ความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า เป็นภาวะที่ความดันโลหิตลดลงอย่างกะทันหันเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว เช่น เมื่อยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว

คำจำกัดความ

ความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าคืออะไร

ความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า (Orthostatic hypotension) หรือความดันตกขณะเปลี่ยนท่า หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความดันต่ำขณะลุกยืน (postural hypotension) เป็นภาวะที่ความดันโลหิตลดลงอย่างกะทันหันเมื่อเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็ว เช่น เมื่อยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าพบได้บ่อยเพียงใด

ความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าค่อนข้างพบได้ทั่วไป โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า

อาการที่พบได้ทั่วไปของความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า ได้แก่

  • รู้สึกมึนศีรษะหรือเวียนศีรษะหลังจากยืนขึ้น
  • การมองเห็นไม่ชัด
  • อ่อนเพลีย
  • เป็นลม
  • มึนงง
  • คลื่นไส้

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

อาการเวียนศีรษะหรือมึนศีรษะเป็นครั้งคราวอาจเป็นสาเหตุจากภาวะขาดน้ำ น้ำตาลในเลือดต่ำ หรือความร้อนสูง ซึ่งไม่มีความรุนแรงมาก หรืออาจเกิดขึ้นเมื่อยืนขึ้นหลังจากนั่งเป็นเวลานาน หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ก็ไม่น่ากังวล

ทางที่ดี ควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการต่างๆ เป็นประจำเนื่องจากอาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างเกี่ยวกับปัญหาที่รุนแรงได้ แต่ในกรณีที่เกิดหมดสติไม่รู้สึกตัวแม้เพียงเวลา 2-3 วินาที ควรหาหมอโดยด่วน

ให้จดบันทึกอาการต่างๆ เช่น เวลาที่เกิดอาการ ระยะเวลาที่เกิดอาการ และกิจกรรมที่ทำในเวลาที่เกิดอาการ หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อันตราย เช่น ในขณะขับรถ ควรปรึกษาแพทย์

สาเหตุ

สาเหตุของความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า

  • ภาวะขาดน้ำหรือการสูญเสียน้ำภายในหลอดเลือดเป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดของการเกิดความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า โดยภาวะขาดน้ำอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น อาการท้องร่วง อาเจียน หรือเกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ หรือยาน้ำ ซึ่งช่วยให้ร่างกายกำจัดน้ำและเกลือส่วนเกินผ่านทางปัสสาวะ
  • การสูญเสียเลือด ภาวะเลือดจาง และภาวะอื่นๆ ที่ทำให้เกิดจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ลดลงอาจเป็นสาเหตุได้เช่นกัน เมื่อมีเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ลำเลียงออกซิเจนในกระแสเลือดลดลง อาการเวียนศีรษะและมึนศีรษะอาจเกิดขึ้นได้
  • ยาบางชนิด เช่น ยากลุ่ม beta-blockers และยารักษาอาการซึมเศร้า สามารถกระตุ้นอาการต่างๆ ที่สัมพันธ์กับความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า
  • การทำงานหรือการออกกำลังกายในสภาพอากาศร้อนหรืออาการป่วยเรื้อรังเป็นเวลานานยังทำให้เกิดอาการเหล่านี้ได้อีกด้วย
  • โรคพาร์กินสัน การตั้งครรภ์ และภาวะเกี่ยวกับหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดปกติและโรคลิ้นหัวใจมีสัมพันธ์กับการการเกิดความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าได้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า

มีความเสี่ยงหลายประการที่ทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า เช่น

  • ความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าพบได้ทั่วไปในผู้ที่มีอายุ 65 ปีและมากกว่า เนื่องจากเซลล์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า baroreceptors บริเวณใกล้หลอดเลือดหัวใจและคอ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความดันโลหิตทำงานช้าลงเมื่อมีอายุมากขึ้น นอกจากนี้ หัวใจที่มีอายุมากขึ้น ไม่สามารถเต้นเร็วขึ้น เพื่อชดเชยความดันโลหิตที่ต่ำลงได้
  • ยาที่ใช้เพื่อรักษาความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยากลุ่มอัลฟ่าบล็อกเกอร์ (alpha blocker) ยากลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ (beta blocker) ยากลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ (calcium channel blockers) ยากลุ่ม angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors และไนเตรท (nitrates) ยาชนิดอื่นๆ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความดันโลหิตต่ำในท่ายืน ได้แก่ ยาที่ใช้รักษาโรคพาร์กินสัน ยารักษาภาวะซึมเศร้าบางชนิด ยาระงับอาการทางจิต บางชนิด ยาคลายกล้ามเนื้อ ยารักษาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และสารเสพติด การใช้ยาที่รักษาความดันโลหิตสูงร่วมกับยาที่แพทย์สั่งและยาที่วางจำหน่ายทั่วไปอื่นๆ อาจทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำได้เช่นกัน
  • โรคบางชนิด ภาวะเกี่ยวกับหัวใจบางประการ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ หัวใจวายและหัวใจล้มเหลว ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาทบางประเภท เช่น โรคพาร์กินสัน และโรคต่างๆ ที่ทำให้เส้นประสาทเสียหาย เช่น โรคเบาหวาน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความดันโลหิตต่ำ
  • การสัมผัสความร้อน การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงสามารถทำให้เหงื่อออกมากและอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำซึ่งสามารถทำให้เกิดความดันโลหิตต่ำและกระตุ้นความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า
  • การนอนบนเตียงนอน หากต้องนอนพักบนเตียงนอนเป็นเวลานานเนื่องจากอาการเจ็บป่วย อาจเกิดอาการอ่อนเพลียได้ และเมื่อพยายามยืนขึ้น อาจเกิดความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าได้
  • ในระหว่างตั้งครรภ์ ความดันโลหิตต่ำเป็นเรื่องปกติเนื่องจากระบบไหลเวียนโลหิตจะขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้ความดันโลหิตลดลง และมักกลับคืนสู่ระดับเดิมก่อนตั้งครรภ์หลังจากคลอดบุตร
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า

หากมีอาการใดๆ ข้างต้น แพทย์จะพิจารณาประวัติสุขภาพ หากจำเป็น แพทย์จะทำการทดสอบเพื่อวินิจฉัยว่าภาวะหรืออาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ทำให้เกิดอาการต่างๆ หรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากยาชนิดหนึ่งทำให้ความดันโลหิตลดลง แพทย์อาจปรับขนาดยาหรือแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่น

  • การตรวจหัวใจด้วยเตียงปรับระดับใช้ในการวินิจฉัยว่าความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงไปตามในตำแหน่งของร่างกายอย่างไรบ้าง ในระหว่างการทดสอบ ผู้เข้ารับการทดสอบจะนอนลงบนโต๊ะที่ปรับระดับขึ้นอย่างช้าๆ
  • การทดสอบเลือดสามารถแสดงให้เห็นว่ามีน้ำตาลในเลือดต่ำหรือ
    มีเซลล์เม็ดเลือดแดงในปริมาณน้อยหรือไม่ ซึ่งทั้งสองประการนี้เป็นสัญญาณของความดันโลหิตต่ำ
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (ECG หรือ EKG)) เป็นการตรวจสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจ โดยสามารถแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติต่างๆ เกี่ยวกับจังหวะของหัวใจและปัญหาเกี่ยวกับการลำเลียงเลือดและออกซิเจนไปยังหัวใจ
  • การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ หรือการตรวจ echocardiogram หรือที่
    เรียกสั้นๆ ว่า “เอคโค” เป็นการตรวจการทำงานของลิ้นหัวใจโดยใช้คลื่นเสียงและอาจแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้
  • การทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน สามารถทำได้โดยแพทย์ตรวจดูหัวใจขณะที่ผู้เข้ารับการทดสอบออกกำลังกายหรือ
    หลังจากได้รับยา

การรักษาความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า

เป้าหมายในการรักษาความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าคือ การฟื้นฟูความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ โดยมักเกี่ยวกับการเพิ่มปริมาณเลือด การลดการสะสมตัวของเลือดที่ขาส่วนล่าง และการช่วยให้หลอดเลือดลำเลียงเลือดไปทั่วร่างกายได้ดีขึ้น

การรักษามักเป็นการหาสาเหตุที่เป็นอยู่ ตัวอย่างเช่น ภาวะขาดน้ำหรือหัวใจล้มเหลว นอกเหนือจากภาวะความดันโลหิตต่ำเพียงอย่างเดียว

สำหรับความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าที่มีอาการไม่รุนแรง การรักษาที่ง่ายที่สุดคือการนั่งหรือนอนลงทันทีหลังจากรู้สึกมึนศีรษะเมื่อยืนขึ้น ซึ่งอาการต่างๆ จะหายไปเอง

หากความดันโลหิตต่ำเกิดจากยาชนิดต่างๆ การรักษามักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนขนาดยาหรือหยุดใช้ยาทั้งหมด

การรักษาความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า ได้แก่

  • การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ แพทย์อาจแนะนำการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์หลายประการ ได้แก่ การดื่มน้ำให้เพียงพอ การงดหรือจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การหลีกเลี่ยงสภาพอากาศที่ร้อนเกินไป การยกหัวเตียงนอนให้สูงขึ้น การหลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง และการยืนขึ้นอย่างช้าๆ หากผู้ป่วยไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง แพทย์อาจแนะนำให้เติมเกลือมากขึ้นในมื้ออาหารอีกด้วย ในกรณีที่พบว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตลดลงหลังรับประทานอาหาร แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ
  • การสวมใส่ถุงเท้ากระชับกล้ามเนนื้อ เสื้อผ้ารัดกล้ามเนื้อ หรือผ้ารัดหน้าท้องอาจช่วยลดการสะสมตัวของเลือดที่ขาและลดอาการของความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าได้
  • ยาหลายชนิด ไม่ว่าใช้เดี่ยวหรือใช้ร่วมกัน อาจใช้เพื่อรักษาความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า ตัวอย่างเช่น ยาฟลูโดรคอร์ติโซน (fludrocortisone) มักใช้เพื่อเพิ่มปริมาณของเหลวในเลือด ซึ่งทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น ยามิโดดรีน (Midodrine) เพิ่มความดันโลหิตโดยลดการขยายตัวของหลอดเลือด ซึ่งเพิ่มความดันโลหิต ในทางกลับกัน ยาดร็อกซิโดพา (Droxidopa) หรือ (Northera) อาจใช้เพื่อรักษาความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าที่สัมพันธ์กับโรคอื่นๆ เช่น พาร์กินสัน กลุ่มอาการเสื่อมของระบบประสาทส่วนกลาง หรือ อาการ pure autonomic failure นอกจากนี้ ยังมียาชนิดอื่นๆ เช่น ยาไพริโดสติกไมน์ (pyridostigmine) อย่างเรโกนอล (Regonol) หรือเมสตินอน (Mestinon), ยาแก้อักเสบที่ไม่มีสเตียรอยด์ (nonsteroidal anti-inflammatory drugs: NSAID) คาเฟอีน และยาอีโพเอติน (epoetin) อย่างอีโพเจน (Epogen) โปรคริต (Procrit) และอื่นๆ ที่สามารถใช้เดี่ยวหรือร่วมกับยาชนิดอื่นๆ โดยมักใช้กับผู้ที่รักษาด้วยการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์หรือยาชนิดอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองที่ช่วยจัดการความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้จัดการความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าได้

  • เพิ่มเกลือในอาหาร โดยต้องทำอย่างระมัดระวังและหลังจากปรึกษาแพทย์แล้วเท่านั้น ปริมาณเกลือที่มากเกินไปทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นเกินเกณฑ์ปกติ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอื่นๆ ตามมา
  • รับประทานอาหารในปริมาณน้อยๆ หากความดันโลหิตลดลงหลังรับประทานอาหาร แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานอาหารในปริมาณน้อยและมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ
  • รับประทานอาหารเสริมวิตามิน ทั้งภาวะเลือดจางและภาวะขาดวิตามินบี 12 สามารถส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและทำให้อาการความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าแย่ลง ดังนั้น อาหารเสริมธาตุเหล็กและวิตามินอาจมีประโยชน์หากผู้ป่วยขาดสารอาหารดังกล่าว
  • ดื่มน้ำให้มาก การดื่มน้ำในปริมาณมากช่วยป้องกันอาการต่างๆ ของความดันโลหิตต่ำ ให้ดื่มน้ำในปริมาณมากก่อนยืนเป็นเวลานานหรือก่อนกิจกรรมใดๆ ที่มีแนวโน้มกระตุ้นอาการ
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถทำให้อาการความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าแย่ลง ดังนั้น ควรจำกัดปริมาณหรืองดดื่มจะดีที่สุด
  • การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอและแบบใช้แรงต้านจะช่วยลดอาการต่างๆ ของความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่าได้ อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในสภาพอากาศที่ร้อนและชื้นมาก โดยให้ยืดกล้ามเนื้อน่องก่อนลุกขึ้นนั่ง หากอาการต่างๆ เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ให้บีบกล้ามเนื้อต้นขา หน้าท้อง และสะโพก หรือทำท่าสควอท เดินย่ำอยู่กับที่ หรือเขย่งปลายเท้า
  • หลีกเลี่ยงการก้มโดยใช้เอว ถ้าจำเป็นต้องเก็บของที่หล่นบนพื้น ให้นั่งยองๆ ด้วยเข่าเพื่อเก็บสิ่งของขึ้นมา
  • สวมใส่ถุงน่องกระชับกล้ามเนื้อที่สูงถึงเอว อาจช่วยให้กระแสเลือดไหลเวียนดีขึ้นและลดอาการต่างๆ ของความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า โดยควรสวมใส่ในระหว่างวันและให้ถอดเมื่อต้องนอนหรือนอนหลับ
  • ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ สามารถลดอาการเวียนศีรษะและมึนศีรษะที่เกิดขึ้นร่วมกับความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า แทนที่จะลุกจากที่นอนทันทีในตอนเช้า ให้หายใจเข้าลึกๆ เป็นเวลา 2-3 นาทีแล้วลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ก่อนยืนขึ้น
  • หนุนหัวเตียงให้สูงขึ้น การนอนโดยให้ศีรษะยกสูงขึ้นเล็กน้อยช่วยต้านผลกระทบของแรงโน้มถ่วงได้
  • เคลื่อนไหวขาในขณะยืน หากเริ่มมีอาการความดันโลหิตต่ำจากการเปลี่ยนท่า ให้ไขว้ต้นขาแบบกรรไกรและบีบขาเข้าด้วยกัน หรืออาจยกขาข้างหนึ่งลงบนชั้นหรือเก้าอี้แล้วเอนตัวมาข้างหน้าให้มากที่สุด การเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้เลือดไหลเวียนจากขาไปยังหัวใจได้

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มกราคม 1, 2019 | Last Modified: มกราคม 1, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย