เจ็ตแล็ก หรืออาการเมาเวลาจากการเดินทาง เป็นปัญหาเกี่ยวกับการนอน ที่เกิดขึ้นชั่วคราวกับผู้ใดก็ตาม ที่เดินทางข้ามเขตเวลาที่แตกต่างกันอย่างรวดเร็ว

คำจำกัดความ

เจ็ตแล็กคืออะไร

เจ็ตแล็ก (Jet lag) หรืออาการเมาเวลาจากการเดินทาง เป็นปัญหาเกี่ยวกับการนอน ที่เกิดขึ้นชั่วคราวกับผู้ใดก็ตาม ที่เดินทางข้ามเขตเวลาที่แตกต่างกันอย่างรวดเร็ว

ร่างกายของคุณมีนาฬิกาภายใน หรือนาฬิกาชีวภาพ (circadian rhythms) ของตนเอง ที่จะส่งสัญญาณแก่ร่างกายของคุณว่า เวลาใดที่ควรตื่นและเวลาใดที่ควรนอน เจ็ตแล็กเกิดขึ้นเนื่องจากนาฬิการ่างกายของคุณยังคงเชื่อมโยงอยู่กับเขตเวลาต้นทางของคุณ แทนการเชื่อมโยงกับเขตเวลาปลายทางของคุณ ยิ่งคุณเดินทางข้ามเขตเวลาจำนวนมากเท่าไร คุณก็อาจจะมีอาการเจ็ตแล็กได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

เจ็ตแล็กสามารถก่อให้เกิดอาการอ่อนเพลียในตอนกลางวัน ความรู้สึกไม่สบาย มีปัญหาในการคงความตื่นตัว และมีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เจ็ตแล็กเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราว แต่สามารถทำให้ความสุขสบายในการเดินทางในวันหยุด หรือการทำงานของคุณลดลงได้อย่างมาก เป็นเรื่องที่ดีที่มีวิธีที่ช่วยให้คุณป้องกัน หรือลดอาการเจ็ตแล็กได้

เจ็ตแล็กพบได้บ่อยเพียงใด

อาการเจ็ตแล็กพบได้บ่อยมาก โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อะไรคืออาการของเจ็ตแล็ก

อาการทั่วไปของเจ็ตแล็ก ได้แก่

  • การนอนเปลี่ยนแปลง เช่น นอนไม่หลับ ตื่นนอนเร็ว หรือง่วงนอนมากเกินไป
  • อ่อนเพลียในตอนกลางวัน
  • มีปัญหาในการจดจ่อกับสิ่งที่ทำหรือการทำงานจากระดับปกติ
  • ปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ท้องผูก หรือท้องร่วง
  • ความรู้สึกไม่สบายตัว
  • อารมณ์เปลี่ยนแปลง

อาการของเจ็ตแล็กมีความหลากหลาย คุณอาจมีเพียงหนึ่งอาการหรือหลายอาการก็ได้

อาการเจ็ตแล็กมักเกิดขึ้นภายในหนึ่งหรือสองวันของการเดินทาง หากคุณเดินทางข้ามเขตเวลาอย่างน้อยสองเขต อาการอาจแย่ลงหรืออยู่นานขึ้น เมื่อคุณข้ามจำนวนเขตเวลามากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคุณเดินทางมาทางทิศตะวันออก โดยปกติมักใช้เวลาประมาณหนึ่งวันเพื่อให้อาการดีขึ้น จากแต่ละเขตเวลาที่เดินทางข้าม

อาจมีบางอาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับอาการใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

อะไรคือสาเหตุของการเกิดเจ็ตแล็ก

สาเหตุของเจ็ตแล็กคือการที่ร่างกายของผู้เดินทาง ไม่สามารถปรับตัวได้ทันทีกับเวลาในเขตเวลาที่ต่างกัน ดังนั้น เมื่อคนไทยเดินทางไปถึงปารีสในเวลาเที่ยงคืนของปารีส ร่างกายของเขาหรือเธอยังคงทำงานตามเวลาในเมืองไทย ในขณะที่ร่างกายดิ้นรนที่จะจัดการกับตารางชีวิตใหม่ อาการนอนไม่หลับชั่วคราว อาการอ่อนเพลีย อาการหงุดหงิด และความสามารถในการจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ลดลง อาจเกิดขึ้นได้ เวลาการเข้าห้องน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป อาจส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกหรือท้องเสีย และสมองมีอาการมึนงง และไม่มีสมาธิ ในขณะที่พยายามปรับตัวเข้ากับตารางชีวิตใหม่

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดเจ็ตแล็ก

ปัจจัยเสี่ยงสำหรับเจ็ตแล็กมีหลายประการ เช่น

  • จำนวนของเขตเวลาที่เดินทางข้าม ยิ่งคุณเดินทางข้ามเขตเวลาจำนวนมากเท่าไร คุณก็อาจจะมีอาการเจ็ตแล็กได้มากเท่านั้น
  • การเดินทางไปทางทิศตะวันออก คุณอาจพบว่าการเดินทางไปทางทิศตะวันออก ที่ต้อง “สูญเสีย” เวลา เป็นเรื่องยากมากกว่าที่ต้องเดินทางไปทางทิศตะวันตก ที่ได้เวลากลับคืนมา
  • การเป็นผู้เดินทางบ่อย นักบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และผู้เดินทางไปทำงานอาจจะมีอาการเจ็ตแล็กได้มากที่สุด
  • วัยสูงอายุ วัยสูงอายุอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวจากอาการเจ็ตแล็ก มากกว่าคนวัยหนุ่มสาว

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยอาการเจ็ตแล็ก

โดยปกติแล้ว แพทย์ผู้รักษาอาการในเบื้องต้นจะประเมินอาการใดๆ ที่สัมพันธ์กับเจ็ตแล็ก ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นน้อย หากอาการรุนแรงและมากพอ แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ

การรักษาอาการเจ็ตแล็ก

โดยทั่วไปแล้ว อาการเจ็ตแล็กมักเกิดขึ้นชั่วคราว และมักไม่จำเป็นต้องรักษา อาการมักดีขึ้นภายในสองสามวัน ถึงแม้ว่าบางครั้งจะนานกว่านี้

อย่างไรก็ดี หากคุณเป็นผู้เดินทางบ่อยที่มักมีอาการเจ็ตแล็ก แพทย์อาจสั่งยาหรือการรักษาด้วยแสง (light therapy)

การใช้ยา

  • ยากลุ่มนอนเบนโซไดแอซิพีน (Nonbenzodiazepine) เช่น ยาโซลพิเดม (zolpidem) อย่างแอมเบียน (Ambien), ยาเอสโซพิโคลน (eszopiclone) อย่างลูเนสตา (Lunesta) และยาซาลีพลอน (zaleplon) อย่างโซนาตา (Sonata)
  • ยากลุ่มเบนโซไดแอซิพีน (Benzodiazepine) เช่น ยาไทรอาโซแลม (triazolam) อย่างเช่นฮาลซิออน (Halcion)

ยาเหล่านี้ หรือที่เรียกว่ายานอนหลับ อาจช่วยให้คุณสามารถนอนหลับในระหว่างการเดินทาง และเป็นเวลาหลายคืนหลังการเดินทาง ไม่พบผลข้างเคียง แต่อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เสียความจำ เดินละเมอในขณะหลับ มึนงง และง่วงนอนในตอนเช้า

ถึงแม้ว่ายาเหล่านี้ดูเหมือนจะช่วยเกี่ยวกับระยะเวลา และคุณภาพในการนอน แต่ไม่ช่วยลดอาการเจ็ตแล็กในตอนกลางวันได้ ยาเหล่านี้มักแนะนำสำหรับผู้ที่ใช้การรักษาวิธีอื่นไม่ได้ผลเท่านั้น

การรักษาด้วยแสง

นาฬิกาภายในหรือนาฬิกาชีวภาพของร่างกายคุณ ได้รับอิทธิพลจากการสัมผัสกับแสงแดด เมื่อคุณเดินทางข้ามเขตเวลาต่างๆ ร่างกายของคุณต้องปรับเข้ากับกำหนดแสงใหม่ในตอนกลางวัน และตั้งค่าใหม่ ซึ่งจะทำให้คุณนอน และตื่นนอนในเวลาที่เหมาะสมได้

การรักษาด้วยแสงทำให้การปรับเปลี่ยนดังกล่าวเป็นไปได้ง่ายขึ้น วิธีการรักษาทำได้ โดยการให้ดวงตาได้สัมผัสกับแสงสว่าง หรือหลอดไฟเทียมที่กระตุ้นแสงแดดในเวลาเฉพาะ และสม่ำเสมอ ในระหว่างช่วงเวลาที่คุณต้องตื่นนอน

การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นประโยชน์ หากคุณต้องเดินทางไปทำงาน และมักไม่ได้พบกับแสงแดดตามธรรมชาติในตอนกลางวันในเขตเวลาใหม่ การรักษาด้วยแสงมีหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ กล่องแสงที่วางบนโต๊ะ หลอดไฟตั้งโต๊ะ ที่สามารถนำมาใช้ในที่ทำงานได้ หรือแว่นแสงที่สวมใส่บนศีรษะของคุณ

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยรับมืออาการเจ็ตแล็ก

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้คุณรับมือกับอาการเจ็ตแล็กได้

  • เดินทางมาถึงล่วงหน้า หากคุณมีการนัดหมายที่สำคัญหรือกิจกรรมอื่นๆ ที่คุณจำเป็นต้องเป็นผู้นำ ให้พยายามเดินทางมาถึงก่อนสองสามวันล่วงหน้า เพื่อให้ร่างกายของคุณได้ปรับตัว
  • พักผ่อนให้มากก่อนเดินทาง การเริ่มออกเดินทางโดยไม่พักผ่อน ทำให้อาการเจ็ตแล็กแย่ลง
  • ค่อยๆ ปรับตารางเวลาก่อนเดินทางกลับ หากคุณกำลังจะเดินทางไปทางทิศตะวันออก ให้พยายามเข้านอนเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง เป็นเวลาสองสามวันก่อนเดินทางกลับ ให้เข้านอนช้าลงหนึ่งชั่วโมงเป็นเวลาหลายคืน หากคุณกำลังจะเดินทางไปทางทิศตะวันตก หากเป็นไปได้ ให้รับประทานอาหารใกล้เวลาที่คุณจะรับประทานอาหาร ที่จุดหมายปลายทางของคุณ
  • ควบคุมการสัมผัสกับแสงสว่าง เนื่องจากการสัมผัสกับแสงสว่างเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ต่อนาฬิกาชีวภาพของร่างกายของคุณ การควบคุมการสัมผัสกับแสงสว่าง อาจช่วยให้คุณปรับเข้ากับสถานที่ใหม่ได้ โดยทั่วไปแล้ว การสัมผัสกับแสงสว่างในตอนเย็น ช่วยให้คุณปรับตัวเข้ากับเขตเวลาที่ช้ากว่าปกติ (เดินทางไปทางทิศตะวันตก) ในขณะที่การสัมผัสกับแสงสว่างในตอนเช้า ช่วยให้คุณปรับตัวเข้ากับเขตเวลาที่เร็วกว่าปกติ (เดินทางไปทางทิศตะวันออก) มีข้อยกเว้นหนึ่งอย่าง คือ หากคุณได้เดินทางมากกว่าแปดเขตเวลาจากเขตเวลาเริ่มต้นของคุณ การสัมผัสกับแสงสว่างในตอนเช้าตรู่ จะเกิดความผิดพลาดต่อร่างกายของคุณว่า เป็นเวลาพลบค่ำ ในทางกลับกัน แสงในตอนเย็นอาจมีการตีความว่าเป็นเวลาเช้า ดังนั้น หากคุณได้เดินทางมากกว่าแปดเขตเวลาไปทางทิศตะวันออก ให้สวมใส่แว่นกันแดดและหลีกเลี่ยงแสงสว่างในตอนเช้า แล้วสัมผัสแสงแดดให้มากที่สุดในตอนบ่ายแก่ๆ ในช่วงสองสามวันแรกในสถานที่ปลายทาง หากคุณเดินทางไปทางทิศตะวันตกมากกว่าแปดเขตเวลา ให้หลีกเลี่ยงแสงแดดเป็นเวลาสองสามชั่วโมงก่อนเวลาค่ำ เป็นเวลาสองสามวัน เพื่อปรับเข้ากับเวลาท้องถิ่น
  • อยู่กับกำหนดเวลาใหม่ ตั้งเวลาให้เข้ากับนาฬิกาใหม่ ก่อนเดินทางกลับ เมื่อคุณเดินทางถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ให้พยายามไม่เข้านอนจนกว่าจะถึงเวลานานตามเวลาท้องถิ่น ไม่ว่าจะง่วงงนอนเพียงใดก็ตาม ให้พยายามกำหนดเวลารับประทานอาหารตามเวลาท้องถิ่นสำหรับรับประทานอาหารด้วย
  • รักษาระดับน้ำในร่างกาย ให้ดื่มน้ำปริมาณมากก่อน ในระหว่าง และหลังจากการเดินทาง เพื่อลดผลกระทบจากการสูญเสียน้ำ เนื่องจากอากาศที่แห้งในเครื่องบิน การขาดน้ำสามารถทำให้อาการเจ็ตแล็กแย่ลงได้ ให้หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน เนื่องจากทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ และมีผลต่อการนอนหลับของคุณ
  • ให้พยายามนอนหลับบนเครื่องบิน หากเป็นเวลากลางคืนที่จุดหมายปลายทางของคุณ ที่อุดหู หูฟัง หรือผ้าปิดตาสามารถช่วยกันเสียงและแสงได้ หากจุดหมายปลายทางเป็นเวลากลางวัน ให้ฝืนความง่วงไว้เพื่อไม่ให้นอนหลับ

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: พฤศจิกายน 28, 2018 | Last Modified: พฤศจิกายน 28, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย