โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) เกิดขึ้นเมื่อแรงดันเลือดที่มีต่อผนังหลอดเลือดมีค่าสูงกว่าปกติ คุณอาจมีความดันเลือดสูงได้เป็นเวลาหลายปี โดยไม่มีอาการใดๆ

คำจำกัดความ

โรคความดันโลหิตสูงคืออะไร

โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) เกิดขึ้นเมื่อแรงดันเลือดที่มีต่อผนังหลอดเลือดมีค่าสูงกว่าปกติ คุณอาจมีความดันเลือดสูงได้เป็นเวลาหลายปี โดยไม่มีอาการใดๆ ถึงแม้จะไม่มีอาการ แต่ในระยะยาวแล้ว ความดันเลือดสูงอาจเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพต่างๆ ได้แก่ หัวใจวาย และโรคหลอดเลือดหัวใจ

ค่าความดันโลหิตประกอบด้วยตัวเลขสองตัว ตัวเลขบนเรียกว่าค่าความดันโลหิตซิสโตลิก (systolic blood pressure) ตัวเลขส่วนล่างเรียกว่าค่าความดันโลหิตไดแอสโตลิก (diastolic blood pressure) ตัวอย่างเช่น 120 เหนือ 80 (เขียนเป็น 120/80 มม. ปรอท)

ตัวเลขหนึ่งตัวหรือทั้งสองตัว อาจมีค่าสูงเกินไปได้ (หมายเหตุ: ตัวเลขดังกล่าวใช้กับผู้ที่ไม่ได้ใช้ยารักษาความดันโลหิต และไม่มีอาการเจ็บป่วย)

  • ความดันโลหิตปกติคือความดันโลหิตต่ำกว่า 120/80 มม. ปรอท โดยส่วนใหญ่
  • ความดันโลหิตสูง (hypertension) คือความดันโลหิต 140/90 มม. ปรอท หรือสูงกว่าโดยส่วนใหญ่
  • หากค่าความดันโลหิตเป็น 120/80 หรือสูงกว่า แต่ต่ำกว่า 140/90 เรียกว่าภาวะก่อนเป็นความดันโลหิตสูง (pre-hypertension)

หากคุณมีอาการเกี่ยวกับหัวใจหรือไต หรือเป็นโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์อาจต้องการลดความดันโลหิตของคุณให้มีค่าต่ำว่าผู้ที่ไม่มีอาการดังกล่าว

พบได้บ่อยเพียงใด

โรคความดันโลหิตสูงมักพบได้บ่อย สามารถส่งผลต่อผู้ป่วยในทุกช่วงอายุ โดยมักส่งผลต่อผู้สูงอายุ สามารถรับมือได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการโรคความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ ถึงแม้ว่าอยู่ในภาวะอันตราย ผู้ป่วยจำนวนน้อยอาจมีอาการที่พบได้ทั่วไปบางประการ เช่น ปวดศีรษะ หายใจลำบาก หรือเลือดกำเดาไหล อย่างไรก็ดี อาการดังกล่าวไม่มีความจำเพาะ และมักไม่เกิดขึ้นจนกว่าอาการความดันโลหิตสูงจะไปถึงระยะที่รุนแรง หรือเป็นอันตรายต่อชีวิต

อาจมีบางอาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการต่างๆ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

คุณควรไปพบหมอหากมีอาการดังต่อไปนี้

  • หากคุณมีความดันโลหิตสูง คุณควรไปพบแพทย์เป็นระยะๆ
  • หากคุณอายุ 18 ปีขึ้นไป และไม่มีปัจจัยเสี่ยง ให้ไปตรวจวัดค่าความดันโลหิตอย่างน้อยทุกๆ สองปี
  • หากคุณอายุ 18 ปี และมีปัจจัยเสี่ยงสูง ให้ไปตรวจวัดค่าความดันโลหิตทุกปี

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีคำถาม โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์ เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงมีสองประเภท

  • ความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ (Essential hypertension) หรือความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (Primary Hypertension) ไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด ในกรณีนี้ ความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มที่จะถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ในครอบครัว ซึ่งพบในผู้ชายมากกว่าในผู้หญิง อีกทั้งยังมีการเกิดขึ้นอย่างซับซ้อน จากอาหารและไลฟ์สไตล์
  • ความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ (Secondary hypertension) หรือความดันโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุแน่ชัด ความดันโลหิตสูงประเภทนี้เป็นผลมาจากภาวะและการใช้ยาบางประการ เช่น โรคไต ภาวะเกี่ยวกับไทรอยด์ เนื้องอกที่ต่อมอะดรีนอล การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด การใช้ยาแก้หวัด การใช้โคเคน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง

มีปัจจัยเสี่ยงสำหรับความดันโลหิตสูงหลายประการ เช่น

  • ยิ่งคุณอายุมากขึ้น ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้
  • ความดันโลหิตสูงมักพบได้มากในคนผิวดำ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออายุยังน้อยได้มากกว่าในคนผิวขาว
  • ประวัติครอบครัว ความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มถ่ายทอดในครอบครัว
  • มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน กระแสเลือดที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับการลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ของคุณอาจเป็นสาเหตุให้เกิดความดันโลหิตที่สูงขึ้นภายในผนังหลอดเลือด ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายที่มีอัตราการเต้นของหัวใจสูง ก็มีอาการเดียวกันได้
  • การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม การบริโภคเกลือ บุหรี่ แอลกอฮอล์ ที่มากเกินไป หรือการบริโภคโพแทสเซียมและวิตามินดีที่น้อยเกินไป อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูงในที่สุด
  • ภาวะอื่นๆ ความเครียดและภาวะเรื้อรังบางประการ เช่น โรคไต เบาหวาน ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (sleep apnea) ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงได้

การวินิจฉัยและการรักษาโรค

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง

มีเครื่องมือเฉพาะที่ใช้วินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง ที่เรียกว่าสายพันแขน (blood pressure cuff) ซึ่งประกอบด้วยแผ่นยางที่สามารถพองตัวได้ ซึ่งใช้พันรอบแขนเพื่อวัดค่าความดันโลหิต คุณอาจจำเป็นต้องทำการวัดค่าความดันโลหิตสองถึงสามครั้งในแขนทั้งสองข้าง สามครั้งหรือมากกว่านั้น ก่อนที่จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง

การวัดค่าความดันโลหิตแบ่งออกเป็นสี่ประเภท ได้แก่

  • ความดันโลหิตปกติ (Normal blood pressure) ความดันโลหิตเป็นปกติหากมีค่าต่ำกว่า 120/80 มม. ปรอท
  • ค่าความดันโลหิตก่อนมีความดันโลหิตสูง (Prehypertension) เป็นค่าความดันซิสโตลิก ที่มีค่าระหว่าง 80 ถึง 89 มม. ปรอท ค่าความดันโลหิตก่อนมีความดันโลหิตสูง อาจมีอาการแย่ลง เมื่อเวลาผ่านไป
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะที่ 1 ระยะนี้มีค่าความดันซิสโตลิกระหว่าง 140 ถึง 159 มม. ปรอท หรือมีค่าความดันไดแอสโตลิกระหว่าง 90 ถึง 99 มม. ปรอท
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะที่ 2 เป็นระยะที่ความดันโลหิตสูงมีอาการรุนแรงมากขึ้น ระยะนี้มีค่าความดันซิสโตลิก 160 มม. ปรอท หรือสูงกว่า หรือมีค่าความดันไดแอสโตลิก 100 มม. ปรอท หรือสูงกว่า

ความดันโลหิตประเภทที่พบได้ทั่วไปในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี คือความดัยโลหิตตัวบนสูง (isolated systolic hypertension) โดยมีค่าความดันซิสโตลิกมีค่าสูง (สูงกว่า 140 มม. ปรอท) ในขณะที่ค่าความดันไดแอสโตลิกมีค่าปกติ (ต่ำกว่า 90 มม. ปรอท)

การรักษาโรคความดันโลหิตสูง

การรักษาขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย อาจมีการสั่งยาบางชนิด ได้แก่ ยาขับปัสสาวะกลุ่มไทอะไซด์ (Thiazide diuretics) ยากลุ่มเบตาบล็อกเกอร์ (Beta-blockers) ยาลดความดันโลหิตกลุ่มเอซีอี (ACE inhibitors) ยากลุ่มเออาร์บี (ARBs) ยากลุ่ม Calcium channel blockers และยากลุ่ม Renin inhibitors

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยรับมือโรคความดันโลหิตสูง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองดังต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณรับมือกับความดันโลหิตสูงได้

  • ลดการบริโภคเกลือในมื้ออาหาร
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • เลิกสูบบุหรี่ และลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • รักษารูปร่างให้ดีเสมอ

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: กุมภาพันธ์ 19, 2019 | Last Modified: กุมภาพันธ์ 19, 2019