนื้อในการหายใจมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้ามเนื้อในคอ และกล้ามเนื้อระหว่างซี่โครงและใต้กระดูกซี่โครง เด็กมักมีปัญหาการหายใจออก และอาจเกิดเสียงวี้ดขณะหายใจ

เด็กอ่อนที่มีอาการหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน จะเกิดปัญหาด้านการนอนและการกิน สารคัดหลั่งเหนียวข้นปริมาณมากอาจทำให้เกิดการอาเจียน หรือมีมูกในอุจจาระ

อาจมีอาการอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีความกังวลเรื่องอาการของโรค โปรดปรึกษาหมอ

ควรพบหมอเมื่อไร

คุณควรเข้าพบหมอหากมีอาการดังต่อไปนี้

  • อาเจียน
  • หายใจมีเสียงวี้ด
  • หายใจเร็ว (มากกว่า 60 ครั้งต่อนาที) และสั้น
  • หายใจลำบาก — ซี่โครงยุบเข้าไปเมื่อหายใจเข้า
  • มีลักษณะเซื่องซึม
  • ไม่ยอมดื่มน้ำ หรือหายใจเร็ว จนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ
  • สีผิวเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ โดนเฉพาะริมฝีปากและเล็บ

หากลูกของคุณไม่ยอมกินอาหารหรือดื่มน้ำ หรือหายใจถี่และหนัก ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากลูกของคุณอายุต่ำกว่า 12 เดือน หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดลมฝอยอักเสบ ไม่ว่าจะเป็นการคลอดก่อนกำหนด หรือปัญหาทางระบบหัวใจหรือปอด

สาเหตุ

สาเหตุของหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน

เชื้อไวรัสเป็นสาเหตุของโรคนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus) พบได้บ่อยที่สุด แต่เชื้อพาราอินฟลูเอนซาไวรัส (parainfluenza virus) และ อะดิโนไวรัส (adenovirus) ก็สามารถทำให้เกิดโรคได้เช่นกัน

เชื้อไวรัสสามารถติดได้จากคนสู่คน โดยการจามและไอ และการสัมผัสโดยตรง

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน

มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ที่ก่อให้เกิดโรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่

  • เพศชาย
  • มีประวัติการคลอดก่อนกำหนด
  • อายุน้อย
  • เกิดในช่วงเชื้อไวรัสอาร์เอสวีระบาด
  • มีโรคที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว เช่น การเจริญผิดปกติของหลอดลมและเนื้อปอด (bronchopulmonary dysplasia หรือ BDP) เป็นโรคปอดเรื้อรังในทารกแรกเกิด มักพบในทารกที่คลอดก่อนกำหนด
  • เป็นโรคปอดเรื้อรัง โรคระบบกล้ามเนื้อประสาท โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดแฝง
  • อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีควันบุหรี่
  • แม่ผ่านการคลอดบุตรหลายครั้ง
  • แม่ตั้งครรภ์เมื่ออายุน้อย
  • ไม่ได้รับน้ำนมมารดาหรือได้รับในระยะสั้น
  • แม่เป็นโรคหออบหืด
  • ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่ดี

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถแทนคำปรึกษาทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์เสมอสำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน

การวินิจฉัยอาการหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลันทำได้โดยการประเมินจากลักษณะอาการของโรค อายุของผู้ป่วย ช่วงเวลาที่โรคระบาด หรือการตรวจจากการทดสอบทางกายภาพ ซึ่งอาจแสดงผลดังต่อไปนี้

  • การหายใจเร็วกว่าอัตราปกติ
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • มีไข้ (38-39 องศาเซลเซียส)
  • หายใจอกบุ๋ม
  • เสียงแซมหายใจ (47%) หายใจมีเสียงหวีด
  • ภาวะเนื้อเยื่อพร่องออกซิเจน
  • หูชั้นกลางอักเสบ

การตรวจทดสอบในห้องปฏิบัติการ

เมื่อลักษณะอาการของโรค อายุของผู้ป่วย ช่วงเวลาที่โรคระบาด หรือการตรวจจากการทดสอบทางกายภาพ ตรงกับผลการวินิจฉัยโรคที่ประเมินไว้ จำเป็นต้องมีการศึกษาในห้องปฏิบัติการบางอย่างเพิ่มเติม ยังคงมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัย แต่ปกติมักใช้เพื่อแยกแยะและตัดการวินิจฉัยอื่นออกไป (เช่น ปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย ภาวะพิษเหตุติดเชื้อ หรือหัวใจวาย) หรือเพื่อยืนยันสาเหตุจากเชื้อไวรัส และกำหนดการควบคุมการติดเชื้อ สำหรับผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

การตรวจเพื่อประเมินผู้ป่วยที่มีอาการหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน มีดังนี้

  • การส่งตรวจภูมิคุ้มกันหรือไวรัสวิทยา หรือการตรวจเลือดแบบ NAT (Nucleis acid amplification) ซึ่งเป็นการตรวจหาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ จากสารคัดหลั่งบริเวณหลังจมูก
  • การตรวจ Blood Gas เป็นการตรวจเลือดเพื่อดูค่าความเป็นกรด/ด่างและระดับออกซิเจนในเลือด
  • การตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดขาวด้วยการจำแนกชนิด (White blood cell count with differential)
  • ตรวจระดับโปรตีนซีรีแอคทีพ (C-reactive)
  • การวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse oximetry)
  • การเพาะเชื้อจากเลือด
  • การตรวจปัสสาวะ ความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะ และการเพาะเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะ
  • การตรวจและการเพาะเชื้อน้ำในไขสันหลัง (Cerebrospinal fluid)
  • การตรวจหาสารเคมีในเลือด

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography) หรือการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (echocardiograph) ควรสงวนไว้สำหรับเด็กที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmias) หรือ หัวใจโต (cardiomegaly)

การตรวจวินิจฉัยจากภาพ

การถ่ายภาพรังสีทรวงอกอาจไม่จำเป็นเสมอไป วิธีการที่ใช้ได้จริงคือการถ่ายภาพรังสีทรวงอกในคนไข้เด็กที่ป่วย ซึ่งมีอาการเสื่อมถอย หรือมีความเสี่ยงสูง (เช่น เด็กที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ หรือโรคปอด)

การใช้ภาพถ่ายรังสีทรวงอกนี้ ช่วยแยกความผิดปกติแต่กำเนิด หรือโรคอื่นๆ ได้ และอาจให้ตัวเลือกอื่นๆ ของการตรวจวินิจฉัย เช่น ปอดบวมเฉพาะกลีบ (lobar pneumonia) หัวใจวาย (congestive heart failure) หรือ การสำลักสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ

วิธีการ

ในบางกรณี (เช่น ภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่องรุนแรง มีประวัติการสำลักสิ่งแปลกปลอม) อาจมีการส่องกล้องหลอดลม เพื่อตรวจดูน้ำล้างปอด หรือการเอาสิ่งแปลกปลอมออก

การรักษาโรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน

ในบรรดาการใช้ยารักษาหรือการรักษาอาการหลอดลมฝอยอักเสบอื่นๆ มีเพียงการใช้ออกซิเจน ที่ช่วยให้อาการในเด็กดีขึ้นอย่างน่าพอใจ ดังนั้น การรักษาเพื่อบรรเทาอาการโดยตรง จึงควรมุ่งเน้นไปที่การรักษาระดับภาวะน้ำและออกซิเจนในร่างกาย

การรักษาโดยไม่ใช้ยา

การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลันมีดังนี้

  • การบำบัดด้วยการใช้ออกซิเจน
  • การรักษาระดับน้ำในร่างกาย
  • การใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • การดูดเสมหะทางจมูกและปาก
  • การติดตามภาวะหยุดหายใจ และการทำงานของหัวใจและปอด
  • การควบคุมอุณหภูมิของร่างกายในเด็กเล็ก

การรักษาโดยใช้ยา

การรักษาด้วยยามีบทบาทจำกัด ในการรักษาอาการหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน มิเช่นนั้นแล้ว เด็กซึ่งแข็งแรงดีที่เป็นโรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน ที่ไม่มีอาการอื่น จะดีขึ้นได้ด้วยการรักษาตามอาการเท่านั้น

การรักษาโดยการใช้ยาสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน มีดังนี้

  • สารอะโกนิสต์ อัลฟา/เบต้า เช่น ยาอัลบูเทอรอล (albuterol) ยาราซิมิก (racemic) และยาอิพิเนฟริน (epinephrine)
  • กลุ่มยาโมโนโคลนอลแอนตีบอดี (Monoclonal antibodies) เช่น ยาพาลิวิซูแมบ (palivizumab)
  • ยาปฏิชีวนะ เช่น แอมพิซิลลิน (ampicillin) ยาเซโฟแทกซีม (cefotaxime) ยาเซฟไตรอะโซน (ceftriaxone)
  • ยาต้านไวรัส เช่น ยาไรบาไวริน (ribavirin)
  • ยาลดอาการคัดจมูก (Intranasal decongestants) เช่น ยาออกซี่เมตาโซลีน (oxymetazoline)
  • กลุ่มยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) เช่น ยาเดกซาเมทาโซน (dexamethasone) ยาเพรดนิโซโลน (prednisone) ยาเมทิลเพรดนิโซโลน (methylprednisolone)

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการเยียวยาตนเองที่ช่วยรับมือโรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการเยียวยาตนเอง เพื่อช่วยในการรับมือกับโรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน มีดังนี้

  • ลดการพบปะกับผู้ที่เป็นไข้หรือไข้หวัด หากมีทารกแรกเกิด โดยเฉพาะทารกที่คลอดก่อนกำหนด ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ผู้ที่มีอาการหวัดในช่วงสองเดือนแรก
  • ทำความสะอาดสิ่งของและบริเวณต่างๆ ที่มักมีคนสัมผัส เช่น ของเล่นและลูกบิดประตู สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวที่มีสมาชิกซึ่งกำลังป่วย
  • ปิดปากและจมูกขณะไอหรือจาม ด้วยกระดาษทิชชู่ ทิ้งกระดาษทิชชู่และล้างมือ หรือใช้เจลล้างมือแอลกอฮอล์ทำความสะอาด
  • ใช้แก้วน้ำของตนเอง ไม่ใช้แก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะสมาชิกในครอบครัวที่กำลังป่วย
  • ล้างมือบ่อยๆ และพกเจลล้างมือแอลกอฮอล์ติดตัวเมื่อออกจากบ้าน
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจพบไม่บ่อยนักในเด็กที่กินนมแม่

หากมีคำถามเกี่ยวกับโรค ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความเข้าใจในวิธีการรักษาที่ดีที่สุด

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: ตุลาคม 25, 2018 | Last Modified: ตุลาคม 25, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย