โรคซึมเศร้า เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่สามารถนำไปสู่ปัญหาทางจิตใจและร่างกาย ทำให้ไมม่สามารถทำกิจกรรมหรือใช้ชีวิตตามปกติได้ จนอาจถึงคิดฆ่าตัวตาย

คำจำกัดความ

โรคซึมเศร้าคืออะไร

โรคซึมเศร้า (Depression) หรือภาวะซึมเศร้าแบบเมเจอร์ (Major Depression Disorder) หรือภาะวซึมเศร้าคลินิก (Clinical depression) เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า และสูญเสียความสนใจในทุกๆ อย่าง โรคนี้ส่งผลต่อความรู้สึก ความคิด และพฤติกรรมของคุณ และสามารถนำไปสู่ปัญหาทางอารมณ์และกายภาพต่างๆ ได้ หากความเศร้านั้นอยู่นานเป็นวันๆ หรือสัปดาห์ ทำให้ยากต่อการทำงานหรือทำกิจกรรมร่วมกับคนในครอบครัวหรือเพื่อน หรือมีความเกี่ยวข้องกับความคิดที่จะฆ่าตัวตาย ก็มักจะหมายความว่าคุณกำลังเป็นโรคซึมเศร้า โปรดปรึกษากับแพทย์หากคุณรู้สึกว่ากำลังมีสัญญาณของโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าพบได้บ่อยได้แค่ไหน

โรคซึมเศร้านั้นเป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก จากข้อมูลของนักวิจัย โรคนี้ส่งผลต่อคน 80% ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย มักพบโรคนี้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโปรดปรึกษากับแพทย์

อาการ

อาการของโรคซึมเศร้าเป็นอย่างไร

สัญญาณและอาการของโรคซึมเศร้านั้นค่อนข้างหลากหลาย และแตกต่างกันไปตามแต่ละคน เช่น ขณะที่กำลังทรมานกับอาการซึมเศร้า บางคนอาจจะนอนมากขึ้น ขณะที่บางคนอาจจะนอนไม่หลับหรือเบื่ออาหาร แต่ก็ยังมีบางอาการที่พบได้ทั่วไป ดังนี้คือ

  • ไม่สามารถรวบรวมสมาธิได้
  • รู้สึกเศร้าหรือว่างเปล่า
  • รู้สึกว่าในอนาคตจะไม่ดีขึ้น
  • รู้สึกกระวนกระวายใจหรือกระสับกระส่าย
  • หมดความสนในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์
  • ซึมเศร้าอย่างรุนแรง อาจนำไปสู่ความคิดในการฆ่าตัวตาย หรือฆ่ายกครัวได้

อาจจะมีอาการอย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีข้อสงสัยใดๆ โปรดปรึกษากับแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อไร

หากคุณสัญญาณของโรคซึมเศร้า ควรติดต่อแพทย์ในทันที หากคุณรู้สึกลังเลที่จะรับการรักษา อาจปรึกษาเพื่อนหรือคนรัก ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ ผู้นำศรัทธา หรือคนที่คุณไว้ใจ

หากคุณคิดว่าอาจจะทำร้ายตัวเอง หรือพยายามฆ่าตัวตาย ควรติดต่อหน่วยฉุกเฉินในท้องถิ่นทันที

นอกจากนี้ควรพิจารณาดังต่อไปนี้ หากคุณมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย

  • รัยการช่วยเหลือจากแพทย์หรือผู้ดูแลสุขภาพอื่นๆ
  • ติดต่อหาเพื่อนสนิทหรือคนรัก
  • ติดต่อพระ ผู้นำทางจิตวิญญาณ หรือบุคคลอื่นในชุมชนความเชื่อของคุณ

หากคนที่คุณรักหรือเพื่อนกำลังอยู่ในอันตราย ของการพยายามฆ่าตัวตาย หรือได้พยายามฆ่าตัวตายแล้ว

  • ควรทำให้แน่ใจว่ามีบางคนคอยอยู่เคยข้างคนๆ นั้น
  • ติดต่อหน่วยฉุกเฉินใกล้บ้านในทันที
  • หรือหากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ให้นำตัวคนนั้นไปส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

สาเหตุ

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

มีปัจจัยต่างๆ หรือหลายปัจจัยร่วมกัน อาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้

  • ยีน ผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า มักจะมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า มากกว่าผู้ที่คนในครอบครัวไม่มีประวัติป่วยเป็นโรคนี้
  • สารเคมีในสมอง ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะมีสารเคมีในสมอง แตกต่างจากผู้ที่ไม่ได้เป็น
  • ความเครียด การสูญเสียคนรัก ความสัมพันธ์ที่ยากลำบาก หรือสถานการณ์ที่ตึงเครียด สามารถกระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้าได้

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้ามักเกิดขึ้นกับวัยรุ่น ช่วงอายุ 20 หรือ 30 ปี แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย มักพบผู้หญิงเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าผู้ชาย แต่อาจเนื่องมาจากผู้หญิงมักมีแนวโน้มจะรับการรักษามากกว่าผู้ชาย

ปัจจัยที่ดูเหมือนจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้า หรือกระตุ้นโรคซึมเศร้ามีดังนี้

  • ประวัติการมีความผิดปกติทางสุขภาพจิตอื่นๆ เช่น โรควิตกกังวล โรคพฤติกรรมการกินผิดปกติ หรืออาการความเครียดหลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจ
  • การดื่มสุราอย่างหนัก หรือใช้ยาเสพติด
  • ลักษณะนิสัยบางอย่าง เช่น ความมั่นใจในตัวเองต่ำ หรือพึ่งพาคนอื่นมากเกินไป วิจารณ์ตนเองหรือมองโลกในแง่ร้าย
  • โรคที่รุนแรงหรือเรื้อรัง ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง อาการปวดเรื้อรัง หรือโรคหัวใจ
  • ยาบางชนิด เช่นยาสำหรับภาวะความดันโลหิตสูงหรือยานอนหลับ (โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดใช้ยาใดๆ)
  • เหตุการณ์สะเทือนในหรือตึงเครียด เช่น การล่วงละเมิดทางเพศ ความตายหรือการสูญเสียคนที่รัก ความสัมพันธ์ที่ยากลำบาก หรือปัญหาทางการเงิน
  • ญาติมีประวัติเป็นโรคซึมเศร้า โรคอารมณ์สองขั้ว โรคพิษสุราเรื้อรัง หรือพยายามฆ่าตัวตาย

การวินิจฉัยโรคและการรักษาโรค

ข้อมูลในที่นี้ไม่มีเจตนาให้ใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษากับแพทย์ทุกครั้ง เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า

โดยปกติแล้วแพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและประวัติทางการแพทย์ นอกจากนี้แพทย์ยังอาจให้คุณทำการทดสอบอื่นๆ เช่น การตรวจเลือด การประเมินทางจิตวิทยา เพื่อคัดแยกโรคที่สามารถทำให้เกิดอาการที่คุณกำลังเป็นอยู่ เพื่อยืนยันการวินิจฉัย และเพื่อตรวจหาอาการแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

การรักษาโรคซึมเศร้า

การรักษาโรคซึมเศร้ามักจะเป็นการใช้ยา การทำจิตบำบัด (Psychotherapy) และการรักษาทางจิตเวชด้วยไฟฟ้า (electroconvulsive therapy)

ยาที่ใช้คือยาต้านซึมเศร้า (antidepressants) ยาที่มักจะใช้คือเอสซิตาโลแพรม (escitalopram) พาร็อกซีทีน (paroxetine) เซอร์ทราลีน (sertraline) ฟลูออกซิทีน (fluoxetine) และไซตาโลแพรม (citaloppram) ยาเหล่านี้เป็นยาในกลุ่มเอสเอสอาร์ไอ (selective serotonn reuptake inhibitors) ยาอื่นๆ ได้แก่เวนลาฟาซีน (venlafaxine) ดูล็อกซีทีน (duloxetine) และบูโพรพิออน (bupropion) ยาเหล่านี้สามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น

  • น้ำหนักเพิ่มขึ้น
  • ปัญหาทางเพศ
  • คลื่นไส้

การทำจิตบำบัดก็สามารถช่วยในการรักษาโรคซึมเศร้าได้ การทำจิตบำบัดช่วยโดยการสอนวิธีการคิดและพฤติกรรมใหม่ๆ และเปลี่ยนนิสัยที่การทำห้เกิดโรคซึมเศร้า การบำบัดนี้สามารถช่วยให้คุณเข้าใจและผ่านความสัมพันธ์ที่ยากลำบาก หรือสถานการณ์ที่อาจทำให้เกิดโรคซึมเศร้าหรือทำให้โรคนี้แย่ลงไปได้

ในบางครั้งอาจใช้การรักษาทางจิตเวชด้วยไฟฟ้า สำหรับโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง และไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาหรือบำบัด แม้ว่าวิธีการนี้อาจจะเคยมีชื่อเสียงไม่ดี แต่วิธีนี้สามารถช่วยพัฒนา และบรรเทาอาการ สำหรับผู้ที่ใช้การรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล การรักษาทางจิตเวชด้วยไฟฟ้า อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น สับสนและสูญเสียความทรงจำ แต่ผลเหล่านี้มักเป็นแค่ชั่วคราว แต่ในบางครั้งอาจยังคงมีผลค้างอยู่

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือการเยียวยาตนเองที่จะช่วยจัดการกับโรคซึมเศร้า

ลักษณะไลฟ์สไตล์และการเยียวยาด้วยตนเองต่อไปนี้ อาจช่วยรับมือกับโรคซึมเศร้าได้

  • อย่าปลีกตัวไปอยู่คนเดียว
  • ใช้ชีวิตให้เรียบง่ายขึ้น
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • เรียนรู้ที่จะผ่อนคลาย และจัดการกับความเครียด
  • อย่าตัดสินใจอะไรขณะที่กำลังรู้สึกไม่ดี
  • ติดต่อแพทย์ หากอาการของคุณแย่ลง
  • ติดต่อแพทย์ หากคุณมีผลข้างเคียงจากยาที่กำลังใช้
  • ติดต่อแพทย์ทันที หากคุณมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายผู้อื่น
  • ติดต่อแพทย์ทันทีหากคุณมีอาการทางจิต เช่น ได้ยินเสียง มองเห็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ หรือรู้สึกหวาดระแวง

หากคุณมีข้อสงสัยใดๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำความเข้าใจให้ดีขึ้นถึงทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: ธันวาคม 12, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 12, 2018