โรคหลอดเลือดหัวใจ เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดหลักที่ลำเลียงเลือด ออกซิเจน และสารอาหาร ไปยังหัวใจ (หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ) ถูกทำลายหรือเป็นโรค

คำจำกัดความ

โรคหลอดเลือดหัวใจคืออะไร

โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease: CAD) เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดหลักที่ลำเลียงเลือด ออกซิเจน และสารอาหาร ไปยังหัวใจ (หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ) ถูกทำลายหรือเป็นโรค สิ่งสะสมที่เกิดจากคอเลสเตอรอล (คราบพลาค) ในหลอดเลือดของคุณ และอาการอักเสบมักก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

เมื่อคราบพลาคก่อตัวขึ้น จะทำให้หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบลง ทำให้กระแสเลือดลำเลียงไปยังหัวใจได้น้อยลง ท้ายที่สุด กระแสเลือดที่ลดลง อาจก่อให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก หายใจสั้น หรือเกิดสิ่งบ่งชี้และอาการอื่นๆ ของโรคหลอดเลือดหัวใจ การตีบตันของเส้นเลือดอย่างเต็มที่ สามารถส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวาย

เนื่องจากโรคหลอดเลือดหัวใจมักก่อตัวขึ้นเป็นเวลากว่าสิบปี คุณอาจจะไม่ได้สังเกตอาการ จนกระทั่งหลอดเลือดมีการตีบตันพอสมควร หรือมีภาวะหัวใจวาย แต่มีวิธีมากมายที่คุณสามารถทำได้ เพื่อป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ การปฏิบัติตนที่ส่งผลดีต่อสุขภาพมีผลเป็นอย่างยิ่ง

โรคหลอดเลือดหัวใจพบได้บ่อยเพียงใด

โรคหลอดเลือดหัวใจมักพบได้บ่อย โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการโรคหลอดเลือดหัวใจมีอะไรบ้าง

อาการที่มักพบได้มากที่สุดคืออาการปวดเค้นในหน้าอก (Angina) หรือเจ็บหน้าอก โดยอาการปวดเค้นในหน้าอกนี้สามารถอธิบายได้ว่าเป็น

  • อาการหน่วง
  • แรงกด
  • อาการปวด
  • อาการแสบร้อน
  • อาการชา
  • อาการแน่น
  • อาการบีบคั้น
  • ความรู้สึกเจ็บปวด

อาการเหล่านี้อาจสับสนกับอาการอาหารไม่ย่อยและอาการกรดไหลย้อนได้

อาการปวดเค้นในหน้าอกมักรู้สึกที่หน้าอก แต่ยังอาจรู้สึกได้ในบริเวณ

  • ไหล่ข้างซ้าย
  • แขน
  • คอ
  • หลัง
  • กระดูกขากรรไกร

อาการดังกล่าวมักรุนแรงน้อยกว่าในผู้หญิง อาการคลื่นไส้ เหงื่อออก อ่อนเพลีย หรือหายใจสั้น อาจเป็นอาการร่วมของอาการเจ็บหน้าอกคล้ายมีแรงกดที่พบได้ทั่วไป อาการอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่

  • หายใจสั้น
  • อาการใจสั่น (หัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ หรือความรู้สึก “กลับไปกับมา” ในหน้าอก)
  • หัวใจเต้นเร็วขึ้น
  • อ่อนเพลียหรือเวียนศีรษะ
  • คลื่นไส้
  • มีเหงื่อออก

อาจมีบางอาการที่ไม่ได้ระบุไว้ข้างต้น หากคุณมีข้อกังวลเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณสงสัยว่ากำลังเป็นโรคหัวใจวาย ให้โทรแจ้งที่หมายเลขฉุกเฉินทันที หากคุณไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินได้ ให้คนในครอบครัวขับรถพาไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด การขับรถไปโรงพยาบาลเองควรเป็นทางเลือกสุดท้าย

หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น ความดันเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง สูบบุหรี่ โรคเบาหวาน หรือครอบครัวมีประวัติเคยเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจหรือโรคอ้วนอย่างรุนแรง ให้ปรึกษาแพทย์ แพทย์อาจทดสอบอาการของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณมีสิ่งบ่งชี้และอาการหลอดเลือดแดงตีบ

สาเหตุ

โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากอะไร

โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากความเสียหาย หรือบาดแผลในผนังด้านในของหลอดเลือดหัวใจ ในบางครั้งพบได้เร็วตั้งแต่ในวัยเด็ก ความเสียหายดังกล่าวอาจเกิดจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่

  • การสูบบุหรี่
  • ความดันเลือดสูง
  • คอเลสเตอรอลสูง
  • โรคเบาหวานหรือภาวะต้านอินซูลิน (insulin resistance)
  • การนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน

เมื่อเกิดความเสียหายที่ผนังด้านในของหลอดเลือดหัวใจ สิ่งสะสมจำพวกไขมัน (คราบพลัค) ที่เกิดจากคอเลสเตอรอลและของเสียในเซลล์อื่น ๆ อาจสะสมตัวในบริเวณที่เกิดความเสียหายในกระบวนการที่เรียกว่า โรคท่อเลือดแดงและหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) หาพื้นผิวของคราบพลัคแตกหรือแยกออก เซลล์เม็ดเลือดที่เรียกว่า เกล็ดเลือด (platelets) จะจับตัวกันในบริเวณดังกล่าว เพื่อพยายามซ่อมแซมหลอดเลือดแดง การจับตัวกันของเกล็ดเลือดนี้ สามารถอุดตันหลอดเลือด ซึ่งก่อให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้

ปัจจัยเสี่ยง

อะไรที่เพิ่มความเสี่ยงสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจ

มีปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจหลายประการ เช่น

  • อายุที่เพิ่มขึ้น เพิ่มความเสี่ยงสำหรับภาวะหลอดเลือดแดงเสียหายและตีบ
  • ผู้ชายมักมีความเสี่ยงสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในผู้หญิงจะเพิ่มขึ้นหลังจากวัยหมดประจำเดือน
  • ประวัติครอบครัว ประวัติครอบครัวเกี่ยวกับโรคหัวใจมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากญาติสนิทเป็นโรคหัวใจตั้งแต่ยังเด็ก มีความเสี่ยงสูงสุด หากบิดาหรือพี่ชายหรือน้องชายได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นโรคหัวใจก่อนอายุ 55 ปี หรือหากมารดาหรือพี่สาวหรือน้องสาว มีอาการของโรคก่อนอายุ 65 ปี
  • ผู้ที่สูบบุหรี่ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในการเป็นโรคหัวใจ การทำให้คนรอบข้างได้รับผลกระทบจากการสูบบุหรี่ของคุณยังเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยเช่นกัน
  • ความดันเลือดสูง ภาวะความดันเลือดสูงที่ไม่ได้รับการรักษา สามารถส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวและหนาขึ้น ซึ่งอุดตันช่องทางที่เลือดลำเลียงผ่าน
  • ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดคราบพลัคและโรคท่อเลือดแดงและหลอดเลือดแดงแข็ง ระดับคอเลสเตอรอลสูงมีสาเหตุมาจากระดับไขมันความหนาแน่นต่ำ (low-density lipoprotein: LDL) ที่เรียกว่า คอเลสเตอรอล “ไม่ดี” ในเลือดสูง ระดับไขมันความหนาแน่นสูง (high-density lipoprotein: HDL) ที่เรียกว่า คอเลสเตอรอล “ดี” ในเลือดต่ำ อาจเป็นอาการบ่งชี้ของโรคท่อเลือดแดงและหลอดเลือดแดงแข็ง
  • โรคเบาหวาน มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานประเภท 2 และโรคหลอดเลือดหัวใจมีปัจจัยเสี่ยงที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ โรคอ้วนและความดันเลือดสูง
  • ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน น้ำหนักส่วนเกินมักส่งผลให้ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ แย่ลง
  • การไม่เคลื่อนไหวร่างกาย การขาดการออกกำลังกายยังมีความสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจ และปัจจัยเสี่ยงบางประการด้วยเช่นกัน
  • ภาวะความเครียดสูง ความเครียดที่ไม่ได้รับการบรรเทาในชีวิตอาจทำให้หลอดเลือดแดงเสียหาย พร้อมทั้งทำให้ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจแย่ลง

ปัจจัยเสี่ยงมักเกิดขึ้นพร้อมกัน และอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยหนึ่งๆ เช่น โรคอ้วนก่อให้เกิดโรคเบาหวานประเภท 2 และความดันเลือดสูง เมื่อถูกจัดกลุ่มเข้าด้วยกัน ปัจจัยเสี่ยงบางประการก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจที่มากขึ้น ตัวอย่างเช่น โรคอ้วนลงพุง (metabolic syndrome) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่รวมถึงภาวะความดันเลือดสูง ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง ระดับอินซูลินสูง และไขมันร่างกายส่วนเกินบริเวณรอบเอว เพิ่มความเสียงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

ในบางครั้ง โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดขึ้น โดยไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่พบได้ทั่วไป นักวิจัยได้ทำการศึกษาปัจจัยเสี่ยงที่เป็นไปได้อื่นๆ ได้แก่

  • ภาวะการหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Sleep apnea) อาการผิดปกติดังกล่าวนี้เป็นสาเหตุให้คุณเริ่มและหยุดหายใจอย่างซ้ำๆ ในระหว่างที่นอนหลับ การลดลงกะทันหันของระดับออกซิเจนในเลือด ที่เกิดขึ้นในระหว่างภาวะการหยุดหายใจขณะนอนหลับ จะเพิ่มความดันเลือด และทำให้ระบบหัวใจใจและหลอดเลือดทำงานหนัก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • โปรตีนซี-รีแอ็คทีฟในระดับสูง (High sensitivity C-reactive protein: hs-CRP) เป็นโปรตีนที่เกิดขึ้นในปริมาณสูงขึ้น เมื่อมีอาการอักเสบที่บางบริเวณในร่างกาย ระดับโปรตีนซี-รีแอ็คทีฟที่สูงขึ้น อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงปัจจัยหนึ่งสำหรับโรคหัวใจ เป็นที่สันนิษฐานว่าเมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบลง คุณจะมีปริมาณโปรตีนซีรีแอ็คีฟในเลือดเพิ่มมากขึ้น
  • ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูง ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันในเลือดประเภทหนึ่ง ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง
  • โฮโมซีสทีน (Homocysteine) เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ร่างกายของคุณใช้เพื่อสร้างโปรตีนและสร้างและรักษาเนื้อเยื่อ แต่โฮโมซีสทีนในระดับสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอมิได้ใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

วินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างไร

  • แพทย์จะสามารถวินิจฉัยได้ว่าคุณเป็นโรคนี้ หากได้รับรู้เกี่ยวกับอาการ ประวัติสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยง
  • การทดสอบร่างกาย
  • การทดสอบเชิงวินิจฉัย ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram: ECG หรือ EKG) การตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูง (echocardiogram) การตรวจด้วยการออกกำลัง (exercise stress tests) การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์โดยใช้ลำแสงอิเล็กตรอน (electron beam (ultrafast) CT scans) การสวนหัวใจและหลอดเลือด (cardiac catheterization) และอื่นๆ การทดสอบเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับขอบเขตของโรคหลอดเลือดหัวใจ ผลต่อหัวใจ และการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างไร

ยาประเภทต่างๆ สามารถใช้เพื่อรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ได้แก่

  • ยาลดคอเลสเตอรอล (Cholesterol-modifying medications) ด้วยการลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันความหนาแน่นต่ำ (low-density lipoprotein: LDL) หรือคอเลสเตอรอล “ไม่ดี” ยานี้จะช่วยลดสารเบื้องต้นที่สะสมตัวในหลอดเลือดหัวใจ แพทย์สามารถเลือกใช้ยาจากยาจำพวกหนึ่งได้ เช่น ยาสเตติน (statins) ยาไนอาซิน (niacin) ยาไฟเบรต (fibrates) และยาไบล์แอซิดซีเควสแตรนต์ (bile acid sequestrants)
  • แพทย์อาจแนะนำการใช้ยาแอสไพรินประจำวัน หรือยาเจือจางเลือด (blood thinner) สามารถช่วยลดแนวโน้มการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งจะช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจได้ หากคุณเคยมีภาวะหัวใจวาย ยาแอสไพรินสามารถช่วยป้องกันภาวะดังกล่าวในอนาคตได้ มีผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถรักษาด้วยยาแอสไพริน เช่น หากมีอาการเลือดออกผิดปกติ หรือกำลังใช้ยาเจือจางเลือดตัวอื่น ดังนั้น ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาแอสไพริน
  • ยาเบต้าบล็อกเกอร์ (Beta blockers) ยาชนิดนี้ช่วยชะลอการเต้นของหัวใจ และลดความดันเลือด ซึ่งช่วยลดปริมาณความต้องการออกซิเจนของหัวใจ หากคุณเคยมีภาวะหัวใจวาย ยาเบต้าบล็อกเกอร์ช่วยลดความเสี่ยของภาวะดังกล่าวในอนาคตได้
  • ยาเม็ด สเปรย์ และแผ่นยาไนโตรกลีเซอริน (Nitroglycerin) สามารถควบคุมอาการเจ็บหน้าอกได้ โดยการขยายหลอดเลือดหัวใจชั่วคราว และลดปริมาณความต้องการเลือดของหัวใจ
  • ยาต้านเอนไซม์เอซีอี (Angiotensin-converting enzyme (ACE) inhibitors) และตัวบล็อคตัวรับแอนจีโอเทนซิน (angiotensin II receptor blockers: ARBs) ยาสองประเภทที่คล้ายกันนี้ลดความดันเลือด และอาจช่วยป้องกันการลุกลามของโรคหลอดเลือดหัวใจ

ในบางครั้งจำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาที่รุนแรงขึ้น วิธีการดังกล่าวมีดังนี้

  • การผ่าตัดขยายเส้นเลือด (Angioplasty) และการใช้ท่อสังเคราะห์ (stent placement) หรือการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบตันผ่านสายสวน แพทย์จะสอดท่อยาวขนาดเล็ก (สายสวน) เข้าไปในหลอดเลือดแดงที่ตีบตัน สายต่อพร้อมด้วยบอลลูนที่ยังไม่ได้เป่า จะถูกสอดผ่านสายสวนเข้าไปยังบริเวณที่ตีบตัน แล้วจึงเป่าบอลลูน ซึ่งเป็นการขับสารสะสมให้หลุดออกจากผนังหลอดเลือด ท่อสังเคราะห์จะถูกปล่อยไว้ในหลอดเลือดแดง เพื่อให้หลอดเลือดแดงเปิดอยู่เสมอ ท่อสังเคราะห์บางท่อจะปล่อยตัวยาอย่างช้าๆ เพื่อให้หลอดเลือดแดงเปิดอยู่เสมอ
  • การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery bypass surgery) ศัลยแพทย์จะสร้างสิ่งปลูกถ่ายเพื่อทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจที่ตีบตัน โดยใช้เส้นเลือดจากส่วนอื่นของร่างกาย การผ่าตัดดังกล่าว จะช่วยให้เลือดไหลหล่อเลี้ยงหลอดเลือดหัวใจที่ตีบหรือตันได้ เนื่องจากการผ่าตัดดังกล่าว จำเป็นต้องมีการผ่าตัดเพื่อเปิดหัวใจ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดตีบตันหลายแห่ง

 

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองที่ช่วยรับมือโรคหลอดเลือดหัวใจ

ไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตนเองต่อไปนี้ อาจช่วยให้คุณรับมือกับโรคหลอดเลือดหัวใจได้

  • เลิกสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงปัจจัยหลักสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจ สารนิโคตินจะปิดกั้นหลอดเลือด และบังคับให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และคาร์บอนมอน็อกไซด์จะลดออกซิเจนในเลือด และสร้างความเสียหายต่อแนวหลอดเลือดของคุณ หากคุณสูบบุหรี่ การเลิกสูบบุหรี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจวาย
  • ควบคุมความดันเลือด ให้แพทย์วัดความดันเลือดอย่างน้อยทุกสองปี โดยเริ่มจากอายุ 18 ปี หากคุณอายุ 40 ปีหรือมากกว่า หรือมีอายุระหว่าง 18-39 ปี โดยมีความเสี่ยงสูงสำหรับภาวะความดันเลือดสูง ให้ขอให้แพทย์ทำการตรวจวัดความดันเลือดทุกปี แพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการตรวจถี่ขึ้น หากความดันเลือดของคุณมีค่าสูงกว่าปกติ หรือคุณมีประวัติเคยเป็นโรคหัวใจ โดยทั่วไปแล้ว ความดันเลือดที่เหมาะสมมีค่าต่ำกว่า 120 ซีสโตลิค (systolic) และ 80 ไดแอสโตลิค (diastolic) ตามที่วัดในหน่วยมิลลิเมตรปรอท (mm Hg)
  • ตรวจคอเลสเตอรอล ให้แพทย์ตรวจคอเลสเตอรอลพื้นฐาน เมื่อคุณอยู่ในช่วงอายุ 20 ปี และอย่างน้อยห้าปีต่อจากนั้น หากผลการตรวจของคุณไม่อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ แพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการตรวจถี่ขึ้น คนส่วนใหญ่ควรตั้งเป้าหมายผลการตรวจสำหรับไขมันความหนาแน่นต่ำหรือคลอเรสเตอรอลไม่ดี (LDL) ไว้ต่ำกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) หรือ 3.4 มิลลิโมลต่อลิตร (mmol/L) หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ สำหรับโรคหัวใจ ผลการตรวจ LDL อาจต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (2.6 มิลลิโมลต่อลิตร)
  • ควบคุมโรคเบาหวาน หากคุณเป็นโรคเบาหวาน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเข้มงวด สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้
  • เคลื่อนไหวร่างกาย การออกกำลังกายช่วยให้คุณมีและควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสม และช่วยควบคุมโรคเบาหวาน ระดับคอเลสเตอรอลสูง และความดันเลือดสูงได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจ ด้วยความยินยอมของแพทย์ ให้ตั้งเป้าหมายเป็นเวลา 30 ถึง 60 นาที สำหรับการออกกำลังกายในระดับปานกลาง เป็นเวลาเกือบทุกวันหรือทุกวัน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ เช่น อาหารประเภทเมดิเตอร์เรเนียนไดเอ็ท ซึ่งเน้นอาหารจำพวกพืชผัก เช่น ผลไม้ ผัก ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว และผลไม้แห้งเปลือกแข็ง และมีไขมันอิ่มตัว คลอเรสเตอรอล และโซเดียม ในปริมาณต่ำ สามารถช่วยควบคุมน้ำหนัก ความดันเลือด และคอเลสเตอรอลได้ การรับประทานปลาในปริมาณหนึ่งหรือสองหน่วยบริโภคต่อสัปดาห์ก็มีประโยชน์ด้วยเช่นกัน
  • ควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสม ภาวะน้ำหนักเกินเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ การลดน้ำหนักลงเพียงแค่สองสามปอนด์สามารถช่วยลดความดันโลหิต และลดวามเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้
  • จัดการความเครียด ให้ลดความเครียดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ฝึกฝนเทคนิคที่ดีต่อสุขภาพในการจัดการความเครียด เช่น การคลายกล้ามเนื้อและการหายใจเข้าลึกๆ

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ไม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

Review Date: พฤศจิกายน 21, 2018 | Last Modified: พฤศจิกายน 21, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย