หัวใจวาย (Heart Attack) หรือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction) เป็นโรคร้ายแรงประเภทหนึ่ง ที่เกิดขึ้นเมื่อกระแสเลือดที่ไปยังหัวใจมีการอุดกั้น

คำจำกัดความ

หัวใจวายคืออะไร

หัวใจวาย (Heart Attack) หรือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial Infarction) เป็นโรคร้ายแรงประเภทหนึ่ง ที่เกิดขึ้นเมื่อกระแสเลือดที่ไปยังหัวใจมีการอุดกั้น ซึ่งมักเกิดได้มากที่สุดจากการก่อตัวของไขมัน คอเลสเตอรอล และสารอื่นๆ ซึ่งก่อตัวเป็นแผ่นอุดกั้นในหลอดเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ กระแสเลือดที่ถูกขัดขวาง อาจทำให้เกิดการทำลาย หรือความเสียหายที่กล้ามเนื้อหัวใจได้ หัวใจวายสามารถเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แต่การรักษามีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วมาเป็นเวลานานนับปี ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ในการโทรไปยังหมายเลขฉุกเฉิน หรือขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน หากคุณคิดว่าคุณอาจกำลังหัวใจวาย

พบได้บ่อยเพียงใด

ตามข้อมูลจาก Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ประเทศสหรัฐฯ ในทุกๆ ปีจะมีชาวอเมริกันจำนวน 735,000 คนที่เกิดภาวะหัวใจวาย ในจำนวนผู้ป่วยดังกล่าวนี้ ผู้ป่วยจำนวน 525,000 รายเป็นหัวใจวายครั้งแรก และผู้ป่วยจำนวน 210,000 รายเป็นผู้ที่เคยเป็นหัวใจวายมาก่อนแล้ว

ในประเทศไทย อาการหัวใจวายเป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้ผู้ที่อายุมากกว่า 65 ต้องแอดมิทเข้าโรงพยาบาล และเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย

อย่างไรก็ดี สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของหัวใจวาย

สิ่งบ่งชี้และอาการที่พบได้ทั่วไปบางประการของหัวใจวายมีดังต่อไปนี้

  • แรงกด อาการแน่น อาการปวด หรือความรู้สึกบีบคั้นหรือปวดในหน้าอก หรือแขน ที่อาจลุกลามไปยังคอ ขากรรไกร หรือหลัง
  • คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อย แสบร้อนกลางอก หรือปวดในช่องท้อง
  • หายใจลำบาก
  • ตื่นตระหนก
  • อ่อนเพลีย
  • มีอาการเวียนศีรษะ หรือเวียนศีรษะเฉียบพลัน

เป็นที่สังเกตว่า ไม่ใช่ผู้ป่วยหัวใจวายทั้งหมดจะมีอาการเดียวกัน หรือมีระดับความรุนแรงของอาการเหมือนกัน ผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดเพียงเล็กน้อย แต่ผู้ป่วยรายอื่นมีอาการปวดที่รุนแรงกว่า ผู้ป่วยบางรายไม่มีอาการ ในขณะที่ในผู้ป่วยรายอื่น อาจมีอาการเริ่มแรกเป็นอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) อย่างไรก็ดี ยิ่งคุณมีสิ่งบ่งชี้และอาการมากเท่าไร คุณก็ยิ่งมีความเป็นไปได้ที่จะหัวใจวายมากขึ้นเท่านั้น

หัวใจวายบางประเภทเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่โชคดีที่ผู้ป่วยหลายรายมีสิ่งบ่งชี้ และอาการเตือนล่วงหน้าหลายชั่วโมง หลายวัน หรือหลายสัปดาห์ อาการเตือนแรกสุด อาจเป็นอาการเจ็บหน้าอกที่กลับมาเป็นซ้ำๆ ซึ่งถูกกระตุ้นโดยการออกกำลังกาย และบรรเทาได้ด้วยการพักผ่อน

หัวใจวายแตกต่างจากภาวะที่หัวใจของคุณหยุดทำงานอย่างกะทันหัน เช่น หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าขัดขวางการสูบฉีดโลหิตของหัวใจ และทำให้เลือดหยุดไหลไปยังส่วนที่เหลือของร่างกาย หัวใจวายสามารถทำให้เกิดอาการหัวใจหยุดเต้น แต่ไม่ได้เป็นเพียงสาเหตุประการเดียวเท่านั้น

ควรไปพบหมอเมื่อใด

ให้ไปพบหมอทันที ผู้ป่วยบางรายรอนานเกินไป เนื่องจากไม่ทราบว่ามีสิ่งบ่งชี้และอาการที่สำคัญ ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • โทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน หากคุณสงสัยว่ากำลังเป็นหัวใจวาย ห้ามรอช้า ให้โทรไปยังสายฉุกเฉิน หากคุณเข้าไม่ถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ให้ขอร้องให้คนรอบข้างขับรถไปส่งยังโรงพยาบาลใกล้เคียง
  • ขับรถไปยังโรงพยาบาลด้วยตัวเองในกรณีที่ไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้น เนื่องจากอาการของคุณอาจแย่ลง การขับรถด้วยตัวเองจะทำให้คุณและผู้อืนมีความเสี่ยงได้
  • ให้ใช้ยาไนโตรกลีเซอริน (Nitroglycerin) หากแพทย์สั่ง ให้ใช้ยานี้ตามที่แพทย์สั่ง ในขณะที่รอความช่วยเหลือฉุกเฉิน
  • ให้ใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หากแพทย์แนะนำ การใช้ยาแอสไพรินเมื่อเป็นหัวใจวาย อาจลดอันตรายที่เกิดขึ้นกับหัวใจได้ โดยช่วยให้เลือดไม่ให้แข็งตัว

ยาแอสไพรินสามารถมีอันตรกิริยากับยาชนิดอื่นๆ ได้ อย่างไรก็ดี ห้ามใช้ยาแอสไพรินหากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉินไม่ได้สั่ง ห้ามประวิงเวลาเรียกรถพยาบาล เพื่อกินยาแอสไพรินก่อน ให้โทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินก่อน

สาเหตุ

สาเหตุของการเกิดหัวใจวาย

หัวใจวายเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดหัวใจหนึ่งเส้น หรือมากกว่า มีการอุดตัน เมื่อเวลาผ่านไป หลอดเลือดหัวใจตีบลงจากการสะสมของสารต่างๆ เช่น คอเลสเตอรอล หรือภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) อาการดังกล่าวที่เรียกว่าโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease) เป็นสาเหตุของหัวใจวายเป็นส่วนใหญ่

ในระหว่างที่เกิดหัวใจวาย หนึ่งในแผ่นพลัคอุดกั้นเหล่านี้สามารถสลายตัว และปล่อยคอเลสเตอรอลและสารอื่นๆ เข้าไปในกระแสเลือด ลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นในบริเวณที่แผ่นพลัคสลายตัว หากลิ่มเลือดมีขนาดใหญ่มากพอ จะสามารถปิดกั้นกระแสเลือดทั้งหมด ที่ผ่านหลอดเลือดหัวใจ

นอกเหนือจากโรคหลอดเลือดหัวใจแล้ว สาเหตุอีกประการหนึ่งของหัวใจวายคือ การกระตุกของหลอดเลือดหัวใจที่ปิดกั้นกระแสเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ การสูบบุหรี่ และการใช้สารเสพติด เช่น โคเคน อาจเป็นสาเหตุของอาการกระตุกที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้

หัวใจวายยังสามารถเกิดขึ้นจากการฉีกขาดของหลอดเลือดหัวใจ (Spontaneous Coronary Artery Dissection) ได้อีกด้วย

ปัจจัยเสี่ยง

อะไรเพิ่มความเสี่ยงในการหัวใจวาย

มีความเสี่ยงหลายประการที่ทำให้เกิดหัวใจวายได้ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงดังต่อไปนี้จัดว่าพบได้มากที่สุด ได้แก่

  • อายุ

ผู้ชายอายุ 45 ปีหรือมากกว่า และผู้หญิงอายุ 55 ปีหรือมากกว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นหัวใจวาย มากกว่าผู้หญิงหรือผู้ชายที่อายุน้อยกว่า

  • การสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ และการได้รับควันบุหรี่มือสองในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงของหัวใจวาย

  • ความดันโลหิตสูง

เมื่อเวลาผ่านไป ความดันโลหิตสูงทำลายหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจ โดยการเร่งการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง

  • ระดับคอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

คอเลสเตอรอลไลโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ (low-density lipoprotein: LDL) หรือคอเลสเตอรอล “ไม่ดี” ซึ่งอยู่ในระดับสูง มีแนวโน้มที่จะอุดกั้นหลอดเลือด ไตรกลีเซอไรด์ซึ่งเป็นไขมันในเลือดประเภทหนึ่ง ที่สัมพันธ์กับอาหารที่รับประทาน ถ้ามีไตรกลีเซอไรด์สูง ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวายได้เช่นกัน

  • เบาหวาน

อินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่หลั่งมาจากตับอ่อน ทำให้ร่างกายใช้กลูโคสซึ่งเป็นน้ำตาลรูปแบบหนึ่งได้ การเป็นเบาหวาน ร่างกายจะไม่สามารถสังเคราะห์อินซูลินได้อย่างเพียงพอ หรือไม่ตอบสนองต่ออินซูลินได้อย่างเหมาะสม ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เบาหวานโดยเฉพาะประเภทที่ควบคุมไม่ได้ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหัวใจวาย

  • ประวัติครอบครัวหัวใจวาย

หากพี่น้อง พ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายของคุณเกิดหัวใจวายมาก่อน (ที่อายุ 55 สำหรับผู้ชายและอายุ 65 สำหรับผู้หญิง) คุณอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

  • ขาดการออกกำลังกาย

ไลฟ์สไตล์ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงและเกิดโรคอ้วน ผู้ที่ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอมีความแข็งแรงของหลอดเลือดหัวใจที่มากกว่า ซึ่งลดความเสี่ยงหัวใจวายโดยรวม

  • โรคอ้วน

โรคอ้วนสัมพันธ์กับระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ระดับกลีเซอไรด์สูง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน

  • ความเครียด

คุณอาจตอบสนองต่อความเครียดในวิธีที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยหัวใจวาย

หากคุณอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินของภาวะหัวใจวาย คุณจะได้รับคำขอให้อธิบายอาการของตัวเอง พร้อมกับตรวจความดันโลหิต ชีพจร และอุณหภูมิร่างกาย คุณจะถูกติดด้วยเครื่องตรวจหัวใจ และสามารถตรวจหัวใจได้เกือบจะทันทีว่าคุณกำลังเกิดภาวะหัวใจวายอยู่หรือไม่

การตรวจร่างกายจะช่วยตรวจสอบว่า สิ่งบ่งชี้และอาการต่างๆ ของคุณ เช่น อาการเจ็บหน้าอก บอกถึงอาการหัวใจวายหรือภาวะอื่นๆ หรือไม่ การตรวจร่างกายดังกล่าว ได้แก่

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: ECG)

การตรวจประเภทแรกเพื่อวินิจฉัยหัวใจวาย จะบันทึกกิจกรรมไฟฟ้าของหัวใจ ผ่านขั้วไฟฟ้าที่ติดอยู่กับผิวหนัง คลื่นไฟฟ้าหัวใจจะบันทึกบนกระดาษหรือแสดงออกมาที่หน้าจอ เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจที่เสียหายทำให้คลื่นไฟฟ้าไม่เป็นไปตามปกติ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอาจแสดงให้เห็นว่า หัวใจวายได้เกิดขึ้นแล้ว หรืออยู่ในระหว่างการเกิด

  • การตรวจเลือด

เอนไซม์การทำงานของหัวใจบางประเภท จะรั่วเข้าไปปนกับเลือดอย่างช้าๆ ถ้าหัวใจของคุณเสียหายจากหัวใจวาย แพทย์ฉุกเฉินจะนำตัวอย่างเลือดไปตรวจหาเอนไซม์การทำงานของหัวใจดังกล่าว

หากคุณเคยเป็น หรือกำลังเกิดหัวใจวาย แพทย์จะทำการรักษาทันที คุณอาจต้องเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมดังนี้

  • เอกซเรย์อก

ภาพเอกซเรย์อกทำให้แพทย์ตรวจขนาดของหัวใจและและหลอดเลือดและตรวจหาของเหลวในปอดได้

  • การตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูง (Echocardiogram)

ในระหว่างการตรวจประเภทนี้ คลื่นเสียงที่ส่งตรงไปยังหัวใจจากอุปกรณ์คล้ายแท่งไม้ (เครื่องแปลงความถี่) ที่ติดตั้งที่หน้าอกของคุณสะท้อนจากหัวใจและมีการประมวลผลทางไฟฟ้าเพื่อสร้างภาพเคลื่อนไหวของหัวใจองคุณ

  • การใช้สายสวนหลอดเลือด (angiogram)

น้ำสีจะถูกฉีดเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ ผ่านหลอดยาวขนาดเล็ก (สายสวน) ที่สอดผ่านเส้นเลือด มักเป็นที่ขาหรือขาหนีบ ไปยังหลอดเลือดหัวใจ น้ำสีทำให้หลอดเลือดสามารถมองเห็นได้บนเครื่องเอกซเรย์ ทำให้เห็นบริเวณที่หลอดเลือดตีบตัน

  • การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Cardiac computerized tomography: CT) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging: MRI)

วิธีการตรวจเหล่านี้สามารถใช้วินิจฉัยอาการเกี่ยวกับหัวใจ ซึ่งรวมทั้งขอบเขตความเสียหายจากหัวใจวาย

การรักษาอาการหัวใจวาย

มีการพิสูจน์ว่า วิธีการหลักในการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อหัวใจคือ การฟื้นฟูกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว

การใช้ยา

ยาที่ใช้รักษาหัวใจวาย ได้แก่

  • แอสไพริน

แอสไพรินลดการแข็งตัวของเลือด จึงช่วยรักษาระดับกระแสเลือดที่ไหลผ่านหลอดเลือดที่อุดตันลงได้

  • ยาละลายลิ่มเลือด

ยาดังกล่าว หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ายาสลายลิ่มเลือด (clotbusters) ช่วยละลายลิ่มเลือดที่ขัดขวางกระแสเลือดที่ไปยังหัวใจของคุณ

  • ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet agents)

ยาต้านเกล็ดเลือดครอบคลุมถึงยาชนิดต่างๆ เช่น ยาโคลพิโดเกรล (clopidogrel) อย่างเช่นพลาวิกซ์ (Plavix) และอื่นๆ ซึ่งเรียกว่ายายับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด

  • ยาละลายลิ่มเลือดชนิดอื่นๆ

คุณอาจได้รับยาอื่นๆ เช่น ยาเฮพาริน (heparin) เพื่อทำให้เลือด “เหนียว” น้อยลง และมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดได้น้อยลง

  • ยาแก้ปวด

คุณอาจได้รับยาแก้ปวด เช่น มอร์ฟีน เพื่อบรรเทาอาการปวด

  • ไนโตรกลีเซอริน (Nitroglycerin)

ยาประเภทนี้ซึ่งใช้รักษาอาการเจ็บหน้าอก (angina) สามารถช่วยให้กระแสเลือดไหลเวียนไปยังหัวใจได้เป็นอย่างดี โดยการขยายหลอดเลือด

  • ยากลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta blockers)

ยาชนิดนี้ช่วยคลายกล้ามเนื้อหัวใจ ชะลอการเต้นของหัวใจ และลดความดันโลหิต ซึ่งทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น

การผ่าตัดและการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ

นอกเหนือจากการใช้ยาแล้ว คุณอาจต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้เพื่อรักษาหัวใจวาย

  • การขยายหลอดเลือดหัวใจ (Coronary angioplasty and stenting)

แพทย์สอดหลอดยาวขนาดเล็ก (สายสวน) ผ่านเส้นเลือด มักเป็นที่ขาหรือขาอ่อนไปยังหลอดเลือดหัวใจที่ตีบตัน หากคุณเป็นหัวใจวาย จะมีการดำเนินการขั้นตอนนี้ทันที หลังจากการใช้สายสวนหัวใจ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้ตรวจหาบริเวณที่มีการตีบตันของเส้นเลือด

  • การผ่าตัดทำบายพาสหัวใจ (Coronary artery bypass surgery)

สำหรับผู้ป่วยบางรายนั้น แพทย์อาจทำการผ่าตัดทำบายพาสหัวใจแบบฉุกเฉิน เมื่อเกิดหัวใจวาย หากเป็นไปได้ แพทย์อาจแนะนำการผ่าตัดทำบายพาสหัวใจ หลังจากที่หัวใจของคุณได้มีการฟื้นตัวจากหัวใจวาย เป็นเวลาสามถึงเจ็ดวัน

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยรับมือกับหัวใจวาย

การปฏิบัติตามเคล็ดลับที่มีประโยชน์เหล่านี้ อาจช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคนี้ได้

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • ควบคุมความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอล
  • ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รักษาน้ำหนักร่างกายที่เหมาะสม
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ
  • จัดการเบาหวาน
  • ควบคุมความเครียด
  • จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์ เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: ตุลาคม 10, 2018 | Last Modified: ตุลาคม 10, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย