โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่ทำให้สูญเสียความทรงจำและส่งผลกระทบต่อการทำงานที่สำคัญของสมอง ผู้ป่วยอาจลืมแม้กระทั่งคนสำคัญในชีวิตและเกิดความเปลี่ยนแปลงด้านบุคลิกภาพอย่างรวดเร็ว

คำจำกัดความ

โรคอัลไซเมอร์คืออะไร

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นโรคที่ทำให้สูญเสียความทรงจำและส่งผลกระทบต่อการทำงานที่สำคัญของสมอง ในระยะแรก ผู้ป่วยอัลไซเมอร์อาจมีอาการมึนงงและมีปัญหาเกี่ยวการจดจำเพียงเล็กน้อย แต่เมื่ออากรรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจลืมแม้กระทั่งคนสำคัญในชีวิตและเกิดความเปลี่ยนแปลงด้านบุคลิกภาพอย่างรวดเร็ว

โรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อมที่พบได้มากที่สุด โดยเป็นกลุ่มอาการผิดปกติทางสมองที่ทำให้เกิดการสูญเสียทักษะทางสมองและทักษะในการเข้าสังคม ในการเกิดโรคอัลไซเมอร์นั้น เซลล์สมองเกิดการเสื่อมและตายไป ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของความทรงจำและการทำงานของสมองลดลงเรื่อยๆ

การใช้ยาและวิธีการรักษาโรคอัลไซเมอร์อาจทำให้อาการดีขึ้นเพียงชั่วคราว โดยอาจช่วยให้ยืดเวลาการทำงานของสมองและช่วยให้ผู้ป่วยและยังสามารถช่วยตัวเองได้นานขึ้นเล็กน้อย แต่เนื่องจากโรคอัลไซเมอร์ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลรักษาโดยเร็วที่สุด

โรคอัลไซเมอร์พบบ่อยเพียงใด

โรคอัลไซเมอร์พบได้บ่อยมาก สามารถจัดการได้โดยลดความเสี่ยง โปรดปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

อาการ

อาการของโรคอัลไซเมอร์

ในระยะแรก อาการของโรคที่สังเกตได้ชัดเจนได้แก่ มีอาการหลงลืมหรือสับสนบ่อยขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป โรคนี้จะค่อยๆ ทำให้ความทรงจำหายไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะความทรงจำในปัจจุบัน อัตราการทรุดลงของอาการย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยความเปลี่ยนแปลงทางสมองที่สัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์จะทำให้เกิดปัญหาในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

ความทรงจำ

โดยปกติ คนเราสามารถเกิดอาการหลงๆ ลืมๆ ได้ในบางเวลา แต่โรคอัลไซเมอร์ทำให้เกิดการสูญเสียความทรงจำแบบเรื้อรังและอาการจะแย่ลงเรื่อยๆ ซึ่งส่งกระทบต่อความสามารถในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน โดยผู้ป่วยอัลไซเมอร์อาจจะมีอาการดังต่อไปนี้

  • พูดและถามซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่รู้สึกตัวว่าได้ถามคำถามมาก่อนแล้ว
  • ลืมการสนทนา การนัดหมาย หรือกิจกรรมต่างๆ และไม่สามารถระลึกได้เมื่อเวลาผ่านไป
  • วางสิ่งของไว้ผิดที่เป็นประจำ ซึ่งมักวางไว้ในที่ที่ไม่ควรวาง
  • หลงทางในสถานที่ที่คุ้นเคย
  • ลืมชื่อสมาชิกในครอบครัวและวัตถุที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
  • มีปัญหาในการหาคำที่เหมาะสมเพื่อระบุวัตถุ แสดงความคิด หรือมีส่วนร่วมในการสนทนา

การคิดและการให้เหตุผล

โรคอัลไซเมอร์ทำให้มีปัญหาในการจดจ่อและการคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างเช่น ตัวเลขต่างๆ การทำงานหลายอย่างพร้อมกันในเวลาเดียวกันกลายเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ ยังอาจมีปัญหาในการจัดการด้านการเงิน หรือชำระค่าใช้จ่ายไม่ตรงเวลา ปัญหาเหล่านี้อาจมีความรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถจดจำหรือจัดการกับตัวเลขต่างๆ ได้

การตัดสินและการตัดสินใจ

ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์มักมีการตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ ประจำวันยากลำบากมากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นลดลง เช่น ไม่สามารถจุดไฟที่เตา หรือไม่สามารถจัดการกับเหตุไม่คาดฝันขณะขับขี่ยานพาหนะได้

การวางแผนและการทำงานที่คุ้นเคย

กิจกรรมที่มีขั้นตอน เช่น การวางแผนและการทำอาหารหรือการเล่นเกมที่ชื่นชอบ กลายเป็นความสิ่งยากลำบากสำหรับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ที่มีอาการรุนแรงขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ป่วยอาจลืมขั้นตอนของกิจกรรมง่ายๆ ที่เคยทำในชีวิตประจำวัน เช่น การแต่งตัวและการอาบน้ำ

การเปลี่ยนแปลงด้านบุคลิกภาพและพฤติกรรม

การเปลี่ยนแปลงของสมองที่เกิดขึ้นจากโรคอัลไซเมอร์สามารถส่งผลกระทบต่อวิธีการแสดงออกทางความคิดและความรู้สึกของผู้ป่วย โดยอาจมีอาการดังต่อไปนี้

  • ภาวะซึมเศร้า
  • ขาดความกระตือรือร้น
  • แยกตัวจากสังคม
  • อารมณ์แปรปรวน
  • หวาดระแวงผู้อื่น
  • หงุดหงิดและก้าวร้าว
  • นิสัยการนอนเปลี่ยนไป
  • เดินทางอย่างไร้จุดมุ่งหมาย
  • สูญเสียการยับยั้งชั่งใจ
  • มีอาการหลงผิด เช่น เชื่อว่าถูกขโมยของไป

โดยส่วนมาก ผู้ป่วยมักสูญเสียทักษะสำคัญในการดำเนินชีวิตในระยะท้ายๆ ของโรค ซึ่งได้แก่ ความสามารถในการอ่าน การเต้นและการร้องเพลง ความสนุกสนานกับเพลงเก่า การมีส่วนร่วมในงานประดิษฐ์หรืองานอดิเรก การเล่าเรื่อง และการระลึกถึงอดีต

อาจมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการบางประการที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการ โปรดปรึกษาแพทย์

ควรไปพบหมอเมื่อใด

หากคุณมีสิ่งบ่งชี้หรืออาการใดๆ ตามที่ระบุข้างต้น หรือมีข้อคำถามใดๆ โปรดปรึกษาแพทย์ ร่างกายของแต่ละบุคคลมีการตอบสนองแตกต่างกัน ทางที่ดีที่สุดให้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามสถานการณ์ของคุณ

สาเหตุ

สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว โรคอัลไซเมอร์เกิดจากปัจจัยร่วมระหว่างพันธุกรรม ไลฟ์สไตล์ และสิ่งแวดล้อมซึ่งส่งผลต่อสมอง โดยมีโอกาสน้อยกว่าร้อยละ 5 ที่โรคอัลไซเมอร์จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

แม้ว่าสาเหตุของอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ผลต่อสมองมีความชัดเจน โดยโรคอัลไซเมอร์ทำให้เซลล์สมองเสียหายและตายลง เซลล์สมองน้อยลง และมีการสื่อสารระหว่างเซลล์สมองน้อยกว่าคนปกติ จนทำให้เกิดอาการที่กล่าวข้างต้น

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์

มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ เช่น

  • อายุ อายุที่มากขึ้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่พบมากที่สุดสำหรับโรคอัลไซเมอร์ โดยผู้มีความเสี่ยงสูงสุดคือผู้ที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป ในบางกรณีซึ่งพบได้น้อยคือผู้ที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดโรคอัลไซเมอร์ อาจเริ่มมีอาการได้ในช่วงอายุ 30 ปี
  • ประวัติครอบครัวและพันธุกรรม ความเสี่ยงในการเป็นอัลไซเมอร์อาจสูงขึ้นหากมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคอัลไซเมอร์ กลไกทางพันธุกรรมส่วนใหญ่ของโรคอัลไซเมอร์ในครอบครัวยังคงไม่สามารถอธิบายได้
  • กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม ผู้ป่วยจำนวนมากในกลุ่มอาการนี้มีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้สูงกว่าคนปกติ และมีแนวโน้มเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้เร็วมากกว่าคนปกติ 10 ถึง 20 ปี
  • เพศ ผู้หญิงมีโอกาสมากกว่าผู้ชายที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชาย
  • ความบกพร่องทางการรับรู้ที่ไม่รุนแรง ผู้ที่มีภาวะนี้จะมีปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำหรือมีความสามารถในการรับรู้ต่ำกว่ามาตรฐานในแต่ละช่วงวัย แต่อาจไม่รุนแรงถึงระดับที่สามารถวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อม
  • อุบัติเหตุทางสมองในอดีต ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุทางสมองอย่างรุนแรงจะมีความเสียงมากขึ้นในการเป็นโรคอัลไซเมอร์
  • ไลฟ์สไตล์และสุขภาพของหัวใจ ไม่มีปัจจัยเกี่ยวกับสุขภาพที่แสดงให้เห็นอย่างแน่ชัดว่าสามารถลดความเสี่ยงของอัลไซเมอร์ได้ อย่างไรก็ดี มีหลักฐานบางประการแสดงให้เห็นว่าปัจจัยเเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการโรคเป็นอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน ซึ่งได้แก่ปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้
    • ขาดการออกกำลังกาย
    • โรคอ้วน
    • การสูบบุหรี่หรือการสัมผัสควันบุหรี่
    • โรคความดันโลหิตสูง
    • ระดับคลอเรสเตอรอลในเลือดสูง
    • โรคเบาหวานประเภท 2 ที่ขาดการคบคุม
    • รับประทานผักและผลไม้ไม่เพียงพอ
  • การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเข้าสังคม มีการศึกษาพบว่าการทำกิจกรรมที่กระตุ้นการทำงานของสมอง และการเข้าสังคม สามารถช่วยลดเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้ ในบางรายงานยังระบุว่าผู้ที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษา มีความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์

การวินิจฉัยและการรักษา

ข้อมูลที่นำเสนอในที่นี้ ไม่สามารถใช้แทนข้อแนะนำทางการแพทย์ ให้ปรึกษาแพทย์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม

การวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์

ปัจจุบันนี้ ไม่มีการทดสอบเฉพาะที่สามารถยืนยันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ แพทยจะตัดสินอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของโรคอัลไซเมอร์หรือไม่ โดยอาศัยข้อมูลที่ผู้ป่วยแจ้ง รวมทั้งผลการทดสอบต่างๆ ที่ช่วยในการวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างแม่นยำจะสามารถกระทำได้หลังจากผู้ป่วยเสียชีวิตเท่านั้น โดยใช้การตรวจสมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ หากผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ จะเห็นว่ามีคราบพลัคและแทงเกิลในสมองที่เป็นสาเหตุของโรค

เพื่อเป็นการแยกแยะโรคอัลไซเมอร์ออกจากจากโรคที่เกี่ยวกับการสูญเสียความทรงจำอื่นๆ ในปัจจุบัน แพทย์มักมีการทดสอบต่างๆ ดังต่อไปนี้

การตรวจสุขภาพและประสาท

แพทย์จะตรวจร่างกายและตรวจสุภาพทางประสาทโดยรวม ผ่านการทดสอบดังต่อไปนี้

  • ปฏิกิริยาตอบสนองฉับพลัน
  • ความตึงตัวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  • ความสามารถในการลุกจากเก้าอี้และเดิน
  • ประสาทสัมผัสการมองเห็นและการได้ยิน
  • การประสานงานของอวัยวะในรางกาย
  • สมดุลของร่างกาย

การทดสอบในห้องปฏิบัติการ

การทดสอบเลือดอาจช่วยให้แพทย์หาสาเหตุอื่นๆ ที่เป็นไปได้ของการสูญเสียความทรงจำและความสับสน เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับไทรอยด์ หรือ ภาวะขาดวิตามิน

สภาวะทางจิตและการทดสอบทางกายประสาท (Mental status and neuropsychological testing)

แพทย์อาจให้มีการทดสอบสั้นๆ เกี่ยวกับสภาวะทางจิตเพื่อประเมินความทรงจำและทักษะการคิดอื่นๆ นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจแนะนำการประเมินที่ครอบคลุมกระบวนการคิดและความทรงจำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การทดสอบทางกายประสาทซึ่งใช้เวลามากกว่าอาจให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของสมองเมื่อเปรียบเทียบกับผู้อื่นที่มีอายุและระดับการศึกษาใกล้เคียงกัน

การตรวจโดยใช้ภาพถ่ายสมอง

ในปัจจุบัน มีการใช้ภาพถ่ายสมองเป็นหลักเพื่อระบุความผิดปกติที่ไม่สัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุ หรือเนื้องอก ซึ่งอาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการรับรู้ได้ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ขณะนี้มีแอปพลิเคชั่นใหม่ที่ช่วยในการถ่ายภาพสมอง ที่ช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบความเปลี่ยนแปลงในสมองที่เกิดจากโรคอัลไซเมอร์ได้ โดยนิยมใช้ในศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่หรือในการทดลองใช้ในการรักษา เทคโนโลยีการถ่ายภาพสมองดังกล่าว ได้แก่ การตรวจด้วยเอ็มอาร์ไอ (MRI), ซีทีสแกรน (CT scan) และเพ็ทสแกน (PET scan)

การรักษาโรคอัลไซเมอร์

ยารักษาอัลไซเมอร์ในปัจจุบันสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยมียาสองชนิดหลักที่ใช้รักษาอาการต่างๆ เกียวกับการรับรู้ ได้แก่

  • ยากลุ่มแอนติโคลีนเอสเทอเรส (Cholinesterase inhibitors)
    ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นการสื่อสารระหว่างเซลล์ในระดับต่างๆ โดยการสร้างสารสื่อประสาทที่ถูกทำลายไป แต่อาจช่วยให้อาการดีขึ้นไเล็กน้อย ยากลุ่มนี้ยังสามารถบรรเทาอาการทางจิตประสาท เช่น ภาวะกายใจไม่สงบหรือภาวะซึมเศร้า ยากลุ่มนี้ที่แพทย์สั่งโดยทั่วไป ได้แก่ ยาโดนเพซิล (donepezil) อย่างอารีเซ็ปท์ (Aricept) ยาแกแลนตาไมน์ (galantamine) อย่างราซาดีน (Razadyne) และยาไรวาสติกมีน (rivastigmine) อย่างเอ็กซีลอน (Exelon) อาการข้างเคียงหลักของยาเหล่านี้ ได้แก่ ท้องร่วง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร และนอนไม่หลับ ในผู้ที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการนำคลื่นไฟฟ้าของหัวใจอาจมีอาการรุนแรง ได้แก่ ภาวะหัวใจเต้นช้า และภาวะหัวใจขัด
  • ยาเมแมนทีน (Memantine) อย่างนาเมนดา (Namenda) ยานี้ออกฤทธิ์ในการเชื่อมต่อการสื่อสารในเซลล์สมองและชะลอการดำเนินโรคในระดับปานกลางถึงรุนแรง ในบางครั้ง มีการใช้ยาประเภทนี้ร่วมกับยากลุ่มแอนติโคลีนเอสเทอเรส แต่อาจเกิดผลข้างเคียงได้แก่ ท้องผูก เวียนศีรษะ และปวดศีรษะ

ในบางครั้ง อาจมีการใช้ยาประเภทอื่น เช่น ยารักษาภาวะซึมเศร้าเพื่อช่วยควบคุมอาการทางพฤติกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอัลไซเมอร์ แต่ยาบางประเภทควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ตัวอย่างเช่น ยานอนหลับบางประเภท เช่น ยาโซลพิเดม (zolpidem) อย่างแอมเบียน (Ambien) ยาเอสโซพิโคลน (eszopiclone) อย่างลูเนสตา (Lunesta) และอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการมึนงงและความเสี่ยงในการหกล้ม

ยารักษาความกังวล (Anti-anxiety medications) ซึ่งได้แก่ ยาโคลนาซีแพม (clonazepam) อย่างโคลโนพิน (Klonopin) และยาลอราซีแพม (lorazepam) อย่างแอทติแวน (Ativan) จะเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้ม ความมึนงง และอาการเวียนศีรษะ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาประเภทใหม่เสมอ

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเอง

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการเยียวยาตัวเองเพื่อรับมือกับโรคอัลไซเมอร์

การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และการดูแลรักษาตัวเองดังต่อไปนี้ อาจช่วยให้รับมือกับโรคอัลไซเมอร์ได้

สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้ออำนวย

  • เก็บลูกกุญแจ กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ และของมีค่าอื่นๆ ไว้ในที่เดียวกันเพื่อไม่ให้สูญหาย
  • ปรึกษาแพทย์ว่าสามารถลดความถี่ในการใช้ยาเป็นวันละหนึ่งครั้งได้หรือไม่ รวมทั้งเเปลี่ยนวิธีการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นแบบการชำระอัตโนมัติหรือการฝากเงินอัตโนมัติ
  • สร้างนิสัยการพกพาโทรศัพท์มือถือที่สามารถระบุตำแหน่งได้เพื่อให้คนอื่นสามารถติดตามตำแหน่งของคุณได้ทางโทรศัพท์ ในกรณีที่เกิดหลงทางหรือสับสน นอกจากนี้ ควรบันทึกหมายเลขสำคัญไว้ในโทรศัพท์เพื่อให้สามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อถึงเวลา
  • จัดการนัดหมายประจำไว้ในวันเดียวกันในเวลาเดียวกันให้มากที่สุด
  • ใช้ปฏิทินหรือกระดานไวท์บอร์ดในบ้านเพื่อติดตามกิจกรรมประจำวัน รวมทั้งสร้างนิสัยในการตัดรายการที่ทำแล้วออกไปเพื่อให้สามารถมั่นใจได้ว่าทำอะไรเสร็จแล้วบ้าง
  • นำเฟอร์นิเจอร์ส่วนเกิน สิ่งของรกรุงรัง และพรมเช็ดเท้าออกไป
  • ติดตั้งราวจับที่แข็งแรงบริเวณบันไดหรือในห้องน้ำ
  • สวมใส่รองเท้าและรองเท้าแตะที่รู้สึกสบายและกระชับเท้าได้ดี
  • ลดจำนวนกระจกเงาในบ้านลง เนื่องจากผู้ป่วยอัลไซเมอร์อาจพบว่าภาพในกระจกเงาสับสนหรือน่ากลัว
  • เก็บรักษาภาพถ่ายหรือวัตถุที่มีความหมายอื่นๆ ไว้โดยรอบบ้าน

การออกกำลังกาย

  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นส่วนสำคัญของการเสริมสร้างสุขภาพดีของทุกคน โดยเฉพาะผู้ป่วยอัลไซเมอร์ กิจกรรมที่แนะนำ คือการเดินเป็นประจำทุกวัน ซึ่งจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น และรักษาสุขภาพของข้อต่อ กล้ามเนื้อ และหัวใจได้
  • การออกกำลังกายยังทำให้นอนหลับเต็มอิ่ม และช่วยป้องกันการท้องผูกด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ควรพกบัตรประจำตัวประชาชน หรือสวมใส่สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ หากเดินโดยไม่มีผู้ติดตามไปด้วย
  • ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่เดินลำบากสามารถใช้งานจักรยานปั่นอยู่กับที่ หรือออกกำลังกายบนเก้าอี้ได้ โดยสามารถหาโปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุได้ตามอินเทอร์เน็ต

โภชนาการ

ผู้ป่วยอัลไซเมอร์อาจลืมรับประทานอาหาร ไม่เตรียมอาหาร หรือไม่ได้รับประทานอาหารหลากหลายที่มีประโยชน์ ผู้ป่วยอาจลืมดื่มน้ำอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและท้องผูกได้ โดยควรจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้เพื่อรักษาสมดุลทางโภชนาการแก่ผู้ป่วยอัลไซเมอร์

  • เครื่องดื่มเชคหรือสมูทตี้แคลอรี่สูงและมีประโยชน์ โดยสามารถเสริมด้วยผงโปรตีนที่หาซื้อได้ทั่วไป หรือใช้เครื่องผสมในเครื่องดื่มต่างๆ ตามชอบ
  • น้ำ น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอื่นๆ พยายามให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ดื่มน้ำวันละหลายๆ แก้ว และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มี
    คาเฟอีน ซึ่งทำให้นอนไม่หลับและกระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อย

หากคุณมีข้อสงสัย โปรดปรึกษาแพทย์เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นถึงวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Hello Health Group ม่ได้ให้คำปรึกษาด้านการแพทย์ การวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคแต่อย่างใด

แหล่งที่มา

Review Date: ธันวาคม 31, 2018 | Last Modified: ธันวาคม 31, 2018

สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องเข้ามาลงทะเบียนรับข่าวสารกับเรา
รับข่าวสารจาก Hello คุณหมอ เกี่ยวกับเคล็ดลับสุขภาพ อัพเดทสุขภาวะและอื่น ๆ มากมาย