อาการปวดในถุงน้ำดี เป็นคำกว้างๆ ที่ใช้อธิบายถึงความเจ็บปวดต่างๆ ที่เกิดจากโรคที่เกี่ยวข้องกับถุงน้ำดี ได้แก่ โรคบิลลิอารีโคลิก ถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วในถุงน้ำดี  โรคตับอ่อนอักเสบ  และท่อน้ำดีอักเสบ

คำจำกัดความ

อาการปวดในถุงน้ำดีคืออะไร

อาการปวดในถุงน้ำดีเป็นคำกว้างๆ ที่ใช้อธิบายถึงความเจ็บปวดต่างๆ ที่เกิดจากโรคที่เกี่ยวข้องกับถุงน้ำดี ปัญหาหลักของถุงน้ำดี ได้แก่ โรคบิลลิอารีโคลิก (biliary colic) โรคถุงน้ำดีอักเสบ (cholecystitis) โรคนิ่วในถุงน้ำดี (gallstones) โรคตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis) และ โรคท่อน้ำดีอักเสบ (ascending cholangitis)

อาการปวดในถุงน้ำดีพบบ่อยแค่ไหน

ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการปวดในถุงน้ำดีเป็นอย่างไร

อาการอาจแตกต่างกัน และได้รับการกระตุ้นโดยการรับประทานอาหารบางชนิด ความเจ็บปวดอาจอยู่ในรูปแบบของการเจ็บท้อง และลามไปที่หลัง อาการอาจเป็นๆ หายๆ หรือเป็นต่อเนื่อง และความรุนแรงขึ้นอยู่กับสาเหตุ

อาการปวดในถุงน้ำดีอาจแตกต่างกัน หรือรู้สึกแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ผู้ป่วยหลายคนอาจไม่รู้สึกเจ็บปวด อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บปวดหลายอาการสามารถช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยได้

  • โรคบิลลิอารีโคลิก (Biliary colic) อาการปวดเกิดขึ้นเฉียบพลันและรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว (ปวดหรือจุกเสียด) บริเวณท้องส่วนบนขวาหรือบริเวณลิ้นปี่ ผู้ป่วยบางคนมีอาการปวดที่ลามไปถึงบริเวณไหล่ด้านขวา (หรือปวดหลังในส่วนปลายของกระดูกสะบัก) และ/หรือ มีอากรคลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วย อาการปวดมักเกิดขึ้นและทุเลาลงใน 1 ถึง 5 ชั่วโมง แต่อาการปวดเล็กน้อยยังคงดำเนินอยู่ตลอดทั้งวัน
  • โรคถุงน้ำดีอักเสบ (Cholecystitis) การอักเสบของเนื้อเยื่อถุงน้ำดีรองจากการอุดตันของท่อน้ำดี เป็นอาการปวดรุนแรงต่อเนื่องบริเวณท้องบนขวาและลามไปสู่ไหล่ด้านขวาหรือหลัง อาการกดเจ็บที่ท้อง เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ หนาวสั่น และท้องอืด อาการที่เกิดขึ้นจะกินเวลานานกว่าอาการของโรคบิลลิอารีโคลิก
  • โรคถุงน้ำดีอักเสบชนิดไม่มีก้อนนิ่ว (Acalculous cholecystitis) มีอาการคล้ายคลึงกับโรคถุงน้ำดีอักเสบ แต่เกิดขึ้นเหมือนกับอาการของโรคอื่นๆ เช่น เกิดแผลบาดเจ็บหรือแผลไหม้ ผู้ป่วยมีอาการที่รุนแรงและอาการของโรคแสดงออกว่าป่วย
  • โรคตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis) ก้อนนิ่วจากถุงน้ำดีไปอุดตันท่อบริเวณตับอ่อน ทำให้เกิดภาวะตับอ่อนอักเสบ นำไปสู่อาการปวดบริเวณท้องที่อาจลามสู่หลัง อาการกดเจ็บที่ท้อง และอาการจะรุนแรงขึ้นหลังจากรับประทานอาหาร พร้อมอาการคลื่นไส้อาเจียน
  • โรคท่อน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน (Ascending cholangitis) หรือท่อน้ำดีอักเสบหรือการติดเชื้อที่ระบบทางเดินน้ำดี (biliary system) ทำให้เกิดอาการไข้ ปวดท้อง ดีซ่าน และแม้แต่ความดันโลหิตต่ำ และอาการมึนงง จึงเป็นอาการที่ต้องเข้ารับการรักษาเร่งด่วน

อาจมีอาการอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาการของโรค ควรติดต่อแพทย์

ควรพบหมอเมื่อใด

หากพบว่ามีอาการที่กล่าวข้างต้น หรือมีคำถามเกี่ยวกับโรค ควรปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละคนแสดงอาการได้แตกต่างกัน วิธีที่ดีสุดคือการเข้าพบหมอ

สาเหตุ

สาเหตุของอาการปวดในถุงน้ำดี

ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า อาการโรคที่เกี่ยวกับถุงน้ำดีที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ถุงน้ำดีนั้น ได้แก่ บิลลิอารีโคลิก ถุงน้ำดีอักเสบ นิ่ว ตับอ่อนอักเสบ และถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน สาเหตุสองประการของอาการบาดเจ็บอาจมาจากถุงน้ำดี หรือมีความเกี่ยวข้องกับถุงน้ำดี อาการต่างๆเกิดจาก

  • การอุดตันของท่อน้ำดี ที่อาจเป็นๆ หายๆ หรืออุดตันแบบสมบูรณ์จากก้อนนิ่ว หรือ
  • ถุงน้ำดีขุ่นเหมือนสีโคลนจากตะกอน และ/หรือ การอักเสบที่อาจเกิดร่วมกับการระคายเคือง หรือการติดเชื้อของเนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ เมื่อเกิดการอุดตันของท่อน้ำดีบางส่วนหรือทั้งหมด ที่ทำให้เกิดแรงดันและ ภาวะขาดเลือดเฉพาะที่ (ischemia) ซึ่งเป็นอาการจากการอุดตันของเส้นเลือดในบริเวณนั้น ไปจนถึงเนื่อเยื่อที่อยู่ติดกัน

ก้อนนิ่วมักเกิดขึ้นในถุงน้ำดี แต่อาจเกิดที่บริเวณท่อส่งบริเวณต่างๆได้ เมื่อถุงน้ำดีถูกกดอัดจากระบบกล้ามเนื้อ (musculature) น้ำดีจะถูกขับออกผ่านท่อส่งในระบบทางเดินอาหาร (GI tract) อย่างไรก็ตาม หากมีก้อนนิ่วหรือตะกอนนิ่วอยู่ในระบบ อาจเกิดการอุดตันของท่อบางส่วนหรือทั้งหมด พร้อมกับแรงกดทับบริเวณเนื้อเยื่อโดยรอบ บางครั้งการอุดตันอาจมากจนเกิดภาวะของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นได้ ภาวะอื่นอย่างเช่นการบาดเจ็บสาหัส อาจทำให้เกิดภาวะบาดเจ็บที่ถุงน้ำดีได้ การติดเชื้อที่ท่อน้ำดีและถุงน้ำดี มักเกิดขึ้นหลังจากที่มีการอุดตันจากก้อนนิ่ว และทำให้เกิดอาการปวดได้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงการเกิดอาการปวดในถุงน้ำดี

ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถแทนคำปรึกษาทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการเจ็บปวดในถุงน้ำดี

ประวัติครอบครัวและการตรวจร่างกายสามารถ ช่วยในการวินิจฉัยเบื้องต้น การคลำถุงน้ำดี (เพื่อหาอาการปวด หรือการหยุดหายใจชั่วคราว บริเวณใต้ชายโครงด้านขวา) จะได้รับประเมินว่า เป็นอาการถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันถึงมากกว่าร้อยละ 95 การตรวจในห้องทดลอง เช่น การตรวจการทำงานของตับ ตรวจเอนไซม์ลิเพส (lipase) อะมีเลส (amylase) การตรวจนับปริมาณเลือด (CBC) และการตรวจเอกซเรย์ช่องท้อง จะเกิดขึ้นเพื่อตรวจหาปัญหาที่แน่นอน ที่ทำให้เกิดอาการปวด การอัลตราซาวนด์ใช้ในการตรวจหาก้อนนิ่ว และการทำซีทีสแกนเพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอวัยวะ การทำไฮด้าสแกน (HIDA scan) โดยใช้กากกัมมันตภาพรังสี สามารถวัดช่องว่างในถุงน้ำดี ขณะที่การตรวจแบบอีอาร์ซีพี ใช้การส่องกล้องเพื่อฉีดสีไปในท่อบริเวณตับอ่อน ถุงน้ำดีและตับ การทำเอ็มอาร์ไอ (MRI) มักถูกใช้เพื่อตรวจหารายละเอียดของโครงสร้างอวัยวะ (ตับ ถุงน้ำดี และตับอ่อน) การตรวจด้วยวิธีอื่นๆ อาจทำได้ ผลของการตรวจด้วยวิธีต่างๆ สามารถระบุปัญหาและรับรองผลการวินิจฉัยได้

การรักษาอาการปวดในถุงน้ำดี

หากคุณไม่มีอาการเจ็บปวดที่ถุงน้ำดี (แม้ว่ามีก้อนนิ่วอยู่ แต่ไม่มีอาการปวด) คุณยังไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษา ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการหนึ่งหรือสองอาการอาจเลือกที่จะไม่เข้ารับการรักษา อาการปวดที่กำเริบเฉียบพลันมักได้รับการรักษาโดยการให้มอร์ฟีน การรักษาทางการแพทย์ประกอบด้วย

  • การรักษาด้วยเกลือน้ำดีทางปาก (ได้ผลมากกว่าร้อยละ 50)
  • ยาเออร์โซไดออล (Ursodiol) เช่น ยาแอกติกอล (Actigall)
  • การละลายนิ่ว (Dissolution)
  • การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก

การรักษาที่ได้ผลแน่นอนคือ การผ่าเอาถุงน้ำดีออก (และ/หรือนิ่วที่อุดตัน) ในปัจจุบัน ขั้นตอนการผ่าตัดทางเลือก คือ การผ่าตัดแบบส่องกล้อง (laparoscopic surgery) เพื่อตัดเอาถุงน้ำดีออกด้วยเครื่องมือและเกิดแผลเล็กในช่องท้อง แต่ผู้ป่วยบางคนอาจต้องการการผ่าตัดใหญ่ โดยปกติแล้ว อาการจะดีขึ้นเมื่อผ่าเอาถุงน้ำดีออก นอกจากว่ามีภาวะที่มีลักษณะอาการคล้ายกับการบาดเจ็บที่ถุงน้ำดี เช่น อาการยึกยือของบิลิอารี (Biliary Dyskinesia) ซึ่งเป็นอาการผิดปกติทางการเคลื่อนไหวของหูรูดที่ทำหน้าควบคุมการไหลของน้ำดี (sphincter of Oddi)

ผู้หญิงตั้งครรภ์จะได้รับการรักษาด้วยวิธีเดียวกับผู้ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ แม้ว่าจะพบก้อนนิ่วไขมันในผู้ที่ตั้งครรภ์มากกว่า ถึงแม้จะมีการทดลองการดูแลช่วยเหลือในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ แต่อาการถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันในหญิงตั้งครรภ์ เป็นอาการที่ต้องได้รับการผ่าตัดโดยเร่งด่วนเป็นลำดับที่สอง รองจากอาการไส้ติ่งอักเสบ (appendicitis)

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการเยียวยาตนเองที่ช่วยจัดการอาการปวดในถุงน้ำดี

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการรักษาอาการบาดเจ็บในถุงน้ำดีอาจทำได้ ดังนี้

  • การควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกาย สามารถลดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นบริเวณถุงน้ำดีได้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก แม้ว่าการออกกำลังกายจะมีประโยชน์ แต่กิจกรรมบางประเภททำให้เกิดแรงบีบที่หน้าท้อง และอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้
  • การเพิ่มปริมาณอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักและผลไม้ สามารถช่วยให้การทำงานขอถุงน้ำดีดีขึ้น และช่วยป้องกันอาการผิดปกติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
  • การประคบร้อนอาจช่วยบรรเทาความเจ็บปวด สำหรับสุขภาพของถุงน้ำดี การประคบร้อนช่วยลดการหดเกร็ง และความดันจากการการสะสมของน้ำดี
  • เปปเปอร์มินท์มีส่วนผสมของเมทอล ซึ่งเป็นสารที่ช่วยบรรเทาการเจ็บปวด การดื่มชาเปปเปอร์มินท์ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ และการดื่มเป็นประจำช่วยลดการกำเริบจากภาวะเจ็บปวดที่ถุงน้ำดีที่คุณเป็นได้

หากคุณมีคำถาม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: มกราคม 23, 2019 | Last Modified: มกราคม 23, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย