อีสุกอีใส เป็นการติดเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ที่ทำให้เกิดอาการคล้ายแผลพุพองทั่วร่างกาย โรคนี้เป็นโรคติดต่อไปยังผู้ที่ไม่เคยเป็น หรือไม่เคยรับวัคซีนป้องกัน

คำจำกัดความ

อีสุกอีใสคืออะไร

อีสุกอีใส (Chickenpox) เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ส่งผลกระทบกับผิวหนังและเยื่อเมือกบุผิว (mucous membrane) ทำให้เกิดอาการคล้ายแผลพุพอง ทั่วทั้งร่างกายและใบหน้า โรคนี้เป็นโรคติดต่อไปยังผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส หรือยังไม่เคยรับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์พีส์ (herpes virus) ทั่วไปที่เรียกว่าเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (varicella-zoster virus)

เชื้อไวรัสนี้จะทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสในวัยเด็ก แต่ขณะช่วงวัยผู้ใหญ่จะทำให้เกิดโรคงูสวัด (shingles) โรคงูสวัดทำให้เกิดอาการที่เจ็บปวดมากกว่าและทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนมากกว่า

อีสุกอีใสพบได้บ่อยได้แค่ไหน

โรคอีสุกอีใสเป็นอาการติดเชื้อที่พบได้ทั่วไป และสามารถส่งผลกระทบได้กับคนทุกช่วงวัย แต่กรณีส่วนใหญ่มักจะเกิดกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอจะยิ่งมีความเสี่ยงมาก เช่น ทารก ผู้หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ วัคซีนจะสามารถช่วยป้องกันโรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่ หรือช่วยทำให้อาการรุนแรงน้อยลงได้ กรณีของอาการที่รุนแรงมักเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่

อาการ

อาการของโรคอีสุกอีใสเป็นอย่างไร

สัญญาณและอาการของโรคอีสุกอีใสมักจะเกิดขึ้นภายใน 7 ถึง 21 วันหลังจากเปิดรับเชื้อ ได้แก่ อาการเป็นไข้เล็กน้อย น้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย ปวดหัว เหนื่อยล้า และเบื่ออาหาร รอยจุดสีแดงที่เกิดขึ้นตามตัว 2 ถึง 3 วันจะกลายเป็นผดผื่นคัน ที่ทำให้เกิดแผลพุพองที่จะตกสะเก็ดภายใน 4 ถึง 5 วัน บางคนอาจจะมีแผลพุพองแค่เล็กน้อย หรืออาจจะมีแผลพุพองมากกว่า 500 จุด โรคอีสุกอีใสจะติดต่อสู่ผู้อื่นได้ในช่วง 1 ถึง 2 วันก่อนอาการผดผื่น และนานถึง 6 วันหลังจากที่เกิดแผลพุพองแล้ว บริเวณบาง หู และดวงตาก็สามารถเกิดแผลขึ้นได้เช่นกัน

อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษากับแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อไร

คุณควรติดต่อแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้

  • มีจุดแดงที่แพร่กระจายไปยังดวงตาข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง
  • มีจุดที่รู้สึกอ่อนไหวหรือร้อน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
  • มึนงง เวียนศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว หายใจไม่อิ่ม สั่นเทา ไออย่างรุนแรง อาเจียน ช่วงคอแข็งเกร็ง หรือเป็นไข้สูงกว่า 40 องศา
  • ประวัติคนในครอบครัวมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ หรือมีเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน

หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษากับแพทย์ เนื่องจากร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดจึงควรพูดคุยกับแพทย์ เพื่อหาแนวทางในการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของโรคอีสุกอีใส

สาเหตุของโรคอีสุกอีใสคือเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์เฮอร์ปีส์ (varicella-zoster herpes virus) คนจะติดโรคอีสุกอีใสหากอยู่ใกล้กับคนที่กำลังเป็นโรคนี้อยู่ เนื่องจากหายใจเอาละอองที่มีเชื้อไวรัสเข้าไป นอกจากนี้ยังสามารถติดโรคได้ หากสัมผัสกับแผลที่ผิวหนังของคนที่ติดเชื้อโดยตรง

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคอีสุกอีใส

ปัจจัยเสี่ยงของโรคอีสุกอีใสมีดังนี้

  • หากคุณยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส
  • หากคุณยังไม่เคยรับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส
  • หากคุณทำงานที่โรงเรียนเตรียมอนุบาลหรือโรงเรียนอนุบาล
  • หากคุณอาศัยอยู่ร่วมกับเด็ก

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์ทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคอีสุกอีใส

จุดที่เกิดจากโรคอีสุกอีใสจะมีความแตกต่างกับจุดชนิดอื่นๆ อย่างชัดเจน ดังนั้น การวินิจฉัยจึงค่อนข้างเรียบง่าย แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคการซักประวัติ และตรวจสอบดูที่ผดผื่น

การรักษาโรคอีสุกอีใส

เด็กที่สุขภาพดีนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษาโดยเฉพาะ แต่อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการได้ ยาที่ไม่ใช่ยาแอสไพริน เช่น ยาอะเซตามีโนเฟน (acetaminophen) สามารถใช้เพื่อลดไข้ได้ อย่าใช้ยาแอสไพรินกับเด็กที่เป็นโรคอีสุกอีใส ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) แบบโลชั่น เช่น คาลาไมน์ (calamine) และข้าวโอ๊ตสำหรับผสมน้ำอาบนั้นสามารถช่วยลดอาการคันได้ แนะนำการการดื่มน้ำและการพักผ่อน เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคอีสุกอีใส ควรแยกเด็กไว้จนกว่าแผลพุพองจะตกสะเก็ด ผู้ที่มีความเสี่ยงว่าอาจจะติดเชื้ออย่างรุนแรง และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ที่ทำการปลูกถ่ายไขกระดูก หรือเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว อาจต้องใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกัน อาการแทรกซ้อนของโรคอีสุกอีใส

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการเยียวยาตนเองแบบไหนที่จะช่วยรักษาโรคอีสุกอีใส

ลักษณะไลฟ์สไตล์และการเยียวยาด้วยตนเองต่อไปนี้ อาจช่วยรับมือกับโรคอีสุกอีใสได้

  • ติดต่อแพทย์ในทันทีหากคุณกำลังตั้งครรภ์ และคิดว่าได้เปิดรับเชื้อโรคอีสุกอีใสไป
  • สร้างมือให้บ่อย และซักผ้าปูเตียงกับเสื้อผ้าที่เพิ่งใส่ไปด้วยน้ำสบู่ร้อนๆ
  • ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเกา และหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ
  • นอนพักผ่อน แต่สามารถทำกิจกรรมเบาๆ ได้
  • ใช้ยาที่ไม่ใช่แอสไพรินเพื่อรักษาอาการไข้
  • แจ้งให้พยาบาลประจำโรงเรียนและผู้ปกครองของเพื่อนร่วมชั้นที่อาจได้เปิดรับเชื้อทราบ
  • ใช้ยาต้านฮีสตามีน และอาบน้ำเย็นเพื่อลดอาการคัน
  • ติดต่อแพทย์ หากอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส หรือหากมีอาการอ่อนแรง ปวดหัว หรือมีปฏิกิริยาไวต่อแสงเกิดขึ้น
  • ติดต่อแพทย์หากคุณมีอาการอาเจียน กระสับกระส่าย หรือฉุนเฉียวเกิดขึ้นพร้อมกับอาการสติสัมปชัญญะลดลง
  • ควรทราบว่ามีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน

หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจให้ดีขึ้นถึงทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: มีนาคม 26, 2019 | Last Modified: มีนาคม 26, 2019

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย